ตอนที่ 3 ภาคจุดกำเนิดก่อเกิดรัก (14)
ต้วนเฟิงและสือหนิงรีบวิ่งขึ้นฝั่ง สวมเสื้อผ้าแล้วตามหลังขึ้นไป เหลียนเชวี่ยเหลือบมองซ้ายชะโงกขวา เขย่งเท้าวิ่งเหยาะๆ ไปทางหนานิจวิน เกลียวน้ำเกิดเป็ระลอกคลื่น กระเพื่อมแตะแผ่นหลังของอีกฝ่ายเบาๆ หนานิจวินหันหน้าไปถาม “ทำไมไม่ตามไปพร้อมกับพวกเขา”
“ข้าไม่มีเสื้อผ้า ตอนคืนร่างเป็นก เสื้อผ้าและกระสอบป่านใส่ของหายไปหมดเลย อีกเดี๋ยวยังต้องยืมเสื้อผ้ากับหนานิจวินอีกสักชุด” เหลียนเชวี่ยกล่าวพลางขณะเดินมาหยุดข้างหลังอีกฝ่าย วักน้ำใส่อุ้งมือรินรดลงบนเส้นผมของคนตรงหน้าอย่างแ่เบา โลหิตสีแดงเข้มค่อยๆ ไหลซึมออกมาจากเส้นผม เจือกลิ่นเหม็นสาบจางๆ แต่เหลียนเชวี่ยไม่รังเกียจสักนิด บรรจงบีบนวดผมยาวดกหนาของหนานิจวินราวประคองสมบัติล้ำค่า
จวนใกล้พลบค่ำแสงแดดค่อนข้างทอประกายเหลืองทองแล้ว หนานิจวินมองดูน้ำแร่ที่ไหลรินระยิบระยับเงียบๆ ปล่อยให้เหลียนเชวี่ยนวดเกาศีรษะของตนดังแกรกแกรก ผ่านไปสักพักจู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า “ไม่เข้าสังคม”
มือของเหลียนเชวี่ยชะงักเบาๆ หันศีรษะมองใบหน้าของคนที่เพิ่งเปล่งเสียงมาเมื่อครู่ ถึงแม้ทุกคนจะบอกว่าหนานิจวินไม่แสดงทุกข์สุขผ่านสีหน้า แต่เหลียนเชวี่ยกลับคิดว่าตนยังพอมองอารมณ์ของเขาออกอยู่ ตอนนี้ใบหน้าแววตาของอีกฝ่ายหลุบต่ำลงน้อยๆ กล้ามเนื้อบริเวณแก้มแข็งตึงเล็กน้อยจนมองออก ทำให้เหลียนเชวี่ยนึกถึงวันนั้นที่ผู้บำเพ็ญเพียรตัวสูงจากไป ตอนที่หนานิจวินเก็บภาพวาดลงก็มีสีหน้าท่าทางเช่นนี้
ไม่รู้ทำไม เหลียนเชวี่ยอยากสวมกอดคนตรงหน้ามากๆ อยากใช้แผงอกของตนแนบบนหลังของเขา อยากถ่ายเทความอบอุ่นให้เขาในน้ำแร่อันหนาวเย็นสักหน่อย
เมื่อคิดเช่นนี้จึงกระทำออกไป
หลังของหนานิจวินเหมือนจะแข็งไปครู่หนึ่ง จากนั้นดึงแขนของเหลียนเชวี่ยลงเบาๆ คล้ายไม่อยากให้เขาโอบกอดเช่นนี้ แต่เหลียนเชวี่ยไม่สน กระชับแขนให้แน่นขึ้นอีกนิด หัวก็ค่อยๆ แนบลงบนไหล่ของหนานิจวินเบาๆ ถูไถต้นคอของเขาแล้วกล่าวว่า “ต้วนเฟิงและสือหนิงไม่โทษข้าหรอก คนอื่นๆ ข้าก็ไม่อยากเข้าสังคมกับพวกเขา”
ร่างกายร้อนระอุของเหลียนเชวี่ยอิงตนอย่างแนบชิด หนานิจวินถึงกับลนลานไปพักหนึ่ง หัวใจเต้นระรัวไม่เป็ส่ำ
“ล้างให้สะอาดแล้วรีบขึ้นฝั่งเถอะ” หนานิจวินขยับหนีออกจากอ้อมแขนของเหลียนเชวี่ยอย่างแเี “บนหน้าอกของงูเหลือมตัวนั้นมีเครื่องหมายพิเศษอยู่ เป็ไปได้ว่าอาจเป็สัตว์ที่มารซึ่งระดับสูงกว่าเลี้ยงแบบขังเอาไว้ เพื่อเป็การป้องกันให้รีบไปสมทบกับชื่อเฉิงจวินโดยด่วนดีกว่า”
เหลียนเชวี่ยอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง แต่ก็ปล่อยคนตรงหน้าอย่างเชื่อฟัง แล้วสวมอาภรณ์ขาวตัวค่อนข้างหลวมของอีกฝ่าย จากนั้นขี่กระบี่ของหนานิจวินอีกครั้ง
ตอนนี้เหลียนเชวี่ยทรงตัวขี่กระบี่ได้และไม่ยืนโคลงเคลงแล้ว แต่มันยังคงยื่นมือไปเกาะเอวของหนานิจวินเบาๆ อยู่ดี อีกฝ่ายไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไร มันเขยิบตัวเอนเข้าไปใกล้อีกครั้ง แต่ไม่ได้เข้าใกล้มากเกินไป...ตอนนี้ยังมีผู้คนเดือดร้อน คนรอบข้างล้วนอยู่ท่ามกลางความวิตกกังวล ไม่ใช่เวลาพลอดรักกัน...แม้ว่าเหลียนเชวี่ยจะเป็นกแต่ก็รู้ว่าอะไรควรไม่ควร
