ั้แ่เช้าถึงเย็น กู้เซียนเซียนแทบไม่มีสมาธิจะทำอะไร ซึ่งต่างไปจากทุกวัน
ั้แ่นางได้ยินเื่ที่เฝิงหรานเล่าเมื่อคืน
