BRCO - บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ โดย MingGuang
ตอนที่ 7 : เพลงมวยยาตราทัพ
แทนที่จะวางแผนกำจัดศัตรูพืชในผืนนาข้าวศักดิ์สิทธิ์ของชาวบ้าน เซียวเทียนเริ่นกลับเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อนให้หลินสวินฟังหลินสวินตั้งใจฟังอยู่เงียบๆ แม้ว่าความรู้สึกประหลาดจะเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ“ที่นี่เคยว่างเปล่ามาก่อน และไม่มีใครมีชีวิตอยู่ที่นี่ได้รอด วันหนึ่ง นักสลักวิญญาณคนหนึ่งจากเมืองตงหลินบังเอิญพบเข้ากับแหล่งแร่ทองแดงอัคคีเฟยอวิ๋นระหว่างผ่านทาง...”จากคำบอกเล่าของเซียวเทียนเริ่น เมื่อร้อยกว่าปีก่อนหน้านี้ หลายสิบลี้ถัดจากหมู่บ้านเฟยอวิ๋นเคยเป็นที่ตั้งของภูผาปะทุควัน ซึ่งภายในมีสายแร่ทองแดงอัคคีเฟยอวิ๋นซ่อนอยู่ แร่ชนิดนี้เป็นวัตถุดิบวิญญาณชั้นเลิศที่เอาไว้สร้างอาวุธวิญญาณ จึงมีราคาสูงลิบ ชิ้นแร่ขนาดเล็กเพียงเท่ากำมือทารกยังขายในเมืองได้ราคาสูงถึงสามเหรียญเงินแหล่งแร่ทองแดงนั้นมีค่ามหาศาลอย่างไม่ต้องสงสัยเหล่าผู้ฝึกตนชั้นสูงจากเมืองตงหลินจำนวนมากแห่กันเข้ามาขุดแร่ทองแดงอัคคีเฟยอวิ๋นกันที่นี่ พร้อมด้วยแรงงานทาสมหาศาลที่พวกเขาจับมาพวกเขาใช้เวลาสิบปีเต็มกว่าจะขุดแร่ออกมาได้ทั้งหมด ก่อนกลับเมืองตงหลินไปด้วยสินแร่เต็มกระบุงโกยและเมื่อพวกเขาจากไป ก็ไม่คิดที่จะพาทาสเหล่านั้นกลับไปด้วย พวกเขาถูกทอดทิ้งให้อยู่ในที่ห่างไกลแห่งนี้ตามลำพังหัวหน้าหมู่บ้านเซียวเทียนเริ่นเป็นหนึ่งในทาสที่รอดชีวิต ส่วนชาวบ้านคนอื่นๆ ก็ล้วนแต่เป็นลูกหลานของทาสเหล่านั้นนั่นเองคือเหตุผลที่หมู่บ้านนี้มีนามว่าเฟยอวิ๋นหลังจากรับฟังเรื่องราวทั้งหมด หลินสวินก็อดทอดถอนใจไม่ได้ ในฐานะคนที่เคยอาศัยในคุกใต้เหมืองมืดร้างมาตั้งแต่แบเบาะ เขาย่อมรู้ดีว่าทาสเหล่านั้นต้องใช้ชีวิตอย่างทุกข์ระทมแค่ไหน ชีวิตของพวกเขาไร้ค่าปานเศษธุลีดิน และชะตาของพวกเขาก็อยู่ในกำมือคนอื่นเขาเองก็ประหลาดใจและนึกชื่นชมอยู่ลึกๆ เมื่อได้รู้ว่าหนึ่งในทาสที่รอดชีวิตเหล่านั้นสามารถถีบตัวเองขึ้นมาเป็นถึงหัวหน้าหมู่บ้านได้คนที่สามารถสร้างหมู่บ้านเฟยอวิ๋นขึ้นมาจากเหมืองร้าง และช่วยลูกหลานของสหายทาสให้ตั้งตัวและอยู่เย็นเป็นสุขได้ คนๆ นั้นจะต้องมีความสามารถและความกล้าหาญที่ไม่ธรรมดาราวกับรู้ทันความคิดของหลินสวิน เซียวเทียนเริ่นโบกมือและเอ่ยอย่างถ่อมตน “ข้าไม่ได้เก่งอย่างที่เจ้าคิดหรอก ที่หมู่บ้านเฟยอวิ๋นเป็นอย่างทุกวันนี้ได้ ก็เพราะนักสลักวิญญาณที่เคยอาศัยอยู่ในกระท่อมหลังนี้ต่างหาก”เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงเจือไปด้วยอารมณ์ “นักสลักวิญญาณท่านนั้นเป็นผู้ไถพรวนผืนนาศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ และสอนพวกเราให้ปลูกรวงข้าวศักดิ์สิทธิ์ หากไม่ได้ท่าน ป่านนี้เราทุกคนคงอดตายอยู่กลางป่าไปแล้ว”หลินสวินโพล่งถามออกไป “เหตุใดท่านไม่หนีไปจากที่นี่เสียเล่า หากสภาพการณ์เลวร้ายและไม่เป็นใจขนาดนั้น”เซียวเทียนเริ่นส่ายหัว “ไอ้พูดน่ะมันง่าย หมู่บ้านเฟยอวิ๋นอยู่ลึกใจกลางภูเขาใหญ่นับสามพันลูกริมชายแดนตะวันตกเฉียงใต้ของจักวรรดิจื่อเย่า ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นแดนแห่งคูเมืองธรรมชาติมาแต่ไหนแต่ไร เอาแค่เมืองที่อยู่ใกล้ที่สุดก็อยู่ห่างไปตั้งแปดพันลี้ และระหว่างทางก็เต็มไปด้วยอันตรายทั้งสัตว์ป่าดุร้ายและแมลงมีพิษ ไม่เคยมีใครเอาตัวรอดไปได้โดยที่ไม่มีผู้ฝึกตนชั้นสูงคอยปกป้อง”ตอนนั้นเองที่หลินสวินเพิ่งเข้าใจว่าการจะเดินทางจากที่นี่ไปเมืองหลวงเป็นเรื่องยากกว่าที่คิด ถึงแม้เขาจะเข้ามาอยู่ในเขตแดนของจักรวรรดิจื่อเย่าแล้วก็ตามแต่เขาก็หาได้กังวลในข้อนั้นไม่ ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ สิ่งที่เขาตั้งใจไว้จะต้องเป็นจริงเข้าสักวันทันใดนั้นเซียวเทียนเริ่นก็หัวเราะขึ้น เขาตบบ่าของหลินสวินแล้วเอ่ยว่า “พ่อหนุ่มเอ๋ย ข้ารู้ว่าเจ้าไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ที่หมู่บ้านเฟยอวิ๋นนี่ไปจนวันตายหรอก แต่ข้าสัญญากับเจ้าได้เลยว่าตราบใดที่เจ้ายังอยู่ที่นี่ เราจะดูแลเจ้าประหนึ่งคนในครอบครัวของเราเอง”หลินสวินผงกหัวรับจริงจัง “ขอให้วางใจเถิด ท่านลุงเซียว ข้าเองก็จะปฏิบัติกับท่านประหนึ่งคนในครอบครัวข้าเช่นกัน”เซียวเทียนเริ่นหัวเราะตอบอย่างจริงใจ “เช่นนั้นก็เยี่ยมไปเลย”หลินสวินกล่าวต่อ “ท่านลุงเซียว ข้าว่าตอนนี้เรามาคิดหาวิธีช่วยชาวบ้านกำจัดศัตรูพืชให้พ้นไปจากที่นาศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขากันดีกว่า เราเหลือเวลากันไม่มากแล้ว”เซียวเทียนเริ่นพยักหน้าหงึกๆ อย่างเห็นพ้องต้องกันช่วงสายวันนั้น ภายใต้การจัดการของเซียวเทียนเริ่น หลินสวินก็มายังผืนนาศักดิ์สิทธิ์ขนาดหกหมู่ของชาวบ้านที่มีนามว่าหลิวต้าเปียว อีกครั้งที่เขาใช้เศษกระดูกของหนูกินทองจารึกรอยสลักเวทรวมแสง ซึ่งดึงดูดแสงอาทิตย์ที่เจิดจ้าลงมายังผืนนาศักดิ์สิทธิ์และกำจัดศัตรูพืชทั้งหมดจนสิ้นซากแค่นั้นเขาก็ใช้พลังวิญญาณที่มีเพียงน้อยนิดจนเกลี้ยงแล้ว และไม่สามารถทำอะไรต่อได้จนกว่าจะพรุ่งนี้เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ หลิวต้าเปียวและภรรยาจัดเลี้ยงมื้อเที่ยงชุดใหญ่ให้แก่เขาพอกินอาหารเสร็จ หลินสวินก็เดินทางกลับกระท่อมของเขา ระหว่างทางเขาเห็นแต่ไกลว่ามีเด็กสิบกว่าคนเปลือยท่อนบนฝึกซ้อมหมัดมวยตรงลานกลางหมู่บ้านวันนั้นอากาศร้อนมากจนเหงื่อผุดพรายอาบผิวคล้ำแดดของพวกเขา
กระนั้นพวกเขาทุกคนต่างก็ยังใจจดใจจ่อกับการซ้อมโดยไม่ปริปากบ่นสักคำท่วงท่าของพวกเขาเรียบง่ายแต่กลับชัดเจนมั่นคง ประเดี๋ยวคล่องแคล่วดุจอาชา ประเดี๋ยวดุดันดุจพยัคฆ์ แม้เด็กพวกนี้จะอายุเพียงเจ็ดแปดขวบ แต่ท่วงท่าที่ออกหมัดกลับดูชำนาญและแม่นยำเป็นอย่างมากหลินสวินรู้สึกทึ่งไปเล็กน้อย เพราะเขารู้ว่านี่คือเพลงมวยยาตราทัพ เป็นวิชามวยพื้นฐานที่แพร่หลายที่สุดในกองทัพใหญ่ของจักรวรรดิจื่อเย่าเขาไม่เคยคาดคิดว่าบรรดาเด็กน้อยจากหมู่บ้านเล็กๆ อย่างเฟยอวิ๋นจะสามารถฝึกฝนจนดีเยี่ยมได้ขนาดนี้ เห็นชัดเลยว่าพวกเขาไม่ได้ฝึกเอาสนุกแต่อย่างเดียวฉับพลันนั้นเอง เขาก็รู้สึกด้วยสัญชาตญาณว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ถึงแม้ท่วงท่าของพวกเขาจะมองดูแล้วไม่มีที่ติ แต่ตอนออกแรงออกไปกลับคล้ายมีช่องโหว่ไม่น้อย แม้จะส่งแรงออกไปมาก แต่แรงกำลังที่ใช้ในกระบวนท่ากลับแตกซ่านไปดังคำกล่าวที่ว่า ‘ท่วงท่าแปรเปลี่ยนจิตไม่แตกซ่าน’ เพลงมวยยาตราทัพก็เป็นเช่นเดียวกัน การออกหมัดเน้นหนักที่ความกระชับฉับไวเป็นอันดับหนึ่ง ออกหมัดรวดเร็วรุนแรงประดุจสายฟ้าคำราม จึงจะปรากฏบรรยากาศอันแกร่งกร้าวของ ‘ม้าเหล็กยาตรา ทัพใหญ่ทำลายใต้หล้า’แต่เพลงมวยยาตราทัพที่เด็กน้อยตรงหน้าเหล่านี้กำลังฝึกอยู่ วิธีส่งแรงออกไปกลับมีช่องโหว่ ไม่อาจสำแดงความกระชับฉับไวได้ เป็นเหตุให้ไร้ซึ่งพลังที่แข็งแกร่งดุจสายฟ้าคำรามขืนยังฝึกต่อไปอย่างนี้ แม้จะดีต่อร่างกายและสุขภาพของพวกเขา แต่กลับทำลายโอกาสที่พวกเขาจะได้เป็นผู้ฝึกตนสายบู๊หลินสวินคิดๆ ไปและส่ายหน้าในท้ายที่สุด เขาไม่ได้อยู่ในจุดที่จะไปจับผิดการสอนของคนอื่นได้ หากยังไม่รู้ชัดว่าใครเป็นผู้สอนเด็กพวกนี้“ทำไมรึ เจ้ารู้จักเพลงมวยยาตราทัพด้วยเหรอ”ไม่รู้เมื่อไรที่หัวหน้าหมู่บ้านเซียวเทียนเริ่นเดินผ่านมา เขามองหลินสวินอย่างครุ่นคิด“ขอรับ ข้าเองก็เคยฝึกสมัยข้ายังเล็ก”ในเมื่อไม่มีอะไรจะต้องปิดบัง หลินสวินจึงพยักหน้ารับแต่โดยดี “อ้อ งั้นเจ้าว่าเด็กพวกนี้ฝีไม้ลายมือเป็นยังไงบ้างล่ะ”เซียวเทียนเริ่นถามด้วยความใคร่รู้อย่างยิ่ง เขาพลันพบว่าตัวเองไม่เข้าใจในตัวเด็กหนุ่มตรงหน้าขึ้นเรื่อยๆ อีกฝ่ายไม่เพียงแต่รู้วิธีจารึกรอยสลักวิญญาณ หากแต่ยังเข้าใจเพลงมวยยาตราทัพเป็นอย่างดีอีกด้วย ช่างเหนือความคาดหมายยิ่งนัก
TBC
เข้าไปพูดคุยกับผมได้ที่ FB Group : Battling Records of the Chosen One แปลไทย by Ming Guang นะครับ