ชายาสองตำหนัก

    บทที่ ๖ ทั่ววังล้วนต้องสยบได้ ใต้เท้าพระชายา {PART 1}


    บทที่๖ทั่ววังล้วนต้องสยบได้ ใต้เท้าพระชายา
    นางเกือบจะนอนเล่นสบายใจแล้วแท้ๆ เมื่อเข้าตำหนักบูรพามาสามวัน ยังไม่เห็นวี่แววรัชทายาท ทว่าเยี่ยซูจิ้นเองก็ต้องสะดุ้งตัวโยน เมื่อฮัวชุนคาบข่าวเข้ามาบอกว่าได้มีการกำหนดวันแต่งงานของจางไป๋หูเป็นที่เรียบร้อย ทิ้งระยะห่างหลังวันอภิเษกไปเพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้น นางได้ยินข่าวเช่นนี้ก็แทบอยากจะแสร้งล้มลงกลิ้งกับพื้นเสียสติ
    “ข้าไม่อยากไปอยู่เรือนเจ้าหน้าตายนั่นเลย” นางกอดเข่าซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม
    “อย่างไรตามแผนแล้วพระชายาจะต้องไปแต่งเข้าบ้านสกุลจางนะเจ้าคะ” ฮัวชุนซึ่งบัดนี้แต่งตัวด้วยเครื่องอาภรณ์ปราณีตขึ้นของทางวังกล่าว
    “เจ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ?” คนถูกขานเอ่ยถามกลับทันควัน
    “พระชายา...” แว่วเสียงคนต้องตอบอึกอักขึ้นมา
    “ใครเป็นพระชายา?”
    “ก็พระชายาไงเจ้าคะ”
    “โอ๊ย! ข้าอยากจะเป็นบ้า!”
    “พระชายาไม่ให้ข้าเรียกพระชายาได้อย่างไร ถึงจะเป็นพระชายาชั่วคราว แต่บ่าวก็ต้องเรียกให้ชินปากนะเจ้าคะ” บ่าวนางยืนยันเช่นนั้น นางจะขัดคอได้อย่างไร เยี่ยซูจิ้นจึงทำเพียงถอนหายใจออกมาแล้วจึงกล่าวต่อ
    “เอาเถอะ เจ้าแป้งทอดส่งข่าวมาแบบนี้มีเตรียมแผนการมาหรือไม่?”
    “นางเพียงแต่เรียนมาสั้นๆ เกรงว่าพวกเราจะต้องเตรียมการเสียเอง ข้าได้ทำการสอดส่องลาดเลาต่างๆ เอาไว้บ้างแล้ว เสียแต่...” ฮัวชุนพูดไปพลาง มองไปทางหน้าประตูพลาง สลับกันไป
    นางมองใคร ใยไท่จื่อเฟยตัวปลอมจะไม่รู้ ก็คงไม่พ้นบรรดาเหล่าองครักษ์ในสังกัดของแม่ทัพจางนี่แหละ อีกหนึ่งสามี...ซึ่งเป็นสามีตัวจริงของนางเสียด้วย แค่คิดก็สัมผัสได้ถึงกระจุกก้อนบางอย่างในลำคอ ซูจิ้นพลันนึกถึงภาษิตโบราณที่ว่าไว้ว่า วังหลวงเข้ายาก ออกยิ่งยากกว่า เห็นทีจะเป็นจริง
    “เราจำต้องรู้ระเบียบเวรยามของเหล่าองครักษ์ตรงนี้ มิเช่นนั้นแผนการของเราคงจะเป็นไปอย่างลำบาก อย่างไรเสียก็ต้องเทียวเข้าเทียวออกวังเป็นว่าเล่นเช่นนี้แล้ว จะให้มีผิดพลาดมิได้” เยี่ยซูจิ้นพยายามเค้นสมองคิด แต่นางก็ยังคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรต่อไป และเมื่อคิดแล้วยังไม่ได้การ นางก็ตัดสินใจออกไปเดินเที่ยวเล่น
