ผลสอบปลายภาคออกมาแล้ว... หลินฉางจื้อทำได้อันดับที่ 20 ของห้อง และที่ 52 ของระดับชั้น แม้จะยังไม่ใช่ระดับหัวกะทิแถวหน้า แต่ก็ถือว่าก้าวเข้าสู่ระดับกลางได้อย่างภาคภูมิ
หลินหงเจี้ยนและภรรยาต่างยิ้มแก้มปริเมื่อเห็นลูกชายตั้งใจเรียนจนผลการเรียนกระเตื้องขึ้นผิดหูผิดตา พวกเขารู้สึกเหมือนกันว่า ลูกชายของพวกเขาเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ครั้งนี้หลินฉางจื้อยังเจียดเงินค่าขนมมาร่วมลงทุนขายของกับทิงเสวี่ยจนได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาหาเงินได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ความภูมิใจนั้นฉายชัดอยู่บนใบหน้า
เขาตัดสินใจใช้เงินก้อนแรกที่หามาได้ ซื้อซีอิ๊วกับน้ำส้มสายชูขวดใหญ่กลับไปฝากที่บ้าน แม้กำไรจะไม่มากมายนัก และของฝากจะเป็นเพียงเครื่องปรุงรสราคาถูก แต่สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ มันคือของขวัญที่ล้ำค่าที่สุด
“ฉางจื้อ... ไม่คิดเลยว่าลูกจะหาเงินเองได้แล้ว แม่ภูมิใจในตัวลูกจริงๆ!” แม่ของเขายิ้มจนตาหยี มองลูกชายด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นชมระคนตื้นตัน
คำว่า “แม่ภูมิใจในตัวลูก” ดังก้องอยู่ในหูหลินฉางจื้อ ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนี้เป็นเวลากลางวันแสกๆ เขาคงนึกว่าตัวเองกำลังฝันไปแน่ๆ
“แม่ครับ... ถ้าไม่ได้อาเล็ก ผมก็คงหาเงินไม่ได้หรอก อาเล็กเก่งมากเลยครับ”
แม่พยักหน้าเห็นด้วย “อาเล็กของลูกเก่งจริงๆ ตัวแค่นี้ยังมีความคิดอ่านขนาดนี้ โตขึ้นจะไปไกลขนาดไหน... ฉางจื้อ ต่อไปลูกต้องเรียนรู้จากอาเล็กแกให้มากๆ นะ แล้วอาเล็กเขาก็ไม่มีพี่น้อง ถ้าเราดีกับเขา วันหน้าเขาได้ดิบได้ดี ก็คงไม่ลืมเราหรอก”
หลินฉางจื้อไม่ได้คิดซับซ้อนถึงผลประโยชน์ในอนาคตเหมือนแม่ เขาเพียงแค่ชอบเล่นกับทิงเสวี่ยเพราะรู้สึกว่าคุยกันถูกคอและสนุกสนานก็เท่านั้น
......
เมื่อสินค้าล็อตแรกขายหมดเกลี้ยง ทิงเสวี่ยก็วางแผนจะเข้าเมืองไปรับของมาเพิ่ม เธอกับหลินฉางจื้อกะว่าจะขยายพื้นที่ไปเดินขายตามหมู่บ้านอื่นบ้าง ดีกว่านั่งจับเจ่าอยู่บ้านเฉยๆ แต่ก็ต้องรอให้ฉินหยวนเฟิงกับหวังกังขายของส่วนของตัวเองให้หมดเสียก่อน ทั้งสี่คนถึงจะเข้าเมืองไปพร้อมกันได้
จังหวะนั้นเอง เสียงกระดิ่งจักรยานของบุรุษไปรษณีย์ก็ดังขึ้นที่หน้าบ้าน พร้อมยื่นจดหมายจ่าหน้าซองถึง ‘หลินทิงเสวี่ย’
ทันทีที่เห็นชื่อและที่อยู่ผู้ส่งบนซอง หัวใจของทิงเสวี่ยก็เต้นรัวด้วยความดีใจ
จดหมายที่เธอเขียนถึง ‘ลู่เชียนสวิน’ เมื่อสามสัปดาห์ก่อน... ในที่สุดก็มีจดหมายตอบกลับมา!
ลึกๆ แล้ว ทิงเสวี่ยไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับการตอบกลับเลยแม้แต่น้อย นักเขียนดาวรุ่งประจำนิตยสาร “โลกเยาวชน” อย่างลู่เชียนสวินคงได้รับจดหมายจากแฟนคลับกองโตเป็นกองพะเนิน เธอจะเจียดเวลาที่ไหนมาตอบจดหมายทุกฉบับไหว
ก็เหมือนกับยุคอินเทอร์เน็ตในอนาคต ที่เหล่าบล็อกเกอร์หรืออินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมักจะมีคนส่งข้อความหาเป็นพันเป็นหมื่น อย่างมากพวกเขาก็เลือกตอบแค่บางคนที่ถูกชะตาเท่านั้น
หลังจากกล่าวขอบคุณและส่งบุรุษไปรษณีย์กลับไปแล้ว ทิงเสวี่ยก็รีบแกะซองจดหมายด้วยมือที่สั่นเทานิดๆ
กระดาษเขียนจดหมายเนื้อบางสีชมพูอ่อนหวาน ถูกพับเป็นรูปหัวใจอย่างประณีตบรรจง เมื่อค่อยๆ คลี่ออก ก็ปรากฏลายมือที่งดงามเป็นระเบียบเรียบร้อย
เนื้อความในจดหมายเรียบง่ายและจริงใจ บอกแค่ว่าได้รับจดหมายแล้ว แต่ช่วงนี้ยุ่งวุ่นวายกับการทบทวนบทเรียนเตรียมสอบ เลยตอบช้าไปบ้าง หวังว่าคงไม่ถือสา... ขอบคุณที่ชื่นชอบผลงานเขียน และยินดีที่ได้รู้จัก
แต่สิ่งที่ทำให้ทิงเสวี่ยปลื้มปริ่มจนแก้มปริ คือประโยคที่ลู่เชียนสวินชมลายมือเธอเป็นพิเศษ
‘ลายมือเธอสวยมาก... ถ้าเธอไม่บอกว่าเป็นแค่นักเรียน ป.2 ฉันคงนึกว่าเป็นนักเรียนมัธยมรุ่นเดียวกับฉันเสียอีก ’
‘เธอเป็นผู้อ่านที่อายุน้อยที่สุดที่เขียนจดหมายมาหาฉัน และลายมือก็สวยที่สุดด้วย ’
แค่ได้รับจดหมายตอบจากนักเขียนในดวงใจก็ถือว่าเป็นโชคดีแล้ว ยิ่งถูกชมเรื่องลายมือแบบนี้ ทิงเสวี่ยก็ยิ่งมีความสุขจนหุบยิ้มไม่ได้
ตอนที่เขียนจดหมายไป ทิงเสวี่ยได้ลองขอรูปถ่ายของลู่เชียนสวินไปด้วย และอีกฝ่ายก็ใจดีส่งมาให้จริงๆ ในซองจดหมายมีรูปถ่ายขนาดหนึ่งนิ้วแนบมาด้วย
ยุค 90 รูปถ่ายส่วนใหญ่เริ่มเป็นภาพสีแล้ว... ในรูปนั้น ลู่เชียนสวินสวมเสื้อโค้ทตัวบางสีเหลืองอ่อน ใบหน้ากลมแป้นดูน่ารักจิ้มลิ้ม ผมยาวประบ่าดัดลอนเล็กน้อยตามสมัยนิยม ทำให้เธอดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัยไปนิดหน่อย
แค่เห็นรูป ก็สัมผัสได้ถึงบุคลิกที่ดูสงบนิ่งและเปี่ยมด้วยปัญญาของลู่เชียนสวิน “ไม่ได้สวยโดดเด่นสะดุดตา... แต่น่ามองและชวนให้รู้สึกสบายใจ” นี่คือความประทับใจแรกที่ทิงเสวี่ยมีต่อรูปใบนั้น
เย็นวันนั้น ทิงเสวี่ยรีบจรดปากกาเขียนจดหมายตอบกลับทันที พร้อมแนบรูปถ่ายขนาดหนึ่งนิ้วของตัวเองลงในซอง
เธอหวังว่าตัวอักษรเหล่านี้จะช่วยย่อระยะห่างระหว่างเธอกับลู่เชียนสวิน และพัฒนาความสัมพันธ์จาก ‘เพื่อนทางจดหมาย’ ให้กลายเป็นเพื่อนที่ได้พบเจอหน้ากันจริงๆ ในสักวันหนึ่ง
......
