ตอนที่ 18: ค่ายกลสลายปราณ และมัจจุราชไร้ิญญา
ละอองหมอกสีขาวขุ่นที่ลอยปกคลุมเหนือผืนป่าในหุบเขาสิบหมื่นดาราเริ่มหนาแน่นขึ้นตามระดับความลึกของเส้นทาง อากาศที่เคยเย็นสบายและบริสุทธิ์ถูกแทนที่ด้วยความชื้นแฉะและกลิ่นคาวสนิมเหล็กที่เจือปนมากับสายลม รถม้าเสริมเหล็กกล้าของตระกูลมู่ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงเมื่อเข้าสู่บริเวณพื้นที่ลานกว้างซึ่งถูกถางป่าออกเพื่อสร้างเป็ 'ค่ายการค้าสาขารอง' ทว่าสิ่งที่รอคอยพวกเขาอยู่เบื้องหน้ากลับไม่ใช่การต้อนรับอันอบอุ่น แต่เป็ความเงียบงันที่ชวนให้ขนลุก
จ้าวหานเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ั์ตาสีม่วงจางทอประกายวาววับในความสลัว ภายในจุดตันเถียน เตาปฏิกรณ์ชีวภาพที่สร้างจากแก่นอสูรเพลิงโลกันต์ยังคงหมุนวนอย่างสม่ำเสมอ ทว่ามันเริ่มส่งกระแสความร้อนแปลกประหลาดขึ้นมาตามแนวกระดูกสันหลัง ราวกับเรดาร์ที่ตรวจจับภัยคุกคามได้
[เ้านาย... ทัศนวิสัยภายนอกถูกรบกวนด้วยอนุภาคฝุ่นละอองที่มีส่วนผสมของแร่สลายพลังงาน] เสียงของศูนย์ (Zero) ดังก้องในระบบประสาท น้ำเสียงไร้ความขี้เล่นโดยสิ้นเชิง [ตรวจพบอุณหภูมิร่างกายมนุษย์ที่ไร้สัญญาณชีพจำนวนสิบแปดร่างกระจัดกระจายอยู่รอบค่าย และมีสัญญาณความร้อนที่ยังมีชีวิตซุ่มซ่อนอยู่อีกยี่สิบสี่จุด... พวกมันวางกำลังดักรออยู่รอบทิศทางเลยครับ]
"แม่นางมู่..." จ้าวหานเอ่ยเสียงเรียบพลางยกมือขึ้นกั้นไม่ให้มู่รุ่ยเสวี่ยเปิดผ้าม่านหน้าต่าง "ค่ายสาขาของท่านถูกโจมตีแล้ว ข้างนอกนั่นมีแต่ศพ... และพวกที่ทำเื่นี้ก็กำลังรอต้อนรับพวกเราอยู่"
ใบหน้างดงามของมู่รุ่ยเสวี่ยซีดเผือดลงทันที นางกัดริมฝีปากแน่นจนห้อเื ความห่วงใยพุ่งทะยานขึ้นในอก "ท่านลุงมู่เฉิงล่ะคะ? เขาเป็ผู้ดูแลค่ายแห่งนี้และเป็ญาติผู้ใหญ่ที่ข้าเคารพรักที่สุด... ท่านพอจะััได้ไหมว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่?"
[มีสัญญาณชีพหนึ่งจุดที่อ่อนแรงมาก ถูกมัดไว้ที่ลานกว้างตรงกลางค่ายครับ น่าจะเป็ตัวประกัน] ศูนย์รายงานเพิ่มเติม
จ้าวหานพยักหน้าให้นางเป็เชิงรับรู้ "ข้าจะออกไปจัดการเอง ท่านรออยู่ในนี้และอย่าก้าวลงไปเหยียบพื้นดินเด็ดขาด ไม่ว่าเบื้องนอกจะเกิดเสียงดังปานใดก็ตาม"
ชายหนุ่มผลักบานประตูรถม้าแล้วก้าวลงสู่พื้นดินที่ชุ่มไปด้วยหยาดน้ำค้างและคราบโลหิต ทันทีที่รองเท้าบูทของเขาััพื้น บรรยากาศรอบด้านก็แปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
"ฮ่าๆๆ! ในที่สุดก็มาถึงเสียทีนะคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่!"
เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังก้องมาจาก เงา ของหอสังเกตการณ์ที่ถูกไฟไหม้ไปครึ่งซีก ร่างในชุดพรางสีดำสนิทนับยี่สิบคนกระโจนออกจากที่ซ่อนตัว พวกมันเคลี่อนไหวรวดเร็วประดุจภูตผี ล้อมรถม้าเอาไว้ทุกทิศทาง ผู้นำของกลุ่มคือชายร่างผอมสูงที่มีรอยแผลเป็ทางยาวพาดผ่านดวงตาซ้าย ในมือของเขากำสายโซ่เหล็กที่ล่ามคอของชายวัยกลางคนร่างท้วมที่ถูกซ้อมจนสะบักสะบอม เืเปรอะเปื้อนไปทั่วอาภรณ์สีน้ำเงินประจำตระกูลมู่
"ท่านลุง!" มู่รุ่ยเสวี่ยที่แอบมองผ่านรอยแยกของผ้าม่านอุทานด้วยความปวดร้าว
ชายร่างผอมแสยะยิ้มชั่วร้าย "คุณหนูมู่ หากไม่อยากให้ตาเฒ่านี่หัวหลุดจากบ่า ก็จงยอมจำนนแต่โดยดี แล้วส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมดรวมถึงกุญแจคลังสมบัติของสาขานี้มาให้พวกข้ากลุ่ม 'เงี้ยวทมิฬ' ซะ!"
จ้าวหานยืนเอามือไพล่หลัง กวาดสายตามองกลุ่มโจรเงี้ยวทมิฬด้วยความเบื่อหน่าย "ข้าเพิ่งจะล้างบางพวกพยัคฆ์ทมิฬมาเมื่อไม่กี่วันก่อน... ดูเหมือนอุตสาหกรรมโจรูเาในทวีปนี้จะเฟื่องฟูเสียจริงนะ ตั้งชื่อคล้ายกันไปหมด"
ผู้นำเงี้ยวทมิฬหันมาขมวดคิ้วใส่จ้าวหาน "เ้าเป็ใคร? ผู้คุ้มกันงั้นรึ? ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย ข้าัักลิ่นอายลมปราณจากตัวเ้าไม่ได้แม้แต่นิดเดียว เป็แค่ขยะที่ไม่มีรากิญญาแล้วยังกล้ามาปากดีต่อหน้าข้าผู้เป็จอมยุทธ์ระดับทองคำเขียว!"
มันกระทืบเท้าลงบนพื้นดินอย่างแรง วงแหวนอักขระสีแดงเืปรากฏขึ้นรอบบริเวณค่ายพัก ลากยาวมาจดถึงใต้ล้อรถม้า แสงสีแดงสาดส่องขึ้นสู่ท้องฟ้ากลายเป็ม่านพลังรูปโดมครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดไว้
"ค่ายกลสลายปราณ!" มู่รุ่ยเสวี่ยร้องเสียงหลง นางรู้สึกได้ทันทีว่าพลังปราณในจุดตันเถียนของนางถูกปราบปรามจนไม่สามารถรีดเร้นออกมาได้แม้แต่หยดเดียว ร่างกายอ่อนยวบลงราวกับคนป่วยหนัก "คุณชายจ้าวระวังด้วย! ค่ายกลนี้จะดูดกลืนและปิดกั้นการไหลเวียนของพลังปราณ ผู้ฝึกตนที่อยู่ในรัศมีจะกลายเป็เพียงคนธรรมดา!"
"ฮ่าๆๆ! ถูกต้องแล้วคุณหนูมู่!" ผู้นำโจรหัวเราะก้อง "พวกข้าลงทุนเช่าค่ายกลระดับสูงนี้มาเพื่อจัดการกับยอดฝีมือของตระกูลมู่โดยเฉพาะ ตอนนี้พวกเ้าทุกคนก็ไม่ต่างจากลูกไก่ในกำมือข้า ต่อให้เ้ามีผู้คุ้มกันระดับิญญาก่อกำเนิดมาด้วย เขาก็ต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตจากข้า!"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ท่ามกลางความสิ้นหวังของมู่เฉิงและมู่รุ่ยเสวี่ย... เสียงหัวเราะที่ฟังดูขบขันอย่างถึงที่สุดก็หลุดออกมาจากปากของจ้าวหาน
"หึหึ... ฮ่าๆๆๆ!"