    เดชะบุญอะไรนำพาก็ไม่ทราบ เวลาที่นางอยากลงอุทยานดันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่องค์ไท่จื่อพาพระชายารองสกุลจ้าวออกเดินชมนกชมไม้อยู่พอดี

    เป็นภาวการณ์ที่ยากยิ่งสำหรับบรรดาบ่าวไพร่ เมื่อผู้ติดตามของทั้งสองฝั่ง อันประกอบด้วยขบวนนางในและองครักษ์ของไท่จื่อ รวมกับนางกำนัลของจ้าวหมิงเย่ว และฝ่ายที่ติดตามไท่จื่อเฟย ซึ่งมีเพียงฮัวชุนกับนางในอีกคน ดูน้อยนิดกว่าใครเพื่อน ทว่าด้วยบรรดาศักดิ์แล้ว ทุกคนย่อมต้องให้เกียรตินางเหนือกว่าพระสนมใดๆ
    แต่จูหยางเหยี่ยนยังคงสนอกสนใจแต่จ้าวหมิงเย่ว แทบไม่ชายตามองมาทางนางแม้แต่น้อย เยี่ยซูจิ้นไม่ได้นิยมชมชอบไท่จื่อองค์นี้นัก เพราะมองว่าช่างสำอางและขี้แกล้งเป็นทุนเดิม แต่การที่ไม่ยอมเห็นหัวนางในฐานะของภรรยาหลวง อันนี้สิน่าผูกใจเจ็บ อย่างว่า...เสียทองกี่ตำลึงไม่มากเท่าเสื่อมเกียรติเพียงครั้ง นางถึงจะมิใช่ไท่จื่อเฟย แต่ก็ดำรงอยู่ในคราบของฝาแฝดตนที่เป็นไท่จื่อเฟย นางต้องทำอะไรสักอย่างต่อเหตุเช่นนี้ เพราะมิเช่นนั้นแล้ว เยี่ยซูเจี้ยนอาจจะต้องเสียน้ำใจและเสียหน้า
    “ฮัวชุน ให้คนไปเอาธูปหอมมา เอาที่กลิ่นแรงๆ เลยนะ อ๋อ แล้วก็ประทัดด้วย”
    นางหันไปสั่งกับฮัวชุนสีหน้าเรียบเฉย ผิดปกติจนคนรับคำสั่งอดสงสัยไม่ได้ แต่นางก็หันไปบอกต่อกับนางในที่ติดตามมาอีกคน ไม่ช้าไม่นาน คนที่จากไปก็ถือธูปหอมกับประทัดมา
    “ข้าไปติดตามหาประทัดมาได้เพียงพวงเดียว และก็เป็นของนานแล้วในตึกพระ อาจจะจุดไฟไม่ติด ว่าแต่พระชายาจะเอาประทัดมาทำไมหรือเจ้าคะ?” คนถือของมาอดถามอย่างกังวลมิได้
    เยี่ยซูจิ้นไม่ตอบ นางเพียงแต่ยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนจะถอยหลบฉากไปอีกทาง พินิจพิจารณาแล้วว่าเป็นทางเดินลัดไปยังกำแพงด้านหลังของอุทยานใหญ่ของตำหนักบูรพา ฮัวชุนย่องเท้าตามมาด้วยความห่วงใย ใจก็เริ่มประหวั่นพรั่นพรึง และเจ้านายของตนก็ทำในสิ่งที่นางกลัวมากที่สุด
    เยี่ยซูจิ้นกรีดไม้ขีดกับผนังปูนเพื่อจุดไฟ ถึงฮัวชุนจะคิดสงสัยว่าแม่นางน้อยไปเอาไม้ขีดจากไหน แต่นางก็ไม่เหลือเวลาให้ถามไถ่ เมื่อพระชายาคนงามจุดชนวนประทัด แล้วโยนขว้างไปอีกฟากของกำแพง!
    “ไท่จื่อเฟย!”
    “หมอบสิ! เอาธูปมาเร็วเข้า!”
