บทที่ 31 นายเปลี่ยนไปแล้ว (รีไรต์)
“พวกเธอเองก็เหมือนกัน มีเรื่องเดือดร้อนอะไรก็ต้องไปหาหัวหน้าหมู่บ้านนะ อย่ารู้สึกผิดเป็นอันขาด!”
“การรู้สึกผิดเป็นการสบประมาทหัวหน้าหมู่บ้าน!”
“ไม่เคารพจิตใจที่ห่วงใยเหล่ายุวชนของเขา!”
เหล่ายุวชน “...”
เชื่อเธอก็บ้าแล้ว!
แต่ว่า...เป็นเพราะพวกเขายับยั้งชั่งใจเกินไปจริง ๆ หรือเปล่า
เห็นของที่หลินเนี่ยนกับหลิวหย่งหนานกิน ช่างน่าอิจฉาจริง ๆ!
เนื้อเชียวนะ!
พวกเขาไม่ได้กินเนื้อมานานโขแล้ว!
คำพูดของหลินเนี่ยนทำให้ทุกคนเย้ยหยันโดยไม่รู้ตัว แต่ต่อมากลับอดไม่ได้ที่จะหวนนึกว่า ที่พวกเขาไม่ไปหาหัวหน้าหมู่บ้านเป็นความผิดหรือเปล่า
หลินเนี่ยนไม่สนใจเรื่องพวกนี้ เธอกลับไปกินอย่างเพลิดเพลินที่ห้องนอน แม้หวงอวี้เฟิ่งจะจ้องเธอไม่ละสายตา เธอก็ไม่ได้รับผลกระทบใด
กินเสร็จหลินเนี่ยนก็เรอขึ้นมาทีหนึ่ง จากนั้นก็ลุกขึ้นไปล้างกล่องข้าว กลับมาเตรียมจะงีบหลับสักตื่น
ถึงอย่างไรเช้าตรู่ก็ต้องไปทำงานแล้ว ถึงเธอจะทำเป็นบอกว่าทำงานก็เหมือนออกกำลังกาย แต่ก็เหนื่อยมากจริง ๆ
สุดท้ายเธอเพิ่งจะทอดตัวนอนลง หวงอวี้เฟิ่งก็มาหาเรื่องถึงที่ “หลินเนี่ยน เธอพูดมาสิทำไมหัวหน้าหมู่บ้านถึงใจดีกับพวกเธอขนาดนี้”
หลินเนี่ยน ‘ฟึดฟัด’ พลิกตัวลุกขึ้นนั่งในทันใด สายตาเธอเย็นชาน่าขนลุกขนพองที่สุด เปลี่ยนไปจากท่าทางยิ้มตาหยีที่เธอแสดงต่อหน้าผู้คนมาตลอดอย่างกับเป็นคนละคน
“รบกวนคนนอนหลับก็เหมือนฆ่าพ่อแม่นะ หวงอวี้เฟิ่ง ถ้าเธออยากรู้ผลที่ตามมาของการยั่วยุให้ฉันโกรธ ไปถามเซียวหลานดูก็ได้นะ ฉันว่าเซียวหลานอาจจะบอกเธอได้!”
พูดจบหลินเนี่ยนก็ยังยิ้มให้เธออย่างเย็นชา “ออกไป ปิดประตูด้วย!”
หวงอวี้เฟิ่งรู้สึกเพียงขนลุกขนพองขึ้นมา แผ่นหลังของเธอเย็นวาบ ออกไปโดยไม่แม้แต่จะคิด จากนั้นก็ปิดประตูตามที่หลินเนี่ยนบอก
หลังปิดประตูเสร็จเธอเพิ่งจะได้สติกลับมา ทำไมตนเองต้องเชื่อฟังขนาดนี้ด้วย
ทว่าหวงอวี้เฟิ่งกลับไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ เธอวิ่งพุ่งไปทางบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านด้วยความรีบร้อน เพราะอยากจะไปถามเซียวหลาน
เซียวหลานเดือดดาลเพราะหลินเนี่ยนมากินฟรีดื่มฟรีอยู่เป็นทุนเดิม พอหวงอวี้เฟิ่งมาหาจึงไม่ได้รับสีหน้าดี ๆ จากเธอ
หวงอวี้เฟิ่งกดความสงสัยในใจของตนเอาไว้ไม่อยู่จริง ๆ เดิมทีคิดว่าไหน ๆ ก็มาแล้ว จึงถามขึ้นอย่างระมัดระวังว่า “เซียวหลาน หลินเนี่ยนคนนี้ไม่ใช่คนที่จะไปยั่วยุได้ง่าย ๆ ใช่ไหม ถ้าเผลอไปล่วงเกินเธอเข้า จะมีจุดจบยังไงเหรอ”
มีดทิ่มแทงใจมาอีกเล่มแล้ว!