จ้าวหานหัวเราะจนต้องยกมือขึ้นกุมท้อง ไหล่ของเขาสั่นไหว ั์ตาสีม่วงจางๆ หรี่ลงมองผู้นำโจรราวกับกำลังทอดสายตามองตัวตลกที่แสดงปาหี่ได้ยอดแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์
[เ้านาย... ผมขออนุญาตบันทึกภาพเหตุการณ์นี้นะครับ มันตลกจนผมอยากจะเขียนอัลกอริทึมหัวเราะใหม่เลยทีเดียว] ศูนย์เอ่ยสนับสนุนด้วยความบันเทิงขั้นสุด [พวกมันกางค่ายกลปราบปราณ... เพื่อจัดการกับมนุษย์ที่ 'ไม่มีพลังปราณ' เลยแม้แต่น้อย! โอ้โห นี่มันเหมือนการเอายาฆ่าหญ้าไปฉีดใส่หุ่นยนต์เหล็กกล้าชัดๆ!]
"เ้าหัวเราะบ้าอะไร!" ผู้นำเงี้ยวทมิฬตวาดด้วยความโกรธจัด มันรู้สึกเสียหน้าอย่างรุนแรง
"ข้าแค่กำลังชื่นชมในความพยายามของพวกเ้า" จ้าวหานยืดตัวขึ้นเต็มความสูง กายาเหล็กไหลที่ซ่อนอยู่ใต้ชุดคลุมสีดำเริ่มตอบสนองต่อคำสั่ง การบีบอัดมวลสารทำงานเต็มพิกัด "ค่ายกลของเ้าสลายพลังปราณได้... แต่คำถามคือ มันสามารถสลาย 'แรงโน้มถ่วง' และ 'มวลสาร' ได้หรือไม่ล่ะ?"
เปรี้ยง!
สิ้นคำพูด จ้าวหานกระทืบเท้าขวาลงบนพื้นดินที่อาบย้อมด้วยอักขระสีแดง ค่ายกลที่ควรจะแข็งแกร่งกลับแตกร้าวประดุจกระจกบางๆ แรงสั่นะเืมหาศาลที่เกิดจากน้ำหนักของโครงสร้างเหล็กไหลและพลังงานขับเคลื่อนจากเตาปฏิกรณ์ชีวภาพ ส่งคลื่นกระแทกแผ่กระจายออกไปรอบทิศทาง
โจรเงี้ยวทมิฬสามคนที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดกระเด็นลอยละลิ่วขึ้นไปในอากาศ กระดูกขาของพวกมันหักสะบั้นพร้อมกันจากแรงสั่นะเืทางฟิสิกส์ล้วนๆ โดยไม่มีอณูพลังปราณเจือปนแม้แต่นิดเดียว!
"บ้าน่า! ค่ายกลพังทลายด้วยแรงกายงั้นรึ!" ผู้นำโจรเบิกตากว้างจนแทบถลน มันปล่อยโซ่ที่ล่ามมู่เฉิงทิ้งแล้วชักดาบคู่ที่อาบยาพิษร้ายแรงออกมา "ฆ่ามัน! รุมสับมันให้เป็ชิ้นๆ!"
กลุ่มนักฆ่าชุดดำนับสิบคนพุ่งเข้าหาจ้าวหานจากทุกสารทิศ คมอาวุธวาววับสะท้อนแสงอาทิตย์หมายจะฟาดฟันจุดตาย ทว่าจ้าวหานเพียงแค่ยกแขนซ้ายขึ้นมาป้องกันการโจมตีจากดาบเล่มหนึ่งที่ฟาดลงมากลางศีรษะ
เคร้ง!
ดาบเหล็กกล้าชั้นดีปะทะเข้ากับท่อนแขนของจ้าวหานจนเกิดประกายไฟแลบแปลบปลาบ แทนที่แขนจะขาดสะบั้น ดาบเล่มนั้นกลับบิ่นและหักครึ่งในทันที จ้าวหานไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น เขากำหมัดขวาแล้วชกสวนเข้าที่หน้าอกของนักฆ่าคนนั้นอย่างดุดัน
ตูม!
