After apocalypse saga บทที่ 2 ตอนที่ 2
ปี A.A. 400
“ในนามตัวแทนแห่งศาสนจักรอีเด็น ข้าขอแต่งตั้ง อัลเล็ค มิดโวลโนลแห่งไลท์สตรีม เป็กษัตรแห่งนิวมูนองค์ที่ 2 ขอพระเ้าทรงโปรดเป็พยาน…”
พร้อมกันนั้นคาร์ดินอล ได้สวมมงกุฎที่สร้างจากทองดำประดับด้วยเพชรสีชมพู ให้กับกษัตรองค์ที่ 2 ของนิวมูน ซึ่งไม่ใช่ใครอื่น เขาคือหลานชายของผมเอง เขาเป็ลูกของอเล็กกับเ้าหญิงอัลเด อัลเล็คเป็ลูกชายคนโตของทั้งสองคน ยังเป็หลานคนโตของพี่อัลเบิร์กและเป็พี่ชายของเดซี่เ้าหญิงคนแรกที่ค้นพบเวทมนต์ ถึงตอนนี้เขาจะมีอายุ 83 ปีแล้ว แต่ใบหน้าของเขานั้นยังคงเหมือนชายหนุ่มอายุ 25 ปี ดวงตาของเขานั้นเหมือนของอเล็กที่เป็สีน้ำเงินคราม ผมสีดำเงา แต่โครงหน้าละม้ายคล้ายพี่อัลเบิร์กอยู่หลายส่วน ด้วยหน้าตาที่หล่อเหลาและรูปร่างที่สูงโปร่งกำยำเช่นนี้ เขาจึงเป็ที่ชื่นชอบของหญิงสาวหลายคนในอาณาจักร แต่ถึงอย่างนั้น อัลเล็คได้แต่งงานกับบุตรีของดยุกแห่งกรีนเรสนามว่า นภาแก้ว ซึ่งต่อไปจะได้เป็ราชินี นอกจากพิธีาาภิเษกแล้วทั้งอาณาจักรยังจัดงานเฉลิมฉลองเป็เวลา 7 วัน รวมถึงเมืองท่าอาณานิคมอัลเบิร์กเองก็ไม่มีข้อยกเว้น
“ถามจริงคิดไงหนีเมียมานอนบ้านกู” ผมบ่นทันทีที่พวกเราขึ้นรถม้า ม้าพวกนี้เป็ของกำนัลที่ทางสยามส่งมาให้เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี และมันถูกส่งต่อไปยังขุนนางั้แ่ชั้นเอิร์ลขึ้นมา
“ก็ไม่ใช่เื่อะไรหรอก พอดีแบ่งวันกันไม่ลงตัว”
“แบ่งวัน?” ผมซื่อเลยถามออกไป
“ฮ่า ๆ มึงก็นะ คิดให้ลึกอีกหน่อยสิ ใสซื่อจังนะ” อเล็กแซว
“อ๋อ ก็ผมเป็หนุ่มใส ๆ ไม่เคยมีเมียเลยคิดไม่ทันเท่านั้นแหละ แล้วอะไรทำไมต้องแบ่งวัน” ผมก็นะโดนแซวแบบนี้ก็แอบเจ็บจี๊ดในใจว่ายังขาดประสบการณ์
“มึงยังไม่ลืมใช่ไหมว่าเพื่อนสุดหล่อคนนี้มีเมีย 3 คน พวกเธอก็อยากให้ผมไปกอดนอนทั้งนั้นละ”
“จะลืมได้ไง หลานกูทั้งนั้น แล้วมันเป็อะไรล่ะหลานเขย”
“สัส ทำไมชอบเรียก ลูกเขย หลานเขยกันจัง อายุเราห่างกันแค่ครึ่งปีเองเหอะ ช่างมันคืองี้ ปกติใน่แรก ๆ ที่แต่งงานกันใหม่ ๆ ผมก็ขยันทำการบ้านส่งตลอด จนได้ไอ้เล็คกับเดซี่มา พอต่อมาพี่อัลก็ส่ง ลูกสาวอีก 2 คน มาใช่ไหมละ ผมก็ทำการบ้านส่งทั้งสองคนเหมือนกัน ก็ได้ลูกสาวมาอีกคนละ 2 คน"
“อืม แล้วไง กูงง”
“ฟังก่อนสิอย่าพึ่งแทรกเดี๋ยวโบก”
“ครับ ๆ พี่อเล็ก"
“ดีมากไอ้น้อง เงียบไว้ดีแล้ว ฮ่า ๆ ต่อ ๆ แล้ว่ปีแรก ๆ ผมก็แบ่งวันวนไปนอนห้องนั้น 2 วัน ห้องนี้ 2 วัน พักเอาแรง 1 วัน มันก็พอดีไม่เหนื่อยมาก แต่พอมาปีหลัง ๆ บ้านเมืองโตไวมาก ผมก็ต้องวุนวายเื่การพัฒนาเมือง เื่ความเป็อยู่ เื่แรงงาน เื่รายได้ เื่ภาษี เรื่อ…”
“พอกูรู้แล้วมึงยุ่งมากกกกก”
“เออ… นั่นละ ฮ่า ๆ ผมก็เลยเครียดเื่งาน ไม่มีอารมณ์เื่อย่างว่า เลยไม่ค่อยได้ส่งการบ้านเมีย”
“ถึงปัญหาที่อยากเล่าหรือยัง”
“ก็เนี่ยถึงแล้ว ทีนี้เมียคนโตกับคนรองและคนเล็กก็จับกลุ่มกันบ่นว่า ผมไม่มาสนใจ แล้วก็บ่นว่าอยากมีลูกชายเพิ่ม แล้ว่นี้ก็ไม่รู้ว่าไปคึกอะไรกันมา พอตะวันตกดินก็ชวนทำการบ้านกันท่าเดียว เชื่อไหมผมไม่ได้พักเื่บนเตียงเลยตลอด 3 เดือน เพิ่งจะปล่อยผม ก็เดือนที่แล้ว”
“แล้วติดบ้างยังลูกชาย”
“ให้พี่หมอตรวจแล้ว ติดพร้อมกันทั้ง 3 คนเลย ตอนนี้ก็ท้องอ่อน ๆ กันอยู่”
ถึงตอนนี้อาจจะงงว่ากำหนดเพศลูกได้แล้วเหรอ ไหนว่าตอนพี่อัลเบิร์กมีลูกสาวรัว ๆ ใช่แล้วละครับเพราะครั้งตอนพี่อัลเบิร์กมีแต่ลูกสาวรัว ๆ นั้นละ พวกหมอและนักวิทย์เลยพยายามจะใช้เทคนิคสมัยก่อนในการกำหนดเพศลูก แต่อีกทีมก็นึกถึงครั้งทำการทดลองกับพวกปศุสัตว์ในฟาร์ม เกี่ยวกับการใช้น้ำพุแห่งความเยาวัย ่ทำการทดลองนั้น พวกปศุสัตว์แข็งแรงและออกลูกเป็เพศผู้เกือบทั้งหมด พอนักวิจัยพูดเท่านั้นละ หลายคนก็รีบลองกับตัวเองทันที พากันกลับบ้านไปดื่มน้ำพุแล้วรีบทำการบ้านกับเมียของพวกตน ไม่ถึง 2 เดือนทำการสแกนผลฮอลโมนในฉี่เมียตัวเองมันก็บอกเพศของเด็กในท้องว่าเป็เพศชาย หลังจากปีนั้นทุกคนก็สามารถกำหนดเพศของลูกได้แล้ว ซึ่งจากการเก็บผลสำรวจจากประชากรของทั้งอาณาจักรคือ มีโอกาส 3 ใน 10 ที่จะได้เป็ลูกชาย แต่ถ้าดื่มน้ำพุก่อนมีเพศสัมพันธ์ โอกาสได้ลูกชายคือ 10 ใน 10 หรือก็คือ 100% พอมาถึงตรงนี้ไอ้อเล็กมันก็เลยมาเล่าให้ฟังว่าตอนคืนเข้าหอกับอัลเด มันกลัวพลังไม่พอเลยโดปน้ำพุไป 2 ขวด เลยได้เ้าอัลเล็คเป็ลูกชาย แต่พอตอนพวกเมียคนรองเมียคนเล็ก มันี้เีเลยออกมาเป็ลูกสาวหมดเลย ซึ่งมันนึกขอบคุณในความหื่นของมันในปีนั้น ที่ทำให้ได้ลูกชายคนแรก…
“อ่าว เมียท้องแล้วทำไมไม่อยู่ดูแล” ผมบ่นเพื่อน
“ไม่ต้องดูหรอก คนอยู่เต็มบ้าน แม่บ้านมีเป็สิบ แต่ที่ผมหนีมาก็เพราะพวกเธอท้องนั่นละ”
“อ้าวท้อง ทำไมต้องหนี”
“ไอ้คนไม่เคยมีเมียเป็มนุษย์ มีแต่มีเมียเป็มือ มึงจะไปรู้อะไร เวลาคนท้องนะ มันน่ากลัวมากกกก ว่าตอนมีประจำเดือนก็น่ากลัวแล้วนะ แต่มันยังแค่วันสองวันก็หาย แล้วอีกเดือนหนึ่งถึงจะวนกลับมา แต่ตอนท้องนี่นะ มันเท่ากับทุกวัน ผมที่เครียดงานกลับบ้านมาแล้ว ต้องมาเจอเมียตอนฮอลโมนคนท้องกำลังทำงานอีก เห้อออออ” อเล็กบ่นเหมือนคนอัดอั้นกับชีวิตครอบครัว
“เบื่อเมียท้องเหรอ…” ผมถาม
“ก็ใช่นะสิ ถึงหนีมาหามึงนี่ละ ผมคิดถึง่ยังอยู่หน่วยสำรวจเลย อยากกลับไปทำงานแบบนั้นอีก”
“เอาหน่า พักงานบ้างไรบ้างก็ได้นะ ยังไงเมียก็คือเมีย อ่อจริงด้วย มึงไปกับพวกกูสิ”
“พวกมึง? ไปไหน?”
“กูกับพี่อัลเบิร์กกำลังวางแผนไปพักร้อนที่สยาม จะไปทัวร์หาของกิน” ผมบอกเพื่อนไปตามตรง
“แจ่มเลย ไปวันไปผมไปด้วย”
“ไปถามพ่อตามึงเอา ไม่ต้องมาถามกู”
“อืมก็ได้ แต่คืนนี้เรามานอนระลึกความหลังกันดีกว่า”
“ระลึกอะไรของมึง”
“ก็นอนเป็หมอนข้างให้ผมกอดไง”
“ไอ้อเล็ก กูอุส่าลืมเื่นี้ไปเกือบร้อยปีแล้วนะ ถ้าคืนนี้มึงมาละเมอนอนกอดกูอีก คืนนี้มึงได้โดนะเิตายคาคฤหาสน์นิวเกตแน่มึง”
“แหม…ทำเป็ลืม ของมันเคย ๆ”
“สัสเอ๊ย ชอบพูดให้คนเข้าใจผิด”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ” แล้วไอ้อเล็กก็หัวเราะชอบใจกับรีแอ็คชั้นของผม
หลังจากนั้น 3 เดือนทัวร์ต่างประเทศของผมก็เริ่มขึ้น นอกจากผม พี่อัลเบิร์ก และไอ้อเล็กแล้ว ก็ยังมี พี่นาวี อาจันและพี่เวนดี้ พี่เวนดี้คือเมียหลวงของพี่อัลเบิร์กนั่นเอง กล่าวอีกนัยก็คืออดีตราชินีของนิวมูน เรือที่พวกเราจะใช้เดินทางเป็เรือของผมเอง มันชื่อวิหกท่องนาวา มันเป็เรือต้นแบบที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยการผสมผสานระหว่างวิทยาศาสตร์และเวทมนต์ ขนาดของมันกว้าง 4 เมตร ยาว 16 เมตร ความเร็วสูงสุดของมันอยู่ที่ 65 น๊อต หรือประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้การเดินทางจากเมืองท่าเรือไวท์แซนด์ไป เมืองท่าอโยธยา ใช้เวลาเพียงประมาณ 42 ชั่วโมงก็ถึงแล้ว มันช่างแตกต่างไปจากสมัยก่อนที่ต้องเดินทางเป็เดือน ถึงการเดินเรือของพวกเราจะเจริญก้าวหน้ากว่าสมัยก่อนมากแล้วก็จริง แต่ทางนิวมูนไม่ได้้าออกสำรวจอาณานิคมอื่นในระยะเวลานี้ นั่นเพราะ แคปซูนการเวลาเพิ่งเปิดทำงานไป การที่อยู่ ๆ มีอาณานิคมที่เจริญรุ่งเรืองไปพบปะในเวลานี่อาจจะนำพามาซึ่งปัญหาต่อไปในอนาคต แต่กับทางสยามเองพวกเราก็นับให้พวกเขาเป็เมืองพี่เมืองน้อง และค่อยให้การช่วยเหลือและสนับสนุนพวกเขาทางภาคพื้นดินแทน เพราะยังไงการสำรวจบนทวีปอัลฟ่านั้นสำคัญกว่า และการให้ทางสยามทำหน้าที่นี้ยังลดความเสี่ยงในหลาย ๆ เื่ต่อทางนิวมูนอีกด้วย
“ยินดีต้อนรับท่านอัลเบิร์ก ท่านเวนดี้ ไม่ได้พบกันนานเลยนะโทวมะ ยินดีตอนรับพวกท่านด้วย เชิญด้านใน เมืองท่าอโยธยาแห่งนี้ พร้อมต้อนรับพันธมิตรอย่างสุดซึ้ง”
ชายวัยกลางคนนี้ไม่ใช่ใคร เขาคือชายชราในครั้งก่อน พี่ชาคริต หัวหน้าหมู่บ้านอโยธยานั่นเอง แต่ในเวลานี่เขาเป็ถึงอุปราชของสยามนครแห่งเมืองอโยธยา สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ผังเมืองนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมาก หากบอกว่าตอนนี้ทางสยามเองก็พยายามทำให้อาณาจักรของพวกตนมีรูปแบบเป็ของตัวเองก็ว่าได้ พวกเขาจำลอง่สมัยอยุธยาตอนปลายก่อนเข้าสมัยรัตนโกสินทร์ จึงทำให้บ้านเรือหลายหลังมีลักษณะทรงเรือนไทย มีใต้ถุนสูง และอยู่กันเป็หมู่เป็ก๊ก เครื่องแต่งกายเป็ชุดไทยประยุกต์ ตามสถาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงประเทศไทยในโลกเก่า แต่ถึงอย่างนั้นก็มีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม ไม่ได้โบราณจ๋าจนเกินไป
ไม่นานคณะพวกเราก็มาถึงคุ้มเรือนไทยหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายเฮือนไทยของจาวเหนือ ซึ่งแตกต่างจากเรือนหลังอื่น ๆ อย่างชัดเจน เรือนหลังนี้พี่ชาคริตสั่งสร้างขึ้นมาไว้ใช้รับรองแขกโดยเฉพาะ งานเลี้ยงต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองในครั้งนี้ เป็อาหารไทยต้นตำหรับ สมุนไพรพืชผักหลายอย่าง ถูกเพาะปลูกจากพืชพรรณจากโลกเก่า มันจึงทำให้ผมกับพี่นาวีอดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาออกมา ไม่คิดไม่ฝันว่า 100 ปีหลังถูกส่งมาบนโลกใบนี้ จะได้มีโอกาสพบเห็นหน้าตาอาหารอันคุ้นเคยอีกครั้ง ถึงก่อนหน้านี้จะเคยได้กินอยู่บ้าง แต่ทั้งหมดนั้นเป็อาหารประยุกต์ แต่บนโต๊ะที่พวกเราล้อมวงอยู่นี้ ทั้งหมด ทุกจาน มันเป็อาหารไทยของโลกเดิม 100% ทั้งกะเพราไก่ ต้มยำไก่บ้าน แกงมัสมั่นไก่ แกงแพนงหมูกินคู่ไข่เจียวฟูกรอบ ส้มตำไทย ลาบหมู แกงฮังเล ไส้อั่ว ข้าวซอย หม่ำเนื้อ ขนมจีน น้ำยากะทิปลา น้ำเงี้ยว แกงไตปลา ผัดไทย แคบหมู น้ำพริกหนุ่ม ผมกับพี่นาวีที่นั่งน้ำตาไหล จนถูกคนอื่นแซว เลยจำต้องบอกถึงความสุดยอดของแต่ละจานที่อยู่บนโต๊ะให้พวกเขาฟัง ทันทีที่พี่ชาคริตได้ยินผมอธิบาย เขาเองก็ร้องไห้ออกมาเช่นกัน กลายเป็ว่ามื้ออาการเย็นในวันนี้ เหมือนเป็การชุบชีวิตของอารยธรรมอาหารไทย ให้ต่างชาติได้รู้จัก
เช้าวันต่อมาพวกผมทั้งกลุ่มได้ไปเดินตลาดชมเมือง ตลาดของเมืองอโยธยามี 2 แบบ ตลาดเดินกลางเมืองบนดินและตลาดน้ำที่ใช้เรือขายของในคลอง ต้องบอกก่อนว่า เมืองท่าแห่งนี้ ได้ทำการขุดลอกคลองและคูเมืองขึ้นมาใหม่ เพื่อให้คล้ายสมัยก่อนเก่า มันจึงให้อารมณ์ไปอีกแบบ ข้าวของส่วนใหญ่ที่ขาย จะคล้ายกับเมืองไวท์แซนด์ เพียงแต่ของนำเข้าจากนิวมูนจะราคาแพงกว่าของพื้นเมือง ซึ่งตรงกันข้ามกับทางไวท์แซนด์ สกุลเงินของสยามใช่สกุลเงินบาท เรียนแบบเหรียญเงินไทยโลกเก่าก่อนการอพยพ แต่ไม่มีธนบัตร หากแต่เปลี่ยนเป็ใช้เหรียญ 1 2 5 10 50 100 500 และ 1,000 แทน
พูดแต่ของสยาม ทางนิวมูนเองก็มีสกุลเงินเหมือนกัน หากแต่แตกต่างเล็กน้อย สกุลเงินของนิวมูนมี 2 สกุลเงิน สกุนเงินแรกเรียกคอย(Coin) มีั้แ่ 1 5 10 50 100 500 1,000 2,000 5,000 10,000 คอย ซึ่งไม่มีธนบัตรเช่นกัน ซึ่งอ้างอิงมาจากเงินเยนของญี่ปุ่น ส่วนอีกสกุลเป็ผลึกเวทย์ เรียงลำดับไปตามค่าพลังงานของเวทมนต์ที่บรรจุแบบเต็มจำนวน ผลึกเหล่านี้จะอ้างอิงจากน้ำหนักหินกรวดของไลท์สตรีม เพราะหินกรวดพวกนั้น ทุกชิ้นมีขนาดและน้ำหนักตลอดจนรูปทรงเท่ากัน ดังนั้นผลึกเวทมนต์ต่าง ๆ ที่ใช้เป็สกุลเงินจึงต้องอ้างอิงจากพวกมัน เรียงจาก ผลึกแก้ว อัญมณีควอตซ์ ผลึกควอตซ์ และหินกรวดไลท์สตรีม ทั้งนี้หินกรวดนั้นจำกัดการใช้แค่ในราชวงศ์และขุนนางระดับบารอนขึ้นไป มูลค่าของมัน ในนิวมูนคือ 5,000 คอยเท่ากับ 1 ผลึกแก้ว 10 ผลึกแก้วเท่ากับ 1 อัญมณี 10 อัญมณีเท่ากับ 1 ผลึกควอตซ์ 1000 ผลึกควอตซ์ เท่ากับ 1 หินกรวด…
ทางด้านการดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนของสยามเองนั้นก็มีกฏหมายเหมือนกับทางนิวมูน กล่าวคือใช้กฏหมายและระเบียบการเดียวกัน หากแต่ทหารหรือตำรวจหรือนครบาล ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจว่าทางสยามเรียกพวกนี้ว่าอะไร แต่หลัก ๆ คือดูแลความปลอดภัย ตักเตือนและจับกุมคนกระทำความผิดไปลงโทษ โดยผู้ที่รับตำแหน่งเหล่านี้จะเป็ผู้ใช้เวทมนต์ทั้งหมด ต้องบอกก่อนว่า น้ำพุแห่งความเยาวัยนั้นนิวมูนส่งพวกมันมาเป็ของขวัญพันธมิตรกับเมืองสยาม พวกมันถูกแจกจ่ายให้กับกลุ่มคนรุ่นแรกที่อพยพและผู้ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองสยามและอโยธยา ดังนั้นคนกลุ่มนี้จึงเป็เหล่าข้าราชการและขุนนางเป็ส่วนใหญ่ พวกลูกหลานของพวกเขาจึงได้รับตำแหน่งทางราชการสำคัญ เพราะมีเวทย์มนต์ ซึ่งจุดนี้เองที่แตกต่างจากนิวมูน ที่ทุกคนใช้เวทมนต์ได้ผ่านอุปกรณ์ ดังนั้นในสยามจะมีการแบ่งชนชั้นกันอยู่ แต่ก็ยังไม่ชักเจนนัก คือ ผู้วิเศษและคนปกติ ซึ่งเื่พวกนี้นิวมูนทราบดี แต่จะไม่เข้าไปวุนวาย ราคาแลกเปลี่ยนของน้ำพุแห่งความเยาวัยนั้น ชาวสยามสามารถซื้อได้จากทางโบสถ์ของอีเดน โดยในแต่ละปีจะจำกัดจำนวนการนำเข้าเพียง 500 ขวด(ขนาด 300ml) โดยราคาน้ำพุแห่งความเยาวัยนี้ราคาขวดละ 1 แสนบาท นี่คือราคาที่นักบวชของพวกเราขาย แต่ถึงแบบนั้นจากสายสืบส่งข้อมูลมาทำให้พวกเรารู้ว่า ในสยามน้ำพุแห่งความเยาวัยอาจถูกขายได้สูงกว่า 1 ล้าน แต่ส่วนมากจะเป็การแลกเปลี่ยนด้วยผลึกเวทมนต์
หลักจากพักเป็แขกให้พี่ชาคริตได้สบายใจแล้ว พวกเราทั้งกลุ่มก็ล่องเรือไปทางต้นน้ำเพื่อไปยังสยามนคร ต้องบอกก่อนว่าวิหกท่องนาวาของผม มันสามารถเก็บเข้ากระเป๋าผู้ช่วยได้ มันเป็อะไรที่ถูกใจผมมาก ความสามารถในการเก็บของกระเป๋าระบบผู้ช่วยนั้น สร้างความใให้กับทุกคนเพราะว่ามันสามารถเก็บของใหญ่ได้ถึง 200x200 เมตร แค่อีกนิดเดียวมันก็จะสามารถเก็บคฤหาสน์นิวเกตของผมได้แล้ว แต่ถ้าหลังเล็ก ๆ นี่สบาย เพราะในกระเป๋าผมเองก็ยังมีบ้านไว้เรียกออกมาใช้อย่างน้อย 3 หลัง นอกจากบ้านแล้วก็ยัง มี รถม้า 2 เรืออีก 4 ถ้าในอนาคตสำนักมหาศาสตร์คิดค้นอะไรเพิ่มมาได้ ผมค่อยไปเอาพวกมันมายัดใส่กระเป๋าละกัน กลับมาเข้าเื่สยามนคร เมืองนี้ออกจะดูทันสมัยกว่าเมืองท่าอโยธยา มีทั้งกลิ่นอายตะวันออกและตะวันตก ถ้าจะให้บอกคงราว ๆ รัตนโกสินทร์ตอนปลาย ขนาดของเมืองนับว่าใหญ่โตมาก มีการขุดคลองคูเมืองล้อมรอบนอกกำแพง