บทที่ 1: อัจฉริยะแห่งเมืองเมฆาล่อง
ณ อาณาจักรวายุคราม ชายขอบทางทิศตะวันออก ที่ตั้งของเมืองเมฆาล่อง เมืองที่เปรียบเสมือนไข่มุกประดับบนผืนป่าอันกว้างใหญ่ แม้จะไม่ใช่เมืองที่ใหญ่ที่สุด แต่ก็เป็ที่รู้จักไปทั่วแคว้น ด้วยเหตุผลสองประการ หนึ่งคือเป็ศูนย์กลางการค้าสมุนไพรและแร่ธาตุ และสอง... คือการดำรงอยู่ของสามตระกูลใหญ่ที่คานอำนาจกันมานับร้อยปี
ใจกลางเมืองเมฆาล่องคือที่ตั้งของตระกูลเย่ คฤหาสน์อันโอ่อ่ากินอาณาบริเวณกว้างขวาง แสดงถึงความรุ่งโรจน์ในอดีตที่ยังไม่จางหายไปจนหมดสิ้น ที่ลานฝึกฝนอันกว้างใหญ่ซึ่งปูด้วยศิลาแกร่งทนทาน เสียงะโก้องและเสียงปะทะของพลังปราณดังขึ้นไม่ขาดสาย บรรดาลูกหลานสายตรงและสายรองของตระกูลเย่ต่างฝึกฝนกันอย่างขะมักเขม้น
"เคร้ง!"
เสียงโลหะกระทบกันดังกังวาน ร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดฝึกสีน้ำเงินถูกกระแทกถอยหลังไปหลายก้าว ก่อนจะทรุดลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง หอบหายใจอย่างหนักหน่วง
เบื้องหน้าของเขา คือเด็กหนุ่มอีกผู้หนึ่งในชุดสีขาวสะอาดสะอ้าน รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาหมดจด คิ้วกระบี่พาดเฉียงขึ้น ดวงตาสงบนิ่งดุจธารน้ำในฤดูสารท ในมือของเขาถือกระบี่ไม้ธรรมดาๆ เล่มหนึ่ง ซึ่งบัดนี้ปลายกระบี่ได้หยุดนิ่งอยู่ตรงตำแหน่งลำคอของคู่ต่อสู้อย่างแม่นยำ
เขาคือ "เย่เฉิน" ดาวจรัสแสงแห่งตระกูลเย่รุ่นปัจจุบัน
"การควบคุมพลังของเ้ายังหยาบกระด้างเกินไป เย่เฟิง เ้าถ่ายทอดพลังปราณลงไปที่ตัวกระบี่มากเกินความจำเป็ ทำให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ" เย่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ก่อนจะชักกระบี่ไม้กลับและยื่นมือไปฉุดร่างของญาติผู้พี่ให้ลุกขึ้น
เย่เฟิงผู้พ่ายแพ้รับความช่วยเหลือนั้นด้วยใบหน้าที่แดงก่ำระคนไปด้วยความละอายและความนับถือ "ขอบคุณน้องเฉินที่ชี้แนะ ข้าฝึกฝนเคล็ดกระบี่วายุคลั่งมาสามเดือนเต็ม ยังมิอาจเทียบได้กับเ้าที่เพิ่งจะเริ่มฝึกมันเมื่อเดือนก่อนได้เลย"
รอบลานฝึก เสียงชื่นชมดังขึ้นเป็ระลอก
"สมแล้วที่เป็นายน้อยเย่เฉิน! อัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองเมฆาล่อง!"
"ข้าได้ยินมาว่าอายุกระดูกของนายน้อยเพิ่งจะครบ 16 ปี แต่กลับบรรลุขอบเขตก่อเกิดแก่นแท้ขั้นปลายแล้ว! อีกไม่นานคงทะลวงสู่ขอบเขตทะเลิญญาได้แน่!"
ท่ามกลางเสียงชื่นชมนั้น เย่เฉินเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย ไม่ได้แสดงท่าทีหยิ่งผยองหรือยินดีจนออกนอกหน้า ความสงบนิ่งเกินวัยของเขาทำให้เหล่าผู้าุโที่แอบสังเกตการณ์อยู่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ในขณะนั้นเอง ที่ปากทางเข้าลานฝึกก็ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มอีกผู้หนึ่งในชุดสีทองหรูหรา ใบหน้าหล่อเหลาไม่แพ้กัน แต่แววตานั้นกลับแฝงไว้ด้วยประกายที่ซับซ้อนกว่า เขาก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง "สหายเย่เฉิน ฝีมือของเ้าพัฒนาไปอีกแล้วกระมัง ขนาดข้ายืนอยู่ไกลๆ ยังััได้ถึงปราณกระบี่ที่เฉียบคมของเ้า"
ผู้ที่มาคือ "เซียวอี้เฟิง" นายน้อยอัจฉริยะแห่งตระกูลเซียว ซึ่งเป็คู่แข่งคนสำคัญของเย่เฉิน
เย่เฉินหันไปมอง พลางคลี่ยิ้มจางๆ ที่มุมปาก "สหายเซียว เ้าก็มาฝึกฝนที่นี่ด้วยหรือ? หรือว่าการค้าของตระกูลเซียวจะน่าเบื่อเกินไปสำหรับเ้าเสียแล้ว?"
เซียวอี้เฟิงหัวเราะเบาๆ "ข้าจะไปเทียบกับอัจฉริยะที่วันๆ เอาแต่ฝึกยุทธ์อย่างเ้าได้อย่างไร" เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้เย่เฉิน แล้วลดเสียงลง "อีกสามเดือนจะถึงการประลองประจำปีของเมืองแล้วสินะ ปีนี้รางวัลชนะเลิศคือ 'หญ้าิญญาม่วง' ที่มีอายุกว่าสามร้อยปี ของล้ำค่าที่ช่วยในการทะลวงสู่ขอบเขตทะเลิญญาได้"
ดวงตาของเย่เฉินทอประกายขึ้นเล็กน้อย "ของดีเช่นนั้น ตระกูลเซียวของเ้าย่อมไม่พลาดแน่"
"แน่นอน" เซียวอี้เฟิงตอบรับ พลางมองลึกเข้าไปในดวงตาของเย่เฉิน "แต่ข้ารู้ดีว่าคู่ต่อสู้ที่แท้จริงของข้ามีเพียงเ้าผู้เดียว... สหายเย่เฉิน"
รอยยิ้มของเซียวอี้เฟิงยังคงเป็มิตรเช่นเคย แต่ไม่รู้เหตุใด ในแววตาที่เขามองมานั้น เย่เฉินกลับรู้สึกได้ถึงความปรารถนาอันแรงกล้าและเงาแห่งความอิจฉาที่ซ่อนอยู่ลึกสุดหยั่ง
ก่อนที่เย่เฉินจะได้ไตร่ตรองถึงความรู้สึกแปลกๆ นั้น เซียวอี้เฟิงก็เปลี่ยนเื่คุยอย่างเป็ธรรมชาติ "เอาล่ะๆ เื่การประลองค่อยว่ากัน วันพรุ่งนี้ข้ากับสหายอีกสองสามคนว่าจะไปสำรวจถ้ำเล็กๆ แห่งหนึ่งที่เพิ่งถูกค้นพบบนเทือกเขาเมฆาดับ ว่ากันว่าภายในอาจมีสมุนไพริญญาซ่อนอยู่... เ้าสนใจจะไปด้วยกันหรือไม่?"
คำเชิญชวนที่ดูเหมือนไม่มีอะไรแอบแฝง แต่กลับทำให้บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงัดลงชั่วขณะ เย่เฉินมองรอยยิ้มอันจริงใจของเพื่อนสนิทตรงหน้า... ก่อนจะพยักหน้าตอบรับอย่างช้าๆ
"น่าสนใจดี เช่นนั้นพรุ่งนี้ยามเช้า เจอกันที่ประตูเมืองทิศเหนือ"
"ยอดเยี่ยม! แล้วเจอกันสหายข้า!" เซียวอี้เฟิงตบไหล่เย่เฉินเบาๆ ด้วยท่าทีสนิทสนม ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงเย่เฉินที่ยืนนิ่งอยู่กลางลานฝึก สายลมพัดผ่าน ทำให้ชายเสื้อสีขาวของเขาสะบัดไหวเบาๆ ในใจของอัจฉริยะหนุ่ม กลับรู้สึกถึงล
างสังหรณ์บางอย่างที่ไม่อาจหาคำอธิบายได้...
จบตอนที่ 1)