หมัดที่หนักอึ้งและรวดเร็วกว่าลูกปืนใหญ่กระแทกทะลุซี่โครงของนักฆ่าชุดดำจนยุบหายไปเป็หลุมลึก ร่างนั้นปลิวไปกระแทกกับกำแพงไม้ของโกดังเก็บสินค้าจนทะลุเป็รูโหว่ สิ้นใจคาที่โดยไม่ต้องรอให้หมอเทวดามาช่วย
"มวลสารของพวกเ้ามันเบาบางเกินไป... ขยับตัวช้าแบบนี้ จะเอาชนะเหล็กไหลได้อย่างไร?" จ้าวหานพึมพำ
เขาพุ่งตัวเข้าสู่ดงศัตรูประดุจพยัคฆ์ร้ายที่หลุดเข้าไปในฝูงแกะ ภายใต้ เงา ของการต่อสู้อันดุเดือด จ้าวหานไม่ได้เปิดมิติเรียกปืนมหาประลัยออกมาแม้แต่น้อย เขาเลือกที่จะใช้การต่อสู้ระยะประชิดเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มู่เฉิงที่นอนาเ็อยู่โดนลูกหลงจากรังสีนิวเคลียร์ ทุกลำหมัด ทุกรอยเตะ ล้วนแฝงไปด้วยน้ำหนักระดับตันที่ถูกบีบอัดอยู่ในร่างมนุษย์
ศัตรูคนที่สองถูกจ้าวหานจับข้อเท้าแล้วเหวี่ยงฟาดเข้ากับต้นไม้ใหญ่จนกระดูกแหลก ศัตรูคนที่สามพยายามลอบแทงจากด้านหลัง แต่จ้าวหานเพียงแค่เบี่ยงตัวหลบแล้วใช้ศอกกระแทกเข้าที่ท้ายทอยจนอีกฝ่ายสลบเหมือดไปในพริบตา ความร้อนที่แผ่ออกมาจากเตาปฏิกรณ์ในตัวเขาทำให้บริเวณลานกว้างร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ จนพวกนักฆ่าเริ่มมีอาการหอบเหนื่อยและแสบตาจากไอร้อน
[อัตราการเผาผลาญมวลสารอยู่ที่ระดับปกติครับเ้านาย! ร่างกายคุณเสถียรมาก การต่อสู้ด้วยกระบวนท่าพื้นฐานแบบนี้แทบจะไม่ะเืเตาปฏิกรณ์เลยด้วยซ้ำ] ศูนย์วิเคราะห์สถานการณ์อย่างสบายอารมณ์
ภายในเวลาไม่ถึงสามนาที ลานกว้างหน้าค่ายก็เต็มไปด้วยร่างของโจรเงี้ยวทมิฬที่นอนร้องโอดครวญด้วยความเ็ป กระดูกหักกันไปคนละหลายท่อน เหลือเพียงผู้นำกลุ่มที่ยืนมือสั่นเทาถือดาบคู่อยู่เบื้องหน้าจ้าวหาน
"ปะ... ปีศาจ! เ้าเป็ตัวประหลาดอะไรกันแน่ ค่ายกลสลายปราณไม่มีผลกับเ้าเลยรึ!" มันละล่ำละลัก แววตาที่เคยเหี้ยมเกรียมถูกแทนที่ด้วยความกลัวตายอย่างสุดซึ้ง
จ้าวหานเดินก้าวเข้าไปหามันช้าๆ "ข้าไม่ได้ใช้ลมปราณ... ข้าใช้ 'ฟิสิกส์' ล้วนๆ ถ้าเ้าไม่เข้าใจ ก็จงลงไปถามพญายมในนรกก็แล้วกัน"
"อย่าเข้ามานะ!" ผู้นำเงี้ยวทมิฬคลุ้มคลั่ง มันกัดลิ้นตัวเองพ่นเืลงบนดาบคู่เพื่อกระตุ้นวิชาลับขั้นสุดยอด พลังปราณที่เหลืออยู่ทั้งหมดถูกรีดเร้นออกมาจนเกิดเป็พายุหมุนขนาดย่อม ดาบคู่ในมือขยายใหญ่ขึ้นเป็ดาบปราณสีเืยาวสามเมตร มันกระโจนทะยานขึ้นฟ้าหมายจะผ่าร่างของจ้าวหานให้ขาดเป็สองซีก
"ศูนย์... ขอพลังงานความร้อนที่ฝ่ามือขวา 5%" จ้าวหานเอ่ยในใจโดยไม่หลบสายตา
[จัดให้ครับเ้านาย! Thermal Convergence ทำงาน!]
จ้าวหานยกฝ่ามือขวาขึ้นต้านรับการฟาดฟันของดาบปราณสีเือย่างตรงไปตรงมา ทันทีที่ใบดาบั์ัักับฝ่ามือของเขา แสงสีม่วงแดงที่อัดแน่นด้วยอุณหภูมิหลายพันองศาเซลเซียสก็ะเิออก!
ฟู่ววว!