เซียวหลานจะอดทนได้เหรอ
ไม่อยู่แล้ว!
เธอยกชามบนโต๊ะขึ้นมาได้ก็เขวี้ยงไปทางหวงอวี้เฟิ่งเลย “ไปให้พ้น!”
ชามร่วงหล่นลงบนพื้นจนแตกเป็นเสี่ยง ๆ กับข้าวน้ำแกงสาดไปที่ตัวหวงอวี้เฟิ่ง
หวงอวี้เฟิ่งตกใจจนกระโดดตัวโยน เธอเห็นเนื้อที่กองอยู่เต็มพื้น ไม่รู้ว่าควรเสียดายเนื้อหรือว่าสงสารตัวเองดี
“สหายเซียวหลาน ฉัน...”
“ฉันบอกให้เธอไปให้พ้น หูหนวกหรือไง?” เซียวหลานหยิบชามข้าวขึ้นมาเขวี้ยงไปทางเธออีกครั้ง หวงอวี้เฟิ่งทำได้เพียงวิ่งอย่างจนตรอก
ดีที่เป็นช่วงพักกลางวัน ข้างนอกไม่มีใคร ไม่อย่างนั้นหวงอวี้เฟิ่งคงได้ขายหน้ายกใหญ่
หลินเนี่ยนนอนหลับไปตื่นหนึ่งอย่างสบาย ๆ ตอนบ่ายเธอตั้งใจพกกระติกน้ำไปเข้างานด้วยสองใบ ใบหนึ่งใส่น้ำเปล่าเอาไว้ข้างใน ส่วนอีกใบหนึ่งใส่นมมอลต์ที่ผสมไว้เรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้เธอยังพกขนมมาอีกสองสามอัน เตรียมจะไปบำรุงให้สามหน่อสามต้าน
พื้นที่ป้องกันฝั่งตะวันออก กองพลที่สาม
ในห้องทำงานของผู้กองเหอเจียง ฟู่ชิวสือยืนอยู่ข้างใน มองผู้กองอู่หงฉีและผู้กองเหอเจียงตบโต๊ะด้วยสายตาเย็นชา “ผู้กอง เหตุผลข้างต้นนี่คุณคิดว่าเหมาะสมไหม!”
“ครั้งนี้สหายฟู่ชิวสือสร้างความดีความชอบชิ้นใหญ่ กู้ความสูญเสียที่นับไม่ถ้วนให้กับประเทศชาติ คุณมีสิทธิ์อะไรถึงไม่บันทึกความดีความชอบทางทหารให้เขา”
“บอกว่าเขาแหวกหญ้าให้งูตื่นปล่อยสายลับไป”
“ตอนนั้นเขาบุกไปคนเดียว ปกป้องความลับของประเทศชาติไม่ให้รั่วไหลไปข้างนอกได้ก็ไม่เลวแล้ว!”
“ขอแค่เขามีเวลาแจ้งกองหนุนคนอื่น คงไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงภัยเด็ดขาด!”
อู่หงฉีโกรธมากจริง ๆ โกรธจนเส้นเลือดบนคอปูดออกมา
เหอเจียงทำสีหน้าเคร่งขรึม “อู่หงฉี นายมีสิทธิ์อะไรมาขึ้นเสียงต่อหน้าฉัน?”
“นี่เป็นการตัดสินใจขององค์กร!”