    นางสั่งเสียงแข็ง เสียงประทัดระเบิดติดต่อกันดังกังวานไปทั่ว ยินเสียงหวีดร้องของสตรีดังระงม แทนที่จะทำให้พระชายาตัวปลอมสลดใจไม่ นางกลับยิ้มอย่างสะใจ แล้วบรรจงจุดธูปหอม กลิ่นคล้ายชะมดเช็ดผสมกับเครื่องเทศบางอย่างพลันฟุ้งขึ้นมาเมื่อธูปติด แล้วแม่นางน้อยก็เล่นจุดทีเต็มกำมือ ก่อนจะถือเดินออกไปทางอุทยานคล้ายต้องการมาติดตามดูผลงานตนเอง
    “ผีร้ายจงออกไป! ชิ้ว ชิ้ว!”
    นางไม่พูดเปล่า ยังยกมือที่ถือธูปสะบัดวนไปทั่ว กลิ่นแรงจนทำให้ไท่จื่อซึ่งทรงเพิ่งจะรอดพ้นจากกลุ่มควันประทันต้องย่นจมูกยกชายเสื้อขึ้นโบกปัด
    “เจ้า!”
    “สิ่งอัปมงคลจงออกไป!” พอเห็นรัชทายาทแสดงท่าทีไม่พอพระทัย นางก็เหมือนได้ใจแกล้งเขาหนักเข้าไปอีก นางยิ่งสะบัดธูปเข้าไปใกล้ตัวสวามีมากขึ้น ส่วนพระชายารองสกุลจ้าว...นางเพียงแต่หลบสำลักควันอยู่ด้านหลัง
    “เจ้า!” ดูเหมือนไท่จื่อยังไม่ยอมเรียกนางด้วยตำแหน่งที่สมควร เยี่ยซูจิ้นจึงหันไปสั่งคนติดตามอีก
    “ไปเอาประทัดมาอีก! ผีร้ายตนนี้อาจหาญนักต้องกำราบให้สิ้น!” นางสั่งเสียงดังฟังชัดไม่เกรงกลัวใคร
    “ไท่จื่อเฟย! เจ้าต้องการทำอะไรกันแน่?!” คราวนี้จูหยางเหยี่ยนออกเสียงเรียกตำแหน่งภริยาหลวงอย่างเต็มปากเต็มคำ แม้ในลำคอจะยังรู้สึกถึงควันไฟจนร้อนผ่าว
    “เมื่อคืนข้าฝันไม่ดี โหรอาจารย์จึงได้ตักเตือนว่าในตำหนักมีผีร้ายซ่อนอยู่ ให้จงทำพิธีปัดรังควานเสียให้เรียบร้อย ข้าจึงได้ให้เด็กๆ นำธูปเทียนและประทัดมาขับไล่ ไม่คิดว่าสวามีจะกำลังชมอุทยานอยู่”
    “เจ้าแกล้งข้าต่างหาก นี่ข้าเห็นว่าเจ้าเดินมาแล้ว แต่แรกไม่มีธูปเทียนเลยสักสิ่ง นี่เจ้าให้คนลอบไปเอามาทีหลังเพื่อแกล้งข้า ช่างบังอาจนัก!” ไท่จื่อตวาดลั่น เล่นเอาบรรดาบ่าวไพร่ในเหตุการณ์ขนลุกเกรียว ฮัวชุนสะกิดแขนนางให้ยอมแพ้แต่โดยดี...
    ทว่า...หากย่อมแพ้ง่ายๆ ก็ไม่ใช่เยี่ยซูจิ้น!
    “สวามีเห็นข้าแล้วใยแกล้งทำเป็นไม่เห็นเล่า แท้จริงแล้วมิได้ตั้งใจมองข้าหรอกหรือถึงได้ไม่เห็นว่าข้าถือธูปมาแต่แรกแล้ว” นางต่อปากต่อคำอย่างไม่เกรงกลัวฟ้าดิน เช่นนี้ผิดปกติเป็นอาเพศยิ่งนัก จูหยางเหยี่ยนรู้สึกไม่พอใจเหลือแสน
    ในขณะที่คนเป็นเมียหลวง เพียงยกหางคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง สีหน้าแกล้งตีเนียนไม่สนใจ แต่ในอกอดคิดวนเวียนมิได้ว่าเจ้าจิ้งจอกผู้มีบุญช่างน่าตายนัก เห็นตัวนางเดินมาไม่ว่า แสร้งทำเป็นไม่เห็นหัวนางซึ่งตอนนี้แกล้งปลอมเป็นแฝดน้องซูเจี้ยน ผู้รั้งตำแหน่งที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่าภรรยาหลวง เรียกอย่างหรูหราสมฐานะว่าพระชายาเอกแห่งรัชทายาท ไม่ให้นางผยองพองขนตัวเองตอนนี้ จะรอให้แม่นางซูเจี้ยนคนน้องกลับมาก็เห็นไม่ทันการ
    ก็ถือโอกาสนี้...กำราบผัวของน้องสาวแทนไว้ล่วงหน้าแล้วกัน นางกลับมาจะได้สำนึกบุญคุณพี่สาวคนนี้เยอะๆ แล้วสมนาคุณด้วยการไม่หนีหายหรือตายจากไปไหนอีก
    “โอ๊ะ! ข้างหลังท่านมีเงาดำๆ ข้าจะช่วยปัดเป่าให้ท่านนะ”
    เยี่ยซูจิ้นยิ่งสนุกหนัก นางก้าวเท้าเข้าไปพร้อมกับชูธูปในมือ ไท่จื่อขยับตนไปไหนมิได้เพราะมีจ้าวหมิงเย่วเกาะอยู่ ส่วนบรรดาบ่าวก็ไม่กล้าขัดพระชายา ทว่าไม่ทันที่นางจะได้ถึงตัวรัชทายาท ก็มีคนคว้าข้อมือนางข้างนั้นเอาไว้ได้เสียก่อน
    “ใคร--” ตั้งใจจะสอบถาม แต่นางก็ต้องหัวใจหล่นวูบ เมื่อหันกลับไปมองเห็นจางไป๋หูยืนค้ำศีรษะอยู่ ดวงตาเข้มกรีดมองมาทางนาง เล่นเอาสะท้านไปทั้งตัว พอเห็นนางตกตะลึงไม่กล้าขยับเขาก็พูดขึ้น
    “ขออภัยพระชายา ไท่จื่อสุขภาพไม่ดี สัมผัสความร้อนและกลิ่นธูปหอมแรงเช่นนี้ เกรงจะเป็นอันตรายได้” เขาว่าเสร็จก็ก้มลงคุกเข่าตรงหน้า ไม่เชิงขออภัยในโทษของตนที่กล้าแตะต้องพระชายา ทว่าคล้ายขอร้องให้นางหยุดการกระทำดังกล่าว
    “เช่นนั้นข้าจะรอให้องค์ไท่จื่อไปพำนักที่อื่นค่อยให้หมอผีเข้ามาปัดเป่าใหม่เสียก็ได้ วันนี้ฤกษ์เสียแล้ว ฝืนไปต่อจะยิ่งซวยกันทั้งผอง”
    เยี่ยซูจิ้นพูด ก่อนจะสะบัดกายเดินจากไปตามทางที่มา โดยในมือยังมีธูปกำนั้นอยู่ นางลืมเสียสนิทว่ากำลังทำอะไร ในใจต้องการเพียงแค่อยากเดินออกไปให้พ้นๆ องครักษ์หน้าตายคนนี้เท่านั้น

    ส่วนฮัวชุนน่ะหรือ...คิดว่าตอนนั้นตนเองรอดพ้นจากผองความซวยทั้งหลายที่พระชายากล่าวถึงแล้วนั่นเอง เป็นเช่นนี้จึงได้ลอบถอนใจออกมาแรงๆ สามที แล้วจึงเดินตามไปรับใช้เช่นเดิม