เมื่อเปรียบเทียบกันเหลียนเชวี่ยคิดว่าชื่อเฉิงจวินไม่รู้จักแยกแยะเอามากๆ หนานิจวินไล่ตามมาด้วยความหวังดี เขากลับทำหน้าเหมือนหนานิจวินติดเงินเขา ไม่ง่ายเลยกว่าจะหาถ้ำูเาที่สามารถค้างแรมได้สักที่ ชื่อเฉิงจวินยังไม่ยอมให้เหลียนเชวี่ยและหนานิจวินเข้าไป สิ่งที่เกินขอบเขตที่สุดคือต้วนเฟิงและสือหนิงตั้งใจจะไปหาสถานที่อื่นกับหนานิจวิน แต่ผลคือเขากักตัวทั้งสองคนเอาไว้ เพราะลูกศิษย์ของตัวเองได้รับาเ็สาหัส ้าคนคอยดูแล
แต่ก็ดีเหมือนกัน เหลียนเชวี่ยไม่ได้อยู่ร่วมกันกับหนานิจวินเพียงลำพังนานแล้ว ตอนกลางคืนจะได้ใช้ความหนาวเป็ข้ออ้างในการขดตัวเข้าไปนอนในอ้อมอกของหนานิจวินอย่างกล้าดีทั้งคืน นอนหลับอย่างสบายตัว ซ้ำยังฝันเคลิบเคลิ้ม ตื่นเช้าขึ้นมาพบว่าเ้าตัวน้อยใต้หว่างขาของตนพ่นของเหลวสีขาวขุ่นออกมาไม่น้อย ส่วนหนึ่งแห้งไปแล้ว อีกส่วนหนึ่งยังคงสภาพชื้นแฉะและเหนียวเหนอะ
หนานิจวินย่อมต้องเห็นอีกแล้วแน่นอน ซ้ำยังหยิบกางเกงตัวใหม่มาเปลี่ยนให้เหลียนเชวี่ยอีกด้วย ตนหน้าแดงลามไปถึงคอ อ้าปากหมายจะเอ่ยพูด หนานิจวินกลับชิงพูดก่อนว่า “เื่รักใคร่เชิงชู้สาว รอหลังจากกำจัดจอมมารแล้วค่อยคุยกัน”
เหลียนเชวี่ยอึ้งไป หน้ายิ่งเรื่อแดงขึ้นทีละน้อย อ้ำอึ้งอยู่สักพักก่อนกล่าวว่า “ข้า...กางเกงตัวนี้ข้าซักสะอาดแล้วค่อยใส่ไว้ในกระสอบป่านแล้วกัน เอ่อ...มันสกปรก”
“ไม่เป็ไร” หนานิจวินเก็บเสื้อผ้าขึ้นมา “พวกเราหาของกินกันสักหน่อย ยังต้องรีบไปสมทบกับชื่อเฉิงจวินเร็วๆ”
เหลียนเชวี่ยหาของกินด้วยกันกับหนานิจวินอย่างเชื่อฟัง แต่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวตลอดทาง ค่อยคุยกันทีหลังหมายความว่าอย่างไร คงจะไม่ใช่การปฏิเสธหรอกกระมัง ด้วยอุปนิสัยของหนานิจวิน หากไม่อยากมีความสัมพันธ์อะไรกับตนต้องปฏิเสธอย่างเฉียบขาดชัดเจนแน่นอน แล้วอ้างเหตุผลอะไรเพิ่มเติมก็ว่าไป แต่เขาพูดเพียงว่าค่อยคุยกันทีหลัง นั่นหมายความว่าสังหารจอมมารแล้วก็สามารถบำเพ็ญคู่ได้หรือ
เมื่อนึกถึงเื่บำเพ็ญคู่ นึกถึงความฝันอันคลุมเครือเมื่อคืนนี้ เหลียนเชวี่ยอดใจรอไม่ไหวอยู่บ้าง ภาวนาให้จอมมารตายไวหน่อย ไวขึ้นอีกนิด
น่าเสียดายที่จอมมารไม่ได้รีบตายไวๆ กลับกลายเป็ห้าคนนั้นที่พักผ่อนในถ้ำูเากลายสภาพเป็หายใจรวยรินแทน
ตัวชื่อเฉิงจวินเองสลบไสลไม่ได้สติแล้ว ม่านพลังที่เขาร่ายไว้ก็กลายเป็ว่าพังทลายได้ในการโจมตีเดียว สภาพศิษย์สองคนนั้นของเขายิ่งน่าเวทนากว่ากัน ทั่วใบหน้าทั้งดำทั้งบวม เหลียนเชวี่ยไม่สามารถแยกแยะพวกเขาได้แล้วว่าใครเป็ใคร สือหนิงดูเหมือนจะดีหน่อยเหมือนกันกับชื่อเฉิงจวิน แม้จะหมดสติเช่นเดียวกัน กลับมีเพียงริมฝีปากเขียวช้ำ บริเวณอื่นไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเท่าไร ต้วนเฟิงคงจะอาการดีที่สุด หลังได้ยินเสียงยังค่อยๆ ปรือตาขึ้น พอเห็นว่าหนานิจวินมาแล้วจึงหลับตาลงอย่างวางใจอีกครั้ง