มีกำแพงเมือง 3 ชั้น ชั้นนอก ชั้นกลาง ชั้นใน นอกกำแพงยังมีกลุ่มกองกำลังของเหล่าขุนนางตามศักดินาอยู่โดยรอบ เป็แนวป้องกันอีกชั้น ภายในตัวเมืองมีการวางผังจัดสรรในรูปแบบตารางกริด โดยใช้แนวคลองและเส้นถนนสลับตัดผ่านไปมา เพื่อเป็การแบ่งพื้นที่ให้ประชาชนอยู่อาศัย พอผ่านกำแพงชั้นกลางเข้ามาเป็พื้นที่ของหน่วยงานราชการ กรม กอง กระทราวงต่าง ๆ และกำแพงชั้นในเป็เขตพระราชฐาน ซึ่งเป็เหล่าราชวงศ์และาาของพวกเขาอาศัยอยู่
โดยการเข้าพบเ้าผู้ครองสยามนครนี้มีเพียงพี่อัลเบิร์ก พี่เวนดี้และอเล็ก เท่านั้น ส่วนผมกับพวกที่เหลือไปแวะเยี่ยมหาคนรู้จักที่สถานทูตนิวมูนประจำสยามนคร เขาไม่ใช่ใครอื่นเป็หนึ่งในพวกพ้องทีมสำรวจที่ 3 ของผมเอง ชื่อปาดัน เขาแก่กว่าผม 2 ปีได้ แต่ใบหน้าของเขาตอนนี้ดูเหมือนคนอายุ 30 ปี ดูแก่ขึ้นกว่าเมื่อก่อนเล็กน้อย พวกเราแลกเปลี่ยนพูดคุยสารทุกข์สุกดิบ มันน่าเสียดายนักที่พวกเรายังประดิษฐ์เครื่องมือสื่อสารทางไกลไม่ได้ในตอนนี้ สิ่งสำคัญที่ทำให้อาณาจักรของทั้ง 2 เจริญก้าวหน้าคือความรู้ ความรู้ที่สั่งสมจนตกตะกอนของโลกเก่าที่ก้าวหน้าล้ำสมัย มันยังอยู่ในตัวผู้อพยพรุ่นแรง หากไม่มีพวกนี้การพัฒนาคงจะล่าช้ากว่าเดิมอีกหลายเท่า ต้องขอบคุณอายุที่ยืนยาวของพวกเราจริง ๆ
หลังจากพวกเราเที่ยวทั่วเมืองสยามนครแล้ว ก็เดินทางด้วยรถม้าไปเมืองหน้าด่านทางตะวันออก ใช้เวลาเดินทาง 2 วัน ซึ่งมีระยะทาง 50 กิโลเมตร เมืองหน้าด่านนี้มีชื่อว่า กาญจนบุรี ใช่แล้วชื่อมันเหมือนกับจังหวัดหนึ่งในประเทศไทย แต่ที่มันได้ชื่อนี้เพราะมันมีเหมืองทองจำนวนมาก พวกเขาจึงได้ยกชื่อเก่ามาใช้ใหม่ ทุกคนอาจจะสงสัยกันแล้วใช่ไหมว่า ไม่ใช่ว่าพวกเราเสียความทรงจำกันหรือ คำตอบของข้อสงสัยก็คือน้ำพุแห่งความเยาววัย ยิ่งอายุพวกเรายืนยาว ความทรงจำที่ถูกปิดผนึกก็ค่อย ๆ ถูกฟื้นฟูคืนกลับมาบางส่วน เมืองนี้มีประชากรน้อยกว่าเมืองท่าอโยธยามาก แต่ขนาดเมืองมีขนาดใหญ่ และมีประชากรชายมากกว่าหญิงอย่างเห็นได้ชัด ่ที่ยังอยู่ในเมืองกาญจนบุรีนี้ ทางเ้าบ้านเองก็มีกิจกรรมให้พวกเราทำ นั้นก็คือการขึ้นรูปเครื่องประดับด้วยทองคำ การแกะสลักทองคำและอีกหลายอย่างที่เกี่ยวกับทอง พวกเราอยู่เมืองสยามร่วม 30 วันก็เดินทางกลับเกาะนิวมูน…
โปรดติดตามตอนต่อไป…