ภาพยนตร์เริ่มต้นขึ้นด้วยเื่ราวของหญิงสาวคนหนึ่งที่รักผู้ชายคนหนึ่งจนสุดหัวใจ แต่เขากลับไม่รักเธอตอบเลยแม้แต่น้อย เธอพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้เขาหันมามอง และเมื่อความพยายามไม่เป็ผล เธอก็หันไปพึ่งสิ่งต้องห้าม—เธอเล่นของ
ตายแล้ววว นี่ฉันลืมบอกพี่ได้ยังไงกันนะว่า ฉันดูหนังได้ทุกแนว…ยกเว้นหนังสยองขวัญ
คนตัวเล็กจึงทำได้เพียงก้มหน้าก้มตากินป๊อปคอร์นอย่างเอาเป็เอาตายทั้ง ๆ ที่ไม่รู้รสชาติเลยสักนิด เพื่อไม่ให้คนข้าง ๆ จับได้ว่ากำลังกลัว
เสียงกรีดร้องในหนังดังขึ้นอีกครั้งจนฉันแทบจะสำลัก ฉันหลับตาแน่นพยายามทำทีให้ปกติ แต่ฝ่ามือเริ่มเย็นและมีเหงื่อซึม
“นี่เรากลัวผี?” เสียงทุ้มเรียบเอ่ยขึ้นข้างหู
“เปล่าค่ะ…หิวนิดหน่อย” ฉันตอบหน้าตาย ทั้งที่หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมา
เสียงเอฟเฟกต์ดัง ตึ้งงง! ตัวละครถูกผีหักแขน ฉันสะดุ้งเฮือก หลับตาปี๋ เผลอเอนจนเกือบชิดใบหน้าหล่อเหลา ความร้อนวูบวาบแล่นขึ้นแก้มทันที
“ยอมรับเถอะ…ว่ากลัว” เสียงนิ่ง ๆ ของเขาแฝงรอยขำขัน
“แค่ในิดหน่อยเองค่ะ” ฉันยังพยายามแก้ตัว แต่ในใจกลับนึกขอบคุณที่ความมืดในโรงหนังช่วยซ่อนสีหน้าของฉันไว้
เสียงกรีดร้องในหนังดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ฉันคว้าแขนเขามากอดแน่นโดยไม่รู้ตัว กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคยของเขาอบอวลเข้ามาแทนที่ความน่ากลัวบนจอภาพยนตร์
“ถ้ากลัวก็หลับตา พี่ให้ยืมแขน” พี่เจพูดทีเล่นทีจริงก่อนจะดันฉันให้เอนพิงไหล่เขา
ฉันเงยหน้าขึ้นบังเอิญสบตาเขา ดวงตาคมยังคงนิ่ง แต่กลับมีประกายบางอย่างที่ทำให้ฉันใจสั่น มือหนาค่อย ๆ เลื่อนมือมาลูบเรือนผมฉันอย่างอ่อนโยน
“โอ๋ ๆ เด็กน้อย พิงไหล่พี่ไว้ก็พอ” ไม่พูดเปล่าเขายังดึงมือฉันไปกุมไว้หลวม ๆ แล้วลูบเบา ๆ ซ้ำไปซ้ำมา
หลังจากนั้นฉันก็ไม่สามารถรับรู้เนื้อหาในหนังได้อีกเลย สติของฉันหลุดลอยไปพร้อมกับการกระทำของพี่เจ ทุกัั ทุกคำพูดของพี่เจทำให้ฉันสับสนว่าเขาคิดอะไรอยู่กันแน่…
“หนังจบแล้ว…กลับกัน” เสียงเรียบ ๆ ของเขาดึงฉันออกจากภวังค์
เราสองคนเดินออกมาพร้อมผู้คนที่ทยอยออกจากโรง มือเขายังคงกุมมือฉันไว้เช่นเดิม หัวใจเต้นแรงไม่หยุด ไม่แน่ใจว่าเพราะหนังผีหรือเพราะคนข้าง ๆ กันแน่
“ยังกลัวอยู่?” เขาถามขณะเดินไปลานจอดรถ
“เปล่าค่ะ” ฉันตอบสั้น ๆ แต่ไม่กล้าสบตาเขา ก่อนจะปล่อยมือเขาออกช้า ๆ มือกำกระเป๋าแน่นเหมือนเช่นตอนที่ยังอยู่ในโรงหนัง
บรรยากาศตอนเที่ยงคืนยิ่งทำให้ฉันขนลุกชันขึ้นมาทันที แสงไฟสลัวทำให้นึกถึงฉากผีในป่าช้าในหนังขึ้นมาอีกครั้ง
“บู้!”
“ว้ายยย!” ฉันสะดุ้งเฮือกเมื่อเขาโผล่มาจากอีกด้าน พร้อมทำเสียงผีหลอก
“พี่เจ!” ฉันตีแขนเขาแรง ๆ
“เล่นอะไรของพี่เนี่ย” เขาหัวเราะออกมาอย่างพอใจ
“เมื่อกี้ยังบอกว่าไม่กลัวอยู่เลย ใจนจะวิ่งกลับเข้าโรงอยู่แล้ว”
“ก็พี่แหละ แกล้งไม่เลิก” ฉันตอบก่อนจะมองเขาอย่างเคือง ๆ
“โอ๋ ๆ ไม่แกล้งแล้ว กลับบ้านกัน”
“...”
“เดี๋ยวผีโผล่มาจริง ๆ เด็กน้อยของพี่จะหัวใจวายเอา” เขาว่ายิ้มมุมปากอย่างกวน ๆ
“อย่าแกล้งอีกนะ” ฉันพึมพำ
“ก็ไม่แน่” เขาตอบหน้าตาเฉยคว้ามือฉันไปกุมไว้แล้วออกแรงกระตุกเบา ๆ ให้ฉันเดินตาม
หัวใจฉันสั่นไหวอีกครั้ง นี่มันกี่ครั้งแล้วนะที่เราสองคนใกล้กันขนาดนี้…แล้วการที่เขาทำแบบนี้กับฉัน มันคือเื่ปกติหรือเปล่านะ?
ในรถเปิดเพลงรักเบา ๆ คลออยู่ พี่เจขับรถพลางยิ้มมุมปากอย่างอารมณ์ดี ในขณะที่ฉันได้แต่ก้มหน้าซ่อนพวงแก้มสีแดงจาง ๆ เอาไว้ ฉันพยายามทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นความใกล้ชิดที่เกินกว่าคำว่า พี่น้อง ทำให้ฉันเริ่มไม่แน่ใจว่าสถานะของเราคืออะไรกันแน่