เมื่อของในมือฉินหยวนเฟิงกับหวังกังขายหมดเกลี้ยง ทั้งสี่สหายก็มุ่งหน้าเข้าสู่อำเภอเพื่อรับสินค้าล็อตใหม่
ครั้งนี้พวกเขารับของมาเยอะกว่าเดิมนิดหน่อย ด้วยความมั่นใจที่เพิ่มขึ้น ฉินหยวนเฟิงนั้นชำนาญและนิ่งสงบเรื่องการค้าขายอยู่แล้ว แม้จะได้กำไร เขาก็ยังรักษามาดขรึม ไม่แสดงอาการลิงโลดจนออกนอกหน้า แต่สำหรับหวังกัง ทิงเสวี่ย และหลินฉางจื้อ นี่คือความตื่นเต้นที่สดใหม่
เมื่อจัดการธุระเสร็จสิ้น ท้องไส้ก็เริ่มประท้วงหาอาหาร
หวังกังผู้ใจป้ำเสนอขึ้นมา “วันนี้กำไรดี ไปหาร้านอาหารเจ๋งๆ กินกันเถอะ!” หลินฉางจื้อรีบยกมือสนับสนุนคนแรก ส่วนฉินหยวนเฟิงเพียงแค่เหลือบมองทิงเสวี่ย แววตาเหมือนจะบอกว่า “แล้วแต่เธอเลย”
ทิงเสวี่ยเห็นความกระตือรือร้นของเพื่อนๆ ก็ไม่อยากขัดศรัทธา “ฉันรู้จักร้านหนึ่ง อร่อยมาก เป็นสูตรเด็ดเลย แต่ไกลหน่อยนะ เดินไปประมาณสิบกว่านาที พวกเธอจะไปไหม?”
“ไปสิ! แค่สิบกว่านาทีเอง สบายมาก!” หลินฉางจื้อตอบรับทันควัน หวังกังกับฉินหยวนเฟิงก็พยักหน้าตกลง ทั้งสี่จึงเดินมุ่งหน้าไปตามทางที่ทิงเสวี่ยนำทาง
เดินลัดเลาะไปประมาณสิบนาที ก็มาหยุดอยู่หน้าร้านอาหารสภาพเก่าซอมซ่อแห่งหนึ่ง ป้ายหน้าร้านสีซีดจางจนแทบอ่านไม่ออก
“อาเล็ก... แน่ใจนะว่าเป็นร้านนี้?” หลินฉางจื้อมองสภาพร้านที่ดูทรุดโทรมตรงหน้าด้วยสายตาลังเล
ทิงเสวี่ยยิ้มยืนยัน “ใช่ ร้านนี้แหละ เมื่อก่อนย่าเคยพามากินบ่อยๆ อาหารที่นี่เป็นสูตรเฉพาะ อร่อยเหาะอย่าบอกใครเชียว ”
เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในร้าน ความรู้สึกกังวลก็มลายหายไป แม้ภายนอกจะดูโทรม แต่ภายในกลับสะอาดสะอ้าน ผนังทาสีใหม่ขาวสะอาด โต๊ะเก้าอี้ไม้ถูกเช็ดถูจนขึ้นเงาวับไร้ฝุ่นจับ
เจ้าของร้านเป็นตายายคู่หนึ่ง คุณตาคุมเตาอยู่ในครัว คุณยายคอยต้อนรับลูกค้า ส่วนผู้หญิงอีกคนที่ดูคล่องแคล่ว น่าจะเป็นลูกสะใภ้หรือลูกสาว คอยเก็บเงินและห่ออาหาร
ทิงเสวี่ยผู้มีความทรงจำจากชาติก่อน จำเมนูเด็ดและราคาที่ย่อมเยาได้แม่นยำ เธอจึงรับหน้าที่สั่งอาหารพร้อมสอบถามราคาเพื่อความชัวร์
น่าทึ่งมาก... ราคาอาหารยังคงเท่าเดิมกับเมื่อหลายปีก่อนที่เธอเคยกินกับย่า ในยุคที่ค่าครองชีพเริ่มถีบตัวสูงขึ้น การที่ร้านนี้ยังคงราคาเดิมไว้ได้ ช่างน่าชื่นชมในความซื่อสัตย์และน้ำใจของเจ้าของร้านจริงๆ แม้ร้านจะเก่า ทำเลจะลึกลับหายากแต่โต๊ะส่วนใหญ่กลับมีลูกค้าจับจองจนเกือบเต็ม คงเป็นเพราะรสชาติและราคานี่เอง
พวกเขาสั่งกับข้าวสี่อย่าง พร้อมบะหมี่และแป้งทอดเป็นอาหารหลัก กลิ่นหอมของอาหารโชยมาแตะจมูก เรียกน้ำย่อยได้เป็นอย่างดี
ระหว่างที่กำลังรออาหาร ลูกค้ากลุ่มใหม่ก็เดินเข้ามาในร้าน เป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกสามคน ดูแต่งตัวดีและมีความสุขจนน่าอิจฉา
“หยวนเฟิง... แกมาอยู่นี่ได้ยังไง?”
เสียงเรียกชื่อที่คุ้นเคยทำให้ฉินหยวนเฟิงชะงักและเงยหน้าขึ้นทันที เขามองไปทางต้นเสียง... ทิงเสวี่ยที่สงสัยก็มองตามไปด้วย
เธอเห็นผู้ชายคนหนึ่งสวมเสื้อเชิ้ตขาวกางเกงสแล็คกำลังเดินเข้ามา แววตาของเขาฉายแววประหลาดใจอย่างชัดเจน แต่ลึกๆ ก็แฝงความเอ็นดูแบบผู้ใหญ่ที่มองเด็ก
ถัดมาคือผู้หญิงและเด็กชายที่เดินตามหลังมาติดๆ...
ผู้หญิงคนนั้นอายุราวสามสิบต้นๆ แต่งตัวจัดจ้านตามสมัยนิยม สวมเสื้อโค้ทขนสัตว์สีเหลืองแอปริคอท รองเท้าส้นสูง ถือกระเป๋าหนังใบเล็กสีน้ำตาล ผมยาวประบ่าดัดลอนย้อมสีเหลือง ใบหน้าแต่งแต้มเครื่องสำอางหนาเตอะ
ส่วนเด็กชายตัวเล็กข้างๆ อายุราวเจ็ดแปดขวบ ในมือกำลังถือปืนของเล่นแกว่งไปมาอย่างสนุกสนาน
ทันทีที่เห็นหน้าผู้ชายกับเด็กชายคนนั้นชัดๆ ทิงเสวี่ยก็รู้แจ้งแก่ใจทันทีว่าพวกเขาคือใคร... และมีความสัมพันธ์ที่ “ระหองระแหง” กับฉินหยวนเฟิงอย่างไร
“หยางหยาง... รีบเรียกพี่ชายสิลูก”
ผู้หญิงคนนั้นชี้มือมาที่ฉินหยวนเฟิง ผู้ซึ่งบัดนี้แววตาเปลี่ยนเป็นเย็นชาจนน่าใจหาย แล้วเอ่ยบอกเด็กชายข้างกายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เด็กชายกะพริบตาปริบๆ มองฉินหยวนเฟิงอย่างงุนงง ก่อนจะเอ่ยปากเรียกตามคำสั่ง
“พี่ชาย...”