โจรป่า
ดาบสี่เล่มชี้ลงมาตรงหน้า เมื่อค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนก็เห็นเตี๋ยเฟิงถูกล้อมไว้เช่นกัน เมื่อมัดมือพวกเธอแล้ว ชายทั้งเก้าก็คุมตัวพวกเธอเดินไป หนึ่งในนั้นจูงม้าของเตี๋ยเฟิงเดินตามมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม พลางลูบที่แผงคอม้าอย่างรักไคร่
เดินมาได้เกือบหนึ่งชั่วยาม ก็เห็นรั้วไม้ไผ่เป็แนวยาว ภายในเรียงรายไปด้วยกระท่อมไม้ไผ่หลังน้อยกระจัดกระจายโดยเว้นลานกว้างตรงกลาง
ตรงกลางลานข้างกองไฟกองใหญ่ มีลูกเด็กเล็กแดงวิ่งกันขวักไขว่รอบกองไฟ ที่บรรดาแม่ ๆ คอยจับกลุ่มพูดคุยกันอยู่ไม่ห่าง
ใกล้ประตูทางเข้า มีกลุ่มชายฉกรรจ์มากกว่าสิบคน กำลังขนหีบ และกระสอบข้าวลงจากเกวียนเข้าไปในโรงนา
เตี๋ยเฟิงและเฉินฟางเหนียงถูกผลักเข้าไปในกระท่อมเก็บฟืนแล้วขังไว้ข้างใน ซึ่งแค่พริบตาเดียว เตี๋ยเฟิงก็แก้เงื่อนที่มัดเขาออกมาได้ ก่อนจะแอบมองไปตามรูร่องรอบกระท่อม
“นี่ คุณ แก้มัดฉันด้วยสิ”
แต่ดูเหมือนเขาจะทำหูทวนลมเสียอย่างนั้น
“ชินอ๋องเ้าคะ…องค์ชายเพคะ แก้เชือกให้ฉัน เอ่อ หม่อมฉันด้วยสิเพคะ”
ได้ผล เขารีบปรี่เข้ามา แต่แทนที่จะแก้เชือกให้ กลับเอามือมาปิดปากเธอไว้
“หาเื่ตายหรือไง อย่าเรียกข้าเช่นนั้น”
“อ้าว แล้วจะให้เรียกว่าอะไรล่ะ”
“เรียกข้าว่าท่านพี่ แล้วถ้ามีอะไรก็เออออตามข้าไปก็แล้วกัน”
“ท่านพี่ แก้เชือกให้ฉันหน่อยสิคะ”
เธอแสร้งร้องเรียกเสียงอ่อน เสียงหวาน ด้วยความที่ไม่รู้อีกความหมายที่ซ่อนในคำที่เอาไว้เรียกผู้เป็สามี ทำเอาเขาที่กำลังแก้เชือกให้ถึงกับหน้าร้อนผ่าว
“คำพูดเ้าก็ยังฟังพิลึก ทางที่ดีเ้าอย่าพูดอะไรออกมาจะดีกว่า”
“คนพวกนี้เป็ใคร ใช่พวกแก๊งค์ชุดดำหรือเปล่า”
“พวกนี้เป็โจรป่าที่คอยปล้นฆ่าผู้คนที่ผ่านทาง ต้องขอบคุณเ้าที่ทำให้ข้าสามารถแทรกซึมเข้ามาได้”
“นี่คุณหลอกใช้ฉันเหรอ”
“ข้าไม่ได้หลอกใช้ ข้ารับปากเ้าว่าจะพาไปที่หน้าผา ข้าก็พาไปแล้ว...เงียบก่อน มีคนมา”
ประตูกระท่อมถูกเปิดออก พร้อมชายวัยกลางคน ท่าทางภูมิฐาน ตามมาด้วยชายฉกรรจ์อีก 2 คน หนึ่งในนั้นคือคนที่จูงม้าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“พวกเ้าเป็ใคร มาทำอะไรที่หุบเขานี้”
“พวกข้ามาจากนอกด่าน หวังจะมาหาที่ลงหลักปักฐานสร้างครอบครัว”
ชายวัยกลางคนที่ดูเหมือนจะเป็หัวหน้า มองเฉินฟางเหนียงั้แ่หัวจรดเท้า ด้วยเห็นว่าชุดที่สวมดูประหลาด
“เมียข้าเป็คนจากเผ่าที่อยู่นอกด่าน เราหนีตามกันมา”
พูดไปพลางก็กระชับอ้อมแขนที่กอดเธอไว้แน่น เฉินฟางเหนียงเค้นเสียงลอดไรฟัน
“เมียเหรอ?”
ชายวัยกลางคนพูดโดยไม่ยอมละสายตาไปจากพวกเขา
“เ้าเลือกผิดเมืองเสียแล้วล่ะ เมืองนี้ขูดรีดภาษี ทั้งยังกดขี่ชาวบ้าน จนพวกข้าทนไม่ไหว ต้องหนีมาอยู่กันที่นี่ อาศัยปล้นของที่พวกมันขูดรีดไปจากพวกเรา กับถางไร่ไถนา ก็พอจะเลี้ยงกันไปได้อยู่ ถ้าพวกเ้าไม่มีที่ไป ก็อยู่ด้วยกันเสียที่นี่แหละ ดูหน่วยก้านเ้าก็ไม่เลวเลยทีเดียว”
“ข้าไม่อยากปล้นฆ่าใคร”
“พวกเราปล้นแต่พวกคนชั่ว ไม่ได้ฆ่าแกงใคร”
“แต่ข้าได้ยินว่ามีคนตายไปไม่น้อย”
“ไม่ใช่ฝีมือของพวกข้า คนของข้าเคยเห็นพวกชุดดำมาสวมรอย อ้างชื่อพวกข้าทำเื่ชั่วช้า...”
ทันใดนั้นก็มีชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามารายงาน
“ท่านหัวหน้า มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ขอรับ”
ชายวัยกลางคนนั้นหันขวับมาทางเตี๋ยเฟิง ก่อนจะสั่งให้มัดมือ มัดเท้าทั้งสองไว้กับเสากระท่อม แล้วรีบออกไป
“แย่แล้ว เราจะทำยังไงกันดี...นี่...คุณ?”
เฉินฟางเหนียงกระทุ้งไหล่ปลุกเตี๋ยเฟิงขึ้นมาจากภวังค์ที่กำลังดำดิ่งลงไปในความคิด
“ไม่ต้องห่วง คนของข้าไม่ทำอะไรหุนหัน หากข้าไม่สั่ง”
เขาหันมาจ้องเฉินฟางเหนียงไม่วางตา ก่อนจะถามว่า
“ถ้าข้าเอาบัญชีเ้าเมืองให้เ้าตรวจ เ้าจะหาหลักฐานเจอหรือไม่”
“อันนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว”
“มันเยอะและซับซ้อนกว่าบัญชีในค่ายทหารข้าหลายเท่านะ”
“หึ คิดว่าฉันขึ้นเป็หัวหน้าแผนกบัญชีที่อายุน้อยที่สุดในบริษัทหานซีกรุ๊ปได้ยังไงล่ะ”
“บริษัท?”
“เอาเป็ว่าซับซ้อนแค่ไหนก็ทำได้ก็แล้วกัน”
“เ้าจะช่วยข้าได้หรือไม่”
“ช่วย แล้วฉันจะได้อะไรล่ะ”
“เ้าอยากได้อะไร”
“ฉันอยากกลับไปที่หน้าผา”
“ได้ ข้ารับปากเ้า”
“แล้วก็กระเป๋าพร้อมข้าวของในนั้นที่พวกเขายึดไปด้วย ห้ามขาดอะไรไปแม้สักอย่างเดียว”
“ได้ ข้าจะจัดการให้”
ใน่เวลาไม่ถึงชั่วยาม ค่ายโจรแห่งนี้ก็ถูกล้อมไว้อย่างแ่า ชายวัยกลางคนผู้เป็หัวหน้าถูกจับเข้ามาคุกเข่าอยู่ตรงหน้า องค์ชายเตี๋ยเฟิง องค์ชายสี่แห่งแคว้นฉู่
“พวกเ้าไม่ต้องกังวลไป ข้าให้คนมาล้อมที่นี่ไว้เพื่อช่วยคุ้มครองพวกเ้า เมื่อข้าชำระความกับเ้าเมืองเยี่ยเรียบร้อยเมื่อไหร่ พวกเ้าจะได้กลับไปใช้ชีวิตกันอย่างเป็สุข”
ก่อนจะหันมายกตัวเฉินฟางเหนียงขึ้นหลังม้า พากันควบฝ่าความมืดออกไป และที่ตามมาไม่ห่างคือองครักษ์ทั้งสอง