“ฟู่ชิวสือสร้างความดีความชอบ แต่ที่เขาลอบทำก็เป็นเรื่องจริง มันผิดกฎจริง ๆ!”
“เขาเป็นลูกชายของคุณฟู่กั๋วเฉิง ทุกการเคลื่อนไหวของเขามากน้อยก็มีคนคอยจับตามอง จะให้เขามีมลทินไม่ได้แม้แต่น้อย!”
“ฉันเข้าใจความรู้สึกของนาย ในใจฉันก็ใช่ว่าจะไม่เสียดาย”
“แต่ว่าถ้าผิดแล้วหักล้างให้เขา ความดีความชอบของกองพลพวกนายคงไม่ถูกลบล้างไป...”
อู่หงฉีพูดแทรกเหอเจียง “สหายฟู่ชิวสือไม่ถูกบันทึกความดีความชอบทางทหาร กองพลของเราก็ไม่มีหน้าไปรับความดีความชอบทางทหาร! ไม่มีเหตุผลให้เขาออกไปแลกชีวิตกับความดีความชอบ แต่ตักตวงอะไรไม่ได้เลย ในขณะที่พวกเราได้ประโยชน์ทั้งหมด!”
“ยังต้องฝากผู้กองให้นำความคิดเห็นของพวกเราไปทบทวนด้วย ความดีความชอบทางทหารนี้ พวกเราไม่ต้องการ!”
เขามาเป็นผู้บังคับกองพันได้ยังไงกัน?
ตอนแรกเขากับฟู่ชิวสือเป็นผู้บังคับกองร้อยเช่นเดียวกัน พวกเขาออกไปปฏิบัติหน้าที่ด้วยกัน เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ ฟู่ชิวสือก็มีบทบาทในการตัดสินใจข้างใน และได้รับบาดเจ็บอย่างกล้าหาญ
แต่หลังจากกลับมา ทุกคนต่างก็ได้บันทึกความดี มีเพียงฟู่ชิวสือที่พลาดการบันทึกไป
เหตุผลเองก็ฟังขึ้นเป็นอย่างมาก ฟู่ชิวสือบุ่มบ่ามเข้าไป ฝ่าฝืนคำสั่ง...
เหตุการณ์ในตอนนั้นอู่หงฉีรู้ดี ตอนนั้นสถานการณ์เร่งด่วนและเต็มไปด้วยอันตราย เดิมไปรายงานไม่ทันอยู่แล้ว หากไม่ใช่เพราะฟู่ชิวสือบุกเดี่ยว เป็นไปได้มากว่าภารกิจของพวกเขาอาจจะล้มเหลว
ไม่ต้องพูดถึงเพื่อนร่วมอุดมการณ์บางคนอาจต้องอยู่ในสนามรบกลับมาไม่ได้ตลอดกาล ต่อมาเขาได้เลื่อนขั้นเป็นผู้กองเนื่องจากมีความดีความชอบ กลายเป็นหัวหน้าของฟู่ชิวสือ
เขากับสหายร่วมออกปฏิบัติการในครั้งนั้นรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรมแทนฟู่ชิวสือ โดยเฉพาะเขา หลายปีมานี้มักคิดว่าตนเองขโมยตำแหน่งผู้กองมาจากฟู่ชิวสือ!
ช่างน่าขำจริง ๆ คนอื่นมีพ่อที่เก่งกาจใครบ้างไม่เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ฟู่ชิวสือที่มีพ่อเป็นผู้นำ ไม่เพียงแค่ถูกเอาเปรียบไปเสียครึ่งหนึ่ง ยังถูกคุกคามในทุกด้านอีกด้วย
หัวหน้าเคร่งครัดกับลูกชายแท้ ๆ ของตัวเอง ทั้งยังได้รับคำชื่นชมไม่น้อย
แต่ใครจะรู้ได้เลยว่าลูกชายที่อยู่ในนี้ ได้รับความไม่เป็นธรรมเท่าไหร่ ต้องทนทุกข์ทรมานแค่ไหน
เหอเจียงโกรธจนตบโต๊ะ “เลอะเลือน! ที่นายทำแบบนี้ต่างหากถึงเป็นการทำให้ชิวสือลำบากเปล่า ๆ!”
ฟู่ชิวสือยืนอยู่นานสองนานด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ก็เอ่ยปากขึ้น “ใช่ครับ การที่กองเราไม่รับความดีความชอบทางทหาร ถือว่าเสียเปรียบเกินไป แต่การตัดสินใจขององค์กร เราทำได้แค่ต้องปฏิบัติตามเท่านั้น!”
“ครั้งนี้ผมผิดจริง ๆ แต่ผลประโยชน์ของประเทศชาติอยู่เหนือสิ่งอื่นใด หากมีครั้งต่อไปอีก ผมก็จะทำอย่างเดิม!”
เมื่อประโยคนี้ลอยเข้าหูเหอเจียงกับอู่หงฉี พวกเขารู้สึกว่ามันช่างทิ่มแทงใจเป็นอย่างมาก
เหอเจียงทอดถอนใจ พูดตามตรงในใจเขาจะไม่มีปมได้อย่างไร?
ในใจเขาเองก็มีปมเช่นกัน เขาเคยพยายามช่วยฟู่ชิวสือต่อสู้ด้วยเหตุผล แต่น่าเสียดายที่สู้คนเหล่านั้นไม่ชนะ
“เด็กอย่างนาย ทำได้ดีแล้ว!” เหอเจียงเดินมาตบบ่าเขา ร้อยพันคำพูด สุดท้ายก็รวบออกมาเป็นประโยคนี้
“นายยังเด็ก อนาคตยังอีกยาวไกล อย่าเพิ่งคิดกำไรขาดทุนในทันที เพชรเม็ดงามใครก็ไม่สามารถบดบังแสงของนายได้!”
ฟู่ชิวสือพยักหน้า
“ผู้กองครับ ผมอยากหยุดยาว” เขาเอ่ยคำร้องขอ
ด้วยความที่ผู้กองเป็นห่วง อีกฝ่ายจึงให้วันหยุดหนึ่งเดือนแก่เขาอย่างรวดเร็ว และยังพูดกับเขาอีกว่า “หลังกลับมาก็อุทิศตนเพื่อการฝึกซ้อม นายต้องไปช่วงชิงเกียรติยศเอาหน้าเอาตาให้เขตคุ้มครองของเราในการแข่งขันการต่อสู้ตัวต่อตัวของพลทหารระดับประเทศ!”
ฟู่ชิวสือรีบลุกขึ้นยืนตัวตรง แล้วตะเบ๊ะให้เหอเจียง “ครับ!”
หลังจากออกมาจากห้องทำงานของเหอเจียง อู่หงฉีก็ทำท่าเหมือนอยากจะพูดบางอย่างแต่ก็ชะงักไป
ฟู่ชิวสือขำพลางสะกิดไหล่ของเขา “เป็นอะไรไป?”
“ไม่เคยได้ยินประโยคนั้นเหรอ หากสวรรค์คิดจะมอบภารกิจสำคัญให้ผู้ใด จะทำให้เขาผู้นั้นทุกข์ระทมตรอมใจก่อน ให้เจ็บปวดไปถึงกระดูก...”
“ชิวสือ นายเปลี่ยนไปแล้ว!” ฟู่ชิวสือพูดจบก็ได้ยินคำอุทานของอู่หงฉี
“นายก่อนหน้านี้อารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรง นายในตอนนี้ เจอเรื่องนี้เข้าไปกลับไม่ฉุนเฉียวเลยแม้แต่น้อย”
พูดตามตรง ครั้งนี้เป็นเพราะเขากลัวว่าฟู่ชิวสือจะคิดต่างจากเหอเจียง เพราะเหตุนี้เองถึงได้ชิงตบโต๊ะกับเหอเจียงต่อหน้าฟู่ชิวสือ
ไม่นึกเลยว่า ฟู่ชิวสือจะดูเหมือนไม่เก็บเรื่องนี้ไปใส่ใจจริง ๆ
ดูแล้วเขาใจกว้างไม่น้อย!