วันที่ 10 เดือน 2 ปี 2134 [06:52 AM] (วันก่อนหน้า)
ภายในห้องทดลองของศูนย์วิจัยโซน B ร่างของมนุษย์เพศชายขนาดใหญ่ยืนนิ่งอยู่ภายในหลอดทดลองที่มีป้ายระบุไว้ว่า [สิ่งมีชีวิตจักรกลสังเคราะห์หมายเลข 12] เบื้องหน้าของหลอดแก้วนั้นมีจอมพลและ A-5 ยืนดูอยู่
“ต้องขอขอบพระคุณนายกแห่งโซน B มากเลยนะค้าที่ใจดีให้เรายืมใช้งาน S-12 ช่างเป็ชายที่ใจกว้างจริงๆ” A-5 พูดพรางเดินไปที่แผงควบคุมเพื่อปลดล็อกสิ่งที่อยู่ด้านใน
“กว่าจะยอมปล่อยตัวมาได้ ก็เล่นเอาเราเสียงบไปหลักล้าน มันทำให้งบประมาณการเงินของเราเสียหายนะ...” จอมพลพูดพร้อมเอามือปาดเหงื่อบนใบหน้า ก่อนจะถามต่อ “แล้วทำไมต้องเจาะจงเป็ไอ้ตัวนี้? มันมีอะไรพิเศษงั้นเหรอ?”
A-5 ตอบกลับทันควันโดยไม่เสียเวลา “มีแน่นอนอยู่แล้วค่ะ ก็ไอ้ตัวนี้ที่ท่านว่า มันเป็ตัวเดียวในซีรี่ส์ S ที่ควบคุมง่ายที่สุดยังไงล่ะคะ ถ้าเกิดเอาจักรกลสังเคราะห์รุ่นอื่นมาใช้ มันจะไม่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับหุ่น D.E.P. ได้เลย” เธอกดปุ่มเปิดหลอดทดลองออกแล้วเดินกลับมายืนข้างหน้าอีกครั้ง “S-12 ถูกสร้างมาเพื่อบิน D.E.P. โดยเฉพาะ เราเลยจำเป็ต้องใช้มันในโครงการ Arcus ค่ะท่าน”
เมื่อฝาหลอดแก้วเลื่อนเปิดออก ดวงตาของ S-12 ก็เบิกขึ้น มันมองตรงลงมาที่จอมพลและ A-5 ก่อนจะก้าวเท้าออกมาจากหลอด ร่างกายของมันสูงใหญ่ราว 2 เมตร ใบหน้าดุดันและไร้ความรู้สึก สิ่งแรกที่มันทำหลังจากก้าวออกมาคือการเอ่ยปากพูด
“Cyber Synthetic หมายเลข 12 รอรับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาชั่วคราว จอมพลไคย์เธียม”
วันที่ 10 เดือน 2 ปี 2134 [07:09 AM]
ณ บาร์เหล้าแห่งหนึ่งในย่านโลโซของโซน A ชายคนหนึ่งกำลังนั่งดื่มอยู่เงียบๆ ที่มุมเคาน์เตอร์ ก่อนจะมีกลุ่มชายฉกรรจ์เดินตรงเข้ามาหาเื่อย่างไร้เหตุผล
“เฮ้ย! ที่นั่งตรงนี้มีคนจองไว้แล้ว ไสหัวไปที่อื่นซะ หรืออยากจะนอนจมกองเือยู่ตรงนี้ฮะ?!” หัวหน้ากลุ่มนักเลงตวาดขู่
ชายคนนั้นวางแก้วลงช้าๆ ก่อนจะเหลือบหางตามองกลับไป “ใครจองเหรอ? โทษทีนะไอ้หนู พี่นั่งตรงนี้มา 8 ปีไม่เคยเห็นมีใครมาจองมาก่อนเลย” เขาพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบและเยือกเย็น ก่อนจะยกแก้วขึ้นจิบต่อ
แต่ก่อนที่ขอบแก้วจะแตะริมฝีปาก หัวหน้านักเลงก็ปัดแก้วทิ้งจนแตกกระจาย "เฮ้! ก็บอกให้ลุกไปไงวะ! หูหนวกหรือไง!" พวกลูกน้องเริ่มเอามือจับที่เอว ชักไม้เบสบอล และตั้งท่าเตรียมรุมทึันที
ชายคนนั้นเอื้อมมือเข้าไปในสาบเสื้อ ควักเงินจำนวนหนึ่งโยนให้บาร์เทนเดอร์แล้วพูดขึ้น “ฉันขอจ่ายค่าแก้วที่แตกแทนไอ้พวกนี้หน่อยนะ”
“แต่คุณฮอน์ลครับ นี่มันเกินค่าแก้วไปเยอะเลยนะครัป...” บาร์เทนเดอร์ตอบพรางเช็ดแก้วต่ออย่างใจเย็น ราวกับเห็นเื่พวกนี้เป็ประจำ
“เออฉันรู้ ที่เหลือน่ะ... ค่าเสียหายตอนร้านพังไง”
สิ้นเสียง คำพูด หนึ่งในลูกกระจ๊อกก็พุ่งเข้าใส่พร้อมมีดในมือหวังจะเสียบกลางหลัง แต่ชายคนนั้นสปริงตัวลุกขึ้นแล้วใช้เท้าถีบเก้าอี้สไลด์ไปสกัดขา ทำให้อีกฝ่ายสะดุดล้มจนมีดปักเข้าเอวตัวเองร้องลั่นร้าน ทันใดนั้น นักเลงที่เหลือก็พุ่งเข้ามาพร้อมกันรอบทิศทาง เขาย่อตัวหลบอย่างว่องไว มือเอื้อมไปหยิบหมวกปีกคู่ใจมาสวม คว้าแขนชายคนหนึ่งตอกลงกับหัวเข่าจนกระดูกหักดังกร๊อบ! ก่อนจะสะบัดมือไปจับหน้าชายอีกคนถูไถไปกับเคาน์เตอร์ยาว “บาร์เทนเดอร์ ขอขอยืมที่เปิดขวดหน่อย” บาร์เทนเดอร์ยื่นส่งให้ทันที ฮอน์ลรับมาแล้วใช้มันตั้งรับไม้เบสบอลได้อย่างทันท่วงที ก่อนจะตวัดขาเตะเข้าเต็มปากคนถือไม้ ตามด้วยการคว้าไม้เบสบอลปาใส่หัวคนถือมีดอีกคนที่กำลังพุ่งเข้ามา ปิดท้ายด้วยการใช้ที่เปิดขวดไล่จิ้มคอหอยทีละคนจนล้มคว่ำลงไปนอนกองกับพื้น เหลือเพียงแค่ตัวหัวหน้ากลุ่มเท่านั้น
“เก่งดีนี่หว่า... แต่แกจะทำยังไงถ้าเจอแบบนี้!” ไอ้หัวโจกชักปืนลูกโม่ (Revolver) ดัดแปลงออกมาเล็งยิงใส่ทันที
ทว่าฮอน์ลสะบัดผ้าคลุมสะบัดใส่หน้ามัน ทำให้วิธีะุพลาดเฉียดหัวลูกค้าในร้านไปเพียงนิดเดียวจนเส้นผมร่วงกราว ก่อนที่ไอ้หัวโจกจะกระชากผ้าคลุมออก มันก็พบว่าปลายกระบอกปืน Revolver ของฮอน์ลได้จ่อเข้าที่หน้าผากของมันอยู่ก่อนแล้ว และเขาก็กดไกทันทีอย่างแม่นยำ ะุ Shock ทำงานช็อตกระแสไฟฟ้าร่างของหัวหน้ากลุ่มจนล้มลงไปนอนแน่นิ่ง
“ทุกคนอย่าแตกตื่น ะุ Shock ไม่ทำถึงตายหรอก” พ่อคาวบอยพูดพรางเดินไปเก็บผ้าคลุมขึ้นมาสวม ควงปืนเก็บเข้าซองอย่างชำนาญ
เขาเดินไปหาลูกกระจ๊อกคนหนึ่งที่ยังนอนร้องโอดโอยเพราะกระดูกแขนแตก แล้วเอ่ยถามอย่างใจเย็น “พอหัวหน้าแกฟื้น ก็บอกมันด้วย... ว่าที่บาร์เอสลอยไม่ต้อนรับนักเลง”
เมื่อพูดจบเขากำลังจะเดินออกจากร้าน แต่จู่ๆ ก็มีเสียงปรบมือดังขึ้นจากด้านข้าง ฮอน์ลหันไปมองก่อนจะขมวดคิ้วด้วยสีหน้าใเล็กน้อย “แฝดของรัฐหรอ...” คนที่ยืนปรบมือให้เขาคือชายหญิงคู่แฝดในชุดสูทสีดำนั่นเอง ชายแฝดเอ่ยปากทัก “มานั่งคุยกันหน่อยไหมครับ? คุณทหารผ่านศึก”
ฮอน์ลเดินกลับไปนั่งตามคำเชิญ ก่อนจะเปิดประเด็นทันที “พวกนายสินะที่จ้างไอ้พวกนี้มากระทืบฉัน... เพราะปกติคนที่นี่รู้ดีว่าห้ามหาเื่กันในบาร์นี้”
วันที่ 10 เดือน 2 ปี 2134 [07:17 AM]
ภายในห้องกักขังใต้ดินของฐานทัพโซน A เสียงร้องโหยหวนด้วยความทรมานของเด็กสาวดังกึกก้องออกไปถึงทางเดินด้านนอก
“ฮ่าๆๆ สุดยอดเลยใช่ไหมล่ะ? ยิ่งเร่งกระแสไฟ ิัของเธอก็จะยิ่งปริแตกออกเรื่อยๆ ฉันอยากจะรู้นักว่าเธอจะกลายพันธุ์เพิ่มขึ้น หรือจะแตกกระจายเป็เศษชิ้นส่วนเล็กๆ กันแน่!” A-5 ยืนหัวเราะอยู่ในห้องควบคุม้า พลางพูดผ่านไมโครโฟนลงไปยังห้องขังเบื้องล่าง
“ไม่เข้าใจ... ทำไมต้องทรมานพวกเอเอ็นด้วย?” เสียงพูดที่เว้นจังหวะกระตุกตามระบบกลไกของ S-12 เอ่ยถามขึ้น
A-5 หันมามองด้วยแววตาโรตจิต “ก็เพราะว่ามันสนุกยังไงล่ะ! พวกกลายพันธุ์พวกนี้ยังไงก็ไม่ใช่คนอยู่แล้ว การทำอะไรสนุกๆ กับพวกมันไม่เห็นจะต้องทำให้ฉันรู้สึกผิดเลยสักนิด!” A-5 หัวเราะร่าและเตรียมจะกดปุ่มส่งกระแสไฟฟ้าต่อ แต่ S-12 เดินเข้ามาปัดมือเธอออกเสียก่อน
“พอได้แล้ว... จอมพลสั่งให้เรามาพาตัวเธอไป ยังไงโครงการ Arcus ก็ต้องใช้เธออยู่ดี ถ้าปล่อยให้ตายก่อน แล้วเราจะไปหาใครมาแทน” S-12 พูดจบก็เดินออกจากห้องควบคุม ลงไปยังห้องขังเบื้องล่างและไปหยุดอยู่ตรงหน้าเด็กสาว
“ฉันไม่รู้ว่าเธอโดนกระแสไฟไปมากแค่ไหนก่อนที่ฉันจะมา แต่ดูจากเสื้อผ้าที่ฉีกขาดขนาดนี้ เธอคงทนทานได้มากกว่ามนุษย์ปกติมาก” S-12 พูดพร้อมหยิบปลอกคอเหล็กมาสวมให้เธอ “นี่คืออุปกรณ์กักเก็บพลังของเธอ ถ้าคิดจะใช้พลังหนีมันจะไม่มีผล และเธอจะไม่สามารถใช้มันได้หากไม่ได้รับคำสั่ง”
S-12 ปลดล็อกเครื่องพันธนาการที่แขนและขาออก ก่อนจะยื่นมือไปลูบหัวเด็กสาวเบาๆ “กรุณาบอกชื่อเธอมาด้วย... พวกเรา— ไม่สิ ฉันจะไม่ทำร้ายเธอ และจะไม่ยอมให้ยัยคนข้างบนนั่นทำด้วย” S-12 เงยหน้าขึ้นมองกระจกห้องควบคุม เห็นใบหน้าอันบิดเบี้ยวด้วยความไม่พอใจของ A-5 จ้องกลับลงมาอย่างน่ากลัว ก่อนที่เขาจะหันกลับมาคุยกับเด็กสาวต่อ “อย่างน้อยเธอก็รู้อายุตัวเองใช่ไหม? บอกอายุมาก็ได้...”
เด็กสาวเงยหน้ามองเข้าไปในดวงตาที่ไร้ความรู้สึกของจักรกลสังเคราะห์ S-12 ก่อนจะยอมอ้าปากพูด “ไป... ตายซะ...”
S-12 คุกเข่าลงให้ระดับสายตาเท่ากันแล้วตอบ “เสียใจด้วยนะ ฉันตายไปตั้งนานแล้ว... นี่มันก็แค่ร่างศพที่ยังเดินได้เท่านั้นเอง”
เด็กสาวทำสีหน้าใ “หมายความว่าไง...? แกไม่ใช่พวกผิดมนุษย์เหมือนฉันหรอกเหรอ?”
“ไม่เลย ร่างกายที่สูงใหญ่แบบนี้มันเป็แค่สิ่งปลูกสร้าง ฉันถูกสร้างขึ้นมาหลังจากที่ตายไปแล้ว... แล้วเธอล่ะ? จะยอมนอนตายอยู่ในห้องขังนี้แล้วกลายสภาพเป็ศพแบบฉัน หรือจะยอมออกไปสู้ร่วมกับฉันเพื่อใช้ชีวิตต่อไป?”
เด็กสาวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “ยังไงถ้าออกไปก็ต้องตายสักวัน... แต่อย่างน้อยมันก็ยังดีกว่านอนตายแบบไร้จุดหมายในห้องนี้” เธอพยุงตัวลุกขึ้นเดินไปที่หน้าประตูห้องขังก่อนจะพูด “เอเลเซีย... ฉันไม่มีนามสกุลหรอกนะ”
S-12 ยืนขึ้นแล้วเดินตามออกไป พลางยื่นมือให้เอเลเซียจับ “ถ้างั้นก็ตามฉันมา”
A-5 ที่ยืนมองดูทั้งสองเดินออกจากห้องไปผ่านจอมอนิเตอร์ ทำเสียงจิปากอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะสับสวิตช์ปิดไฟห้องขังแล้วเดินออกจากห้องควบคุมไป
วันที่ 10 เดือน 2 ปี 2134 [07:29 AM]
ณ ค่ายทหารส่วนกลางของโซน A
“วะ- ว่าไงนะครับ?! คุณพ่อผมเป็คนพูดแบบนั้นจริงเหรอครับ?!” เสียงของคานาตะอุทานลั่นอยู่ต่อหน้าจอมพล
จอมพลพยักหน้าตอบ “ถูกต้อง ตอนนี้คุณถูกปลดออกจากกองมรดกของตระกูลฮิมารุเรียบร้อยแล้ว และมีคำสั่งโดยตรงจากเขาให้ผมส่งตัวคุณเข้าสังกัดหน่วยลับที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อภารกิจพลีชีพโดยเฉพาะ” จอมพลหยิบอุปกรณ์โฮโลแกรมวางลงบนโต๊ะ ก่อนมันจะฉายแฟ้มเอกสารข้อมูลของนักรบทั้ง 7 คนขึ้นมากลางอากาศ “โครงการทหารพลีชีพเพื่อต่อกรกับ Kairyu ด้วยทุกวิถีทางที่ทำได้... Apex Reclamation and Crisis Utility Spearhead หรือเรียกสั้นๆ ว่า ARCUS โครงการนี้ถูกคิดค้นขึ้นเป็แผนสำรองมาั้แ่ปี 2076 เป้าหมายหลักคือรวบรวมคนเหลวแหลกหรือพวกที่รัฐบาลควบคุมได้ยากส่งขึ้นไปตายบนโลกเบื้องบน ส่วนเป้าหมายรองคือทำหน้าที่เป็กองกำลังรบส่วนหน้า โครงการนี้เป็ความลับระดับสูงสุด และจะถูกเปิดใช้งานเมื่อพวก Kairyu เริ่มรุกรานหนักขึ้นเท่านั้น”
คานาตะอึ้งกับสิ่งที่ได้รับรู้ ก่อนจะพยายามข่มใจทำสีหน้าให้เป็ปกติเพื่อซ่อนความกลัวเอาไว้ “แล้ว... คนในกลุ่มนี้มีใครบ้างครับ?”
จอมพลเลื่อนหน้าจอฉายภาพไปด้านข้างพรางกุมมือเข้าหากัน “พวกนี้ส่วนใหญ่คือพวกที่หมดประโยชน์หรือสร้างปัญหาให้รัฐบาลจนถูกจับมา และยอมเซ็นสัญญาแกมบังคับเพื่อเข้าร่วมโครงการเพื่อแลกกับชีวิตรอด รอวันที่จะถูกส่งไปตายบนผิวโลก เรียกว่าเป็กลุ่มคนที่รัฐบาลตั้งใจเขี่ยทิ้งอยู่แล้ว... ยกเว้นสองคนที่ไม่ได้รับข้อเสนอใดๆ แต่ถูกโยนเข้ามาดื้อๆ”
“สองคนที่ว่า... คือผม กับอีกคนคือใครครับ?” คานาตะถาม
“บอกไม่ได้ มันเป็ความลับระดับความมั่นคงของ Zainan” จอมพลสวนกลับทันที
“ถ้างั้นข้อมูลล่ะครับ? ผมขอทราบรายละเอียดของคนที่จะต้องร่วมงานกับผมหน่อยได้ไหม?” คานาตะถามพลางหันไปมองภาพฉายประวัติ
จอมพลถอนหายใจยาวก่อนจะพยักหน้าตกลง แล้วเริ่มอธิบายทีละคน:
[A-5 (ชื่อเดิม: คิซา มาซึตะ) ]
มนุษย์ทดลองซีรี่ส์ Alpha ลำดับที่ 5 ในอดีตเคยเป็นักการเมืองน้ำดีที่ชอบช่วยเหลือคนจรจัดและพยายามกอบกู้ระบบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง แต่เพราะความดีทำให้เธอถูกฝั่งคู่แข่งทางการเมืองส่งทหารรับจ้างมาลักพาตัวไป ร่างกายของเธอถูกพบในสภาพเละเทะเหลือเพียงสมองที่ยังสมบูรณ์ ครอบครัวจึงส่งมอบสมองของเธอให้รัฐบาลเพื่อดัดแปลงเป็ Alpha หมายเลข 5 มนุษย์ทดลองที่ฉลาดที่สุดใน Zainan ทว่าผลกระทบจากาแทางจิตใจก่อนตายทำให้ระบบสมองเสียหายอย่างหนัก กลายเป็ยัยวิทยาศาตร์โรคจิตที่สร้างปัญหามากกว่าทำประโยชน์
[เค และ เรย์ คาร์ซอบสกี้]
ฝาแฝดที่กำเนิดมาพร้อมยีนกลายพันธุ์ (A.N.) โดย 'เค' ถือเป็เอเอ็นเพศชายคนแรกที่เกิดขึ้นเนื่องจากได้รับอิทธิพลทางพันธุกรรมจากแฝดหญิงของเขา ทั้งคู่ถูกทางการจับตัวมาั้แ่ยังจำความไม่ได้ รัฐบาลโซน D เล็งเห็นประโยชน์จากความเร็วเหนืุ์จึงฝึกให้ทั้งคู่เป็นักฆ่าเงาของรัฐ ทว่าพักหลังมานี้ภารกิจลอบสังหารลดน้อยลง ทั้งคู่หมดประโยชน์จึงถูกขังลืมไว้ในห้องแคบๆ รอวันตาย ก่อนจะถูกดึงตัวมาทำหน้าที่คุมกัน A-5 หรือพูดง่ายๆ คือส่งมาตายเมื่อหมดหน้าที่
[S-12]
ไม่มีข้อมูลประวัติเดิมและเ้าตัวก็ไม่ยอมเอ่ยปาก ข้อมูลเท่าที่บันทึกไว้คืออดีตชายผมทองผู้มีภูมิฐานและใจดี เขาเสียชีวิตพร้อมครอบครัวจากการเข้าปกป้องลูกสาวจากการโจมตีของมนุษย์ทดลองที่คลั่งหลุดออกมา ด้วยแรงสัญชาตญาณก่อนตาย เขาสามารถสังหารมนุษย์ทดลองคลั่งไปได้ถึงสองตัวด้วยเก้าอี้ไม้และดินสอ ภายหลังศพของเขาถูกขุดขึ้นมาเข้าโปรแกรม Synthetic เป็ซินรุ่นแรกที่ถูกสร้างมาเพื่อเชื่อมต่อกับหุ่น D.E.P. โดยเฉพาะ และด้วยความมุ่งมั่นดั้งเดิมทำให้เขาเป็สิ่งเดียวบนโลกที่เข้ากับระบบหุ่นยนต์รบได้ดีที่สุด ในอดีตเขาสามารถสังหาร Kairyu ได้ถึง 19 ตัว จนรัฐบาลเริ่มหวาดกลัวในพลังขีดความสามารถจึงสั่งจับกุมตัวมาขังแยกเอาไว้
[ฮอน์ล แม็คเนส]
อดีตนักบิน D.E.P. มือฉกาจที่มีฝีมือเป็รองแค่ S-12 เท่านั้น ทว่ารัฐบาลมีข้อตกลงทาสว่าหากเขาลาออกจากกองทัพจะถูกตั้งค่าหัวและครอบครัวจะต้องรับเคราะห์ ด้วยความกดดันจากการทำงานหนักที่ไม่ได้อะไรตอบแทน เขาจึงตัดสินใจพาลูกเมียหนีทหาร แต่จุดจบกลับมาถึงไวเกินคาดเมื่อ A-5 เป็ผู้รับบัญชาการตามล่า ส่งผลให้ลูกเมียของเขาเสียชีวิตในเหตุการณ์นั้น ส่วนตัวเขาต้องแกล้งตายเพื่อหลบหนีมาใช้ชีวิตเป็คาวบอยพเนจร โดยมีคนรู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่เพียงไม่กี่คน
[เอเลเซีย]
เด็กสาวเอเอ็นยุคใหม่ที่สามารถเอาชีวิตรอดและหลบหนีการตามล่าของรัฐบาลมาได้ตลอด อายุไม่แน่ชัดแต่คาดว่าประมาณ 17-20 ปี พลังกลายพันธุ์ของเธอจัดว่าเป็สิ่งแปลกใหม่และเสถียรที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะโดยปกติพวกเอเอ็นจะมีเพียงพลังจิต พลังกาย หรือควบคุมพลังงานระดับต่ำ แต่เธอสามารถ "ล่องหนหายตัว" ได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยที่กล้องตรวจจับความร้อนก็ไม่สามารถระบุตำแหน่งได้
[คานาตะ ฮิมารุ]
ลูกชายคนสุดท้องของตระกูลฮิมารุ ไม่มีพลังพิเศษ ไม่มีอะไรโดดเด่น เป็คนธรรมดาที่รวยที่สุดในกลุ่มแต่เพิ่งถูกตัดออกจากกองมรดก ความสามารถเด่นคืออัจฉริยะด้านเครื่องยนต์กลไกและเข้าใจโครงสร้างระบบเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็ผลลัพธ์มาจากการถูกกดดันและบังคับจากทางบ้าน
“ง่ายๆ คือ... ในกลุ่มนี้ผมเป็คนที่ไร้ประโยชน์ที่สุดใช่ไหมครับ?” คานาตะเอ่ยถาม
จอมพลหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะกดปิดภาพโฮโลแกรม “ไม่เลย... ในมุมมองของผมที่มีต่อกลุ่มนี้ ทุกคนน่ะไร้ประโยชน์สำหรับพวกรัฐบาลส่วนกลางทั้งหมดนั่นแหละ”
คานาตะทำสีหน้าอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะถามต่อ “ช่วยอธิบายเื่ของพวกเอเอ็น (A.N.) ให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ ว่าแท้จริงแล้วพวกเขาคืออะไรกันแน่?”
“ลับสุดยอด” จอมพลตอบสั้นๆ
“ถ้างั้นผมก็ไม่มีทางเลือกแล้วสินะครับ... เพราะต่อให้หนีออกไป ก็คงไม่พ้นโดนหมายจับอยู่ดี...” คานาตะพูดสรุปโดยไม่คิดจะเสียเวลาอีก
วันที่ 11 เดือน 2 ปี 2134 [07:12 AM] (ปัจจุบัน)
คานาตะจ้องมองไปยังบานประตูตรงสุดทางเดินพลางคิดในใจ ‘เราเดินมาไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับไปทางเดิมแล้ว... แต่ถ้าเราไม่พยายามทำอะไรเลย โลกนี้มันก็คงมีแต่จะแย่ลง ในเมื่อคิดผิดทางและถอยกลับไม่ได้ ก็มีแต่ต้องหาทางรอดก่อนที่เราทั้งหมดจะไปกลายเป็ศพตายอยู่ที่โลกเบื้องบนเท่านั้น’
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงยืดอกหันหน้าเดินตรงไปจนสุดทาง ทันใดนั้นประตูเหล็กกล้าก็เลื่อนเปิดออกอัตโนมัติ
“มาแล้วเหรอจ๊ะ~ พ่อหนุ่มลูกนักการเมืองของเรา...” เสียงยี่กวนของชายคาวบอยเอ่ยทักขึ้นทันทีที่ประตูเปิด
เมื่อคานาตะก้าวเท้าเข้ามาในห้อง ััแรกที่เขารับรู้ได้คือสายตาของคนทั้ง 6 คนในห้องที่กำลังจับจ้องมาที่เขา... มันเป็สายตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตและไม่เป็มิตรอย่างรุนแรง ยกเว้นเพียง A-5 ที่นั่งยิ้มแปลกๆ อยู่คนเดียว ก่อนที่ทุกคนจะเริ่มขยับเท้าเดินตรงเข้ามาหาคานาตะพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย.....