ไม่มีเสียงปะทะที่รุนแรง มีเพียงเสียงการระเหิดของพลังงาน ดาบปราณสีเืละลายหายไปในพริบตาราวกับเนยที่ถูกโยนลงในเตาหลอม ผู้นำเงี้ยวทมิฬเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ทว่าก่อนที่มันจะทันได้ส่งเสียงร้อง ฝ่ามือเหล็กไหลของจ้าวหานก็พุ่งทะลวงผ่านม่านพลังป้องกันของมัน คว้าหมับเข้าที่ลำคออย่างรัดกุม
"บอกมา... ใครส่งพวกเ้ามาดักซุ่มที่นี่" จ้าวหานบีบลำคอของมันเบาๆ แต่แรงกดดันนั้นก็มากพอที่จะทำให้กระดูกคอลั่นเสียงดัง
"ขะ... ข้าไม่รู้... พวกข้าแค่รับจ้างมา... จากพ่อค้าเร่ลึกลับ... อึก!" ชายร่างผอมพยายามดิ้นรนแต่ไม่อาจหลุดพ้นจากคีมเหล็กมนุษย์ได้
จ้าวหานหรี่ตาลง เขาััได้ว่ามันไม่ได้โกหก แต่การที่มีคนจงใจสร้างค่ายกลสลายปราณดักรอที่นี่ แสดงว่ามีใครบางคนล่วงรู้ถึงเส้นทางการหลบหนีของมู่รุ่ยเสวี่ยอย่างทะลุปรุโปร่ง และพวกมัน้าจะตัดกำลังของตระกูลมู่ให้สิ้นซาก
"งั้นเ้าก็หมดประโยชน์แล้ว" จ้าวหานสะบัดข้อมือเพียงครั้งเดียว ร่างของผู้นำเงี้ยวทมิฬก็ถูกเหวี่ยงไปกระแทกกับก้อนหินใหญ่ สิ้นใจไปอย่างเงียบงันท่ามกลาง เงา ของป่าที่เริ่มมืดมิดลงอีกครั้ง
มู่รุ่ยเสวี่ยรีบเปิดประตูรถม้าและวิ่งถลาลงมาหามู่เฉิง นางพยุงร่างที่บอบช้ำของท่านลุงขึ้นมาด้วยน้ำตาที่รื้นขึ้นมาในดวงตา "ท่านลุง! ท่านยังปลอดภัยดีใช่ไหมคะ!"
มู่เฉิงไอออกมาเป็เืเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นหลานสาวปลอดภัย เขาก็ฝืนยิ้ม "คุณหนู... ข้าไม่เป็ไร แต่พวกมันโเี้มาก ค่ายการค้าของเราถูกทำลายจนหมด... และชายหนุ่มผู้นี้..." เขาปรายตามองจ้าวหานด้วยความยำเกรง "เขาคือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตพวกเราไว้"
จ้าวหานปัดฝุ่นที่เปื้อนเสื้อคลุมออกเบาๆ เขาไม่ได้แยแสต่อคำชมเชย แต่สายตาของเขากำลังจับจ้องไปยังเศษซากของค่ายกลสลายปราณที่แตกกระจายอยู่บนพื้น
"แม่นางมู่... ดูเหมือนว่าสมาคมการค้าของท่านจะมี 'หนอนบ่อนไส้' เสียแล้วล่ะ" จ้าวหานกล่าวเสียงเรียบ "ศัตรูรู้การเคลื่อนไหวของพวกท่านละเอียดเกินไป การเดินทางของเราต่อจากนี้... คงต้องเปลี่ยนแผนให้รัดกุมกว่าเดิม"
มู่รุ่ยเสวี่ยพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม นางเช็ดน้ำตาและปรับสีหน้าให้กลับมาเป็คุณหนูใหญ่ผู้เด็ดเดี่ยวอีกครั้ง ภายใต้การคุ้มครองของ 'มัจจุราชไร้ิญญา' อย่างจ้าวหาน นางพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับศัตรูที่ซ่อนอยู่ในเงามืด และกระชากหน้ากากของคนทรยศออกมาให้จงได้!
การต่อสู้ด้วยพละกำลังทางฟิสิกส์อันบริสุทธิ์ในวันนี้ ยิ่งตอกย้ำความน่าสะพรึงกลัวของกายาเหล็กไหล และมันกำลังจะนำพาพวกเขาเข้าสู่วังวนความขัดแย้งที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในหุบเขาสิบหมื่นดารา