“เจ้าดู! มันเรียกนางว่า เฟิ่งเอ๋อร์” จวิ้นอ๋องกัดฟันกรอดๆขณะนั้นเสียงดนตรีกำลังบรรเลง เหล่านางรำก็เริ่มออกมาแสดงกันอีกครั้งจวิ้นอ๋องจึงมิได้ยินสิ่งใดอีก เพียงเห็นว่าสิงจิ้งถิงไปนั่งอยู่ข้างเฟิ่งเอ๋อร์ของเขา และพูดคุยกับนางอย่างสนิทสนมไม่ว่าเขาพยายามส่งจิตไปหา หวังให้นางหันมาสบตาเพียงใด นางก็มิหันมาแลสักน้อย
จวิ้นอ๋องถึงกับคอตก‘มังกรเจ้าเล่ห์นี่คิดจะผลักดันข้าให้ออกหาสุสานขุมทรัพย์สินะ ร้ายกาจนัก’ครั้นมองไปทางจินอ๋องกับพระชายาหงเหม่ยจิง เขาก็รู้สึกว่าทั้งคู่น่าจะรู้เห็นกับฮ่องเต้หมิง ‘จะว่าไป เรื่องเมื่อกี้คล้ายกับฉากงิ้วที่ข้าเป็นเหยื่อไม่มีผิด’
“พี่วั่งซูข้าว่าเราคงโดนฮ่องเต้เล่นงานเสียแล้ว”
“หือ!”
จวิ้นอ๋องป้องปากกระซิบกับญาติผู้พี่จินวั่งซูฟังจบพยักหน้าแล้วตบพัดงูดำดังพรึ่บ!
“นั่นสินะ ข้าก็ว่ามันแปลกๆ”พวกเขามองไปทางใต้เท้าจาง ก็เห็นฝ่ายนั้นมองกลับมาด้วยแววตามีเลศนัย “จากนี้เจ้าคิดว่าเราควรทำสิ่งใดต่อ?”
จวิ้นอ๋องยิ้มน้อยๆ“เราจะทำสิ่งใดได้ ข้าก็ต้องหาสุสานขุมทรัพย์เพื่อเฟิ่งเอ๋อร์ของข้าเอาไว้ส่วนความดีความชอบนี้เราค่อยกลับไปขูดรีดกับมังกรเจ้าเล่ห์ของข้าที่แคว้นหมิงก็แล้วกัน”หมิงเฉินกงวางแผนในใจเงียบๆเรื่องจะเอาคืนพี่ชายของเขาห้ามวางแผนเสียงดังและห้ามรู้เกินสองหู
จินวั่งซูหันไปเห็นญาติผู้น้องยกยิ้มมุมปาก“เจ้าทำหน้าแบบโจรห้าร้อยในฉากงิ้วเช่นนี้ ข้าก็รู้แล้วว่าเจ้าวางแผนไว้แล้วคงไม่ต้องถามใช่หรือไม่?”
“ใช่ถึงเวลาท่านจะได้รู้เอง” เมื่อละสายตาจากเหล่าราชทูตแล้วหันกลับไปยังจินเฟิ่งนางยังคงพูดคุยจิบสุราสนุกสนานกับสิงจิ้งถิง จวิ้นอ๋องก็ยิ่งร้อนใจ “ท่านดูสิ เฟิ่งเอ๋อร์ของข้ายังคุยอยู่กับมันเช่นนี้ข้าจะหาโอกาสใดปรับความเข้าใจกับนางได้เล่า?”
จินวั่งซูกวาดสายตาไป“มีสิ! โอกาสของเจ้าอยู่ที่ขุนศึกท่านนั้น”
“ท่านใดอีกเล่า?”
“ขุนศึกหลันเซ่อ”
แม่ทัพจินหลี่หมิงหลังจากหายตกตะลึงก็นึกหงุดหงิดที่โดนจวิ้นอ๋องหมิง เฉินกงกับจินวั่งซูหลอกว่าเป็นพ่อค้าข้าวหนำซ้ำยังเปิดโอกาสให้เจ้าคนแซ่หมิงที่กล้ารังเกียจหลานสาวเขาผู้นั้นเข้ามาตีสนิทจนนางชื่นชมอีกด้วยเขาหันไปจ้องมองบุรุษทั้งสองด้วยสายตาอาฆาต ‘พวกเจ้าสองคนกล้าหลอกข้าเสร็จจากงานนี้เมื่อไหร่ได้เห็นดีกันแน่’
จวิ้นอ๋องหันไปสบตาแม่ทัพจินพอดีเห็นใบหน้าถมึงทึงนั่นแล้ว ถึงกับต้องหลบสายตาวูบเรื่องนี้เขากับจินวั่งซูนับว่าผิดจริง ชายหนุ่มแอบสะกิดญาติผู้พี่ให้หันไปมองแม่ทัพใหญ่จินวั่งซูยิ้มแหยๆ ยกมือขึ้นคารวะเป็นเชิงขอโทษ
“เจ้ากับข้ามีเจ้าทุกข์เยอะจริงเทียว”
“เอาเถิดทำผิดจริงก็ต้องยอมรับ สำหรับแม่ทัพจินข้าพอมีวิธีบรรเทาโทษ”จวิ้นอ๋องอมยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อนึกถึงเบี้ยตัวสำคัญ
“เจ้าหาวิธีอย่าให้ท่านแม่ทัพคว้าง้าวไล่ฟันเราก็พอแล้ว”จินวั่งซูหน้าปริวิตก แม่ทัพจินน่ากลัวยิ่งนักในสายตาเขา
“จะยากอันใดแค่เรายอมสละฉิงเอ๋อร์คนเดียว เราก็รอดแล้ว”
“หือ!” จินวั่งซูทำตาโตหันไปมองญาติผู้น้อง
“หรือไม่จริง”จวิ้นอ๋องย้ำ
“อืม...เห็นทีครั้งนี้ข้าคงจะเป็นพี่ชายที่ดีต่อไปอีกไม่ได้แล้ว” คิดได้ดังนั้นจินวั่งซูก็รีบเลี่ยงออกไปเดินหลังมองหาน้องสาวร่วมอุทรที่บอกว่าจะมาร่วมงานเดินอ้อมไปอีกฟากจึงเห็นนางนั่งอยู่กับเถาหนิงลี่ เพื่อมิให้คนสงสัยเขาจึงบอกให้ขันทีผู้หนึ่งเขาไปเรียกนางออกมา
จินฉิงอีเห็นพี่ชายมีท่าทางวิตกกังวลก็แปลกใจ“พี่วั่งซูท่านเป็นอันใด ใบหน้าซีดเซียวคล้ายศพนัก”
“จะเป็นอันใดได้หากไม่เพราะโดนใต้เท้าจางเปิดโปงต่อหน้าธารกำนัล ข้าจะต้องกลัวถึงเพียงนี้เทียวหรือ?”
“ท่านกลัวสิ่งใด?จินอ๋องก็มิได้สั่งลงโทษพวกท่านเสียหน่อยคงเห็นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นกระมัง”
จินวั่งซูยังคงหน้าซีด“ที่ข้ากลัวเป็นเพราะคนผู้นั้น” เขาชี้ไปยังแม่ทัพจิน หลี่หมิงที่นั่งอยู่ใกล้จินอ๋อง
“เหตุใดต้องกลัวด้วยเล่า?” จินฉิงอีอมยิ้ม นางคิดเขามากคืนนี้จะอย่างไรก็ต้องได้พบปะ
“คนรักของเจ้าคงจะฉีกพี่ชายทั้งสองออกเป็นชิ้นๆโทษฐานที่โกหกจนเข้าไปเป็นกุนซือให้กองทัพแคว้นจิน”
จินฉิงอีได้ยินพี่ชายกล่าวดังนั้นก็นึกออก“อ้อ! ที่แท้เรื่องนี้ท่านจึงคิดจะข้าช่วยเช่นนั้นใช่หรือไม่?”
“เจ้าช่างเป็นน้องสาวที่แสนประเสริฐนักฉิงเอ๋อร์น้องรัก ทำเช่นใดก็ได้ให้แม่ทัพจินยกโทษให้ข้าและจวิ้นอ๋องเจ้าทำได้หรือไม่?”
น้องสาวมองพี่ชายแล้วยกยิ้มมุมปาก“เช่นนั้น เราคงต้องมีข้อแลกเปลี่ยนกันสักหน่อย”
“นี่เจ้า....ฉวยโอกาสจริง!” สีหน้าจินวั่งซูนึกอยากจะโมโหแต่พลันคิดได้ว่ายามนี้ตนตกเป็นผู้ที่ต้องขอร้องนาง “เอาเถอะๆว่าข้อแลกเปลี่ยนของเจ้ามา”
จินฉิงอีอมยิ้มเหล่หางตามองพี่ชาย “ท่านจะกล่าวสนับสนุนข้าและแม่ทัพจินต่อหน้าท่านพ่อและท่านแม่ทำให้ข้าได้แต่งงานกับเขา”
“หา!นี่เจ้าคิดจะแต่งงานกับบุรุษรุ่นบิดาเลยเชียวหรือ? ข้านึกว่าเจ้าจะแค่คลั่งไคล้เขาชั่วครั้งชั่วคราวเสียอีก” จินวั่งซูแตกตื่นไม่คิดว่าน้องสาวของตนจะคิดจริงจังกับแม่ทัพหนุ่มใหญ่ผู้นั้น
“ช่างข้าเถอะน่าข้าเป็นคนแต่ง มิใช่ท่านเสียหน่อย ตกลงท่านจะรับปากหรือไม่?”
“เรื่องนี้ข้าไม่เห็นด้วยเขาอายุขนาดนั้นแล้ว ไม่เหมาะสมกับเจ้าสักนิด”
น้องสาวตัวร้ายสะบัดหน้าพรืด“เช่นนั้น ข้าก็จะยุยงให้เขาลงโทษท่านกับจวิ้นอ๋องตามวินัยทหาร ได้ยินมาว่าการโกหกแม่ทัพน่าจะถูกโบยจนพิการหรือไม่ก็ตาย แต่หากเขาเห็นแก่ความสัมพันธ์กับแคว้นหมิงอาจจะเหลือแค่ขังคุกพวกท่านสักเดือนสองเดือน”
จินวั่งซูตาเหลือกเขาลืมคิดเรื่องโทษทัณฑ์ตามวินัยทหารไปเสียสนิทจะอย่างไรเขากับจวิ้นอ๋องก็ถือว่าทำงานให้กองทัพ หากแม่ทัพจินคิดจะลงโทษสิทธิ์ขาดย่อมอยู่ที่แม่ทัพใหญ่ จินอ๋องไม่สามารถทัดทานได้ต่อให้จวิ้นอ๋องจะเป็นอ๋องต่างแคว้นก็ตามที หนทางเหลือเพียงจะยอมรับโทษในค่ายทหารหรือหนีกลับแคว้นหมิงในตอนนี้
‘ไม่มีทางจวิ้นอ๋องกำลังตกหลุมรักหัวปักหัวปำถึงเพียงนั้น มีหรือจะยอมกลับแคว้นหมิงโดยง่ายซ้ำยังเพิ่งไปขอโอกาสเป็นราชบุตรเขยจากจินอ๋องอีก’
“เอ่อ....”
ครั้นเห็นพี่ชายลังเลจินฉิงอีจึงรีบกล่าวซ้ำ “ท่านไม่รับเงื่อนไขข้าเช่นนั้นก็แล้วแต่โชคชะตาก็แล้วกัน”
“เดี๋ยว! ขะข้ารับปาก” จินวั่งซูลนลาน นึกกล่าวโทษจวิ้นอ๋องในใจ หากญาติ ผู้น้องยอมเดินทางมาอย่างสง่าผ่าเผยย่อมไม่ต้องมาเผชิญหน้ากับความอับอายเช่นนี้ ‘เรื่องโกหก หาอยู่ทนไม่ในโลกนี้ ย่อมต้องเปิดเผยขึ้นสักวัน’
จินวั่งซูไม่เคยตกเป็นเบี้ยล่างของน้องสาวดังเช่นครั้งนี้ตั้งแต่เล็กจนโต เขาจะคอยบังคับให้นางทำตามความต้องการของตนเองนี่หากมิใช่เพราะเกรงโทษทัณฑ์ คงไม่ต้องยอมรับปากในสิ่งที่เขาไม่เห็นด้วยอย่างน้อยก็น่าจะได้วางมาดพี่ชายคนโตขัดขวางความรักของแม่ทัพหนุ่มใหญ่กับนางไปอีกสักระยะจินวั่งซูคิดว่าหากเขาขัดขวางต่อไปไม่นานจินฉิงอีอาจจะเปลี่ยนใจไปชอบชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกัน
“ดี! ข้าหวังว่าพี่วั่งซูจะรักษาสัจจะ คืนนี้ข้าจะรอคุยกับท่านแม่ทัพเอง” ใบหน้าของจินฉิงอีดูมีเลศนัย‘เคราะห์ดีที่เกิดเรื่องนี้ขึ้นจะได้ถือโอกาสกดดันพี่วั่งซูได้ข้าไม่มีวันปล่อยให้ผู้ชายของข้าตกไปอยู่ในมือสตรีนางอื่นเด็ดขาด’
---------------------------------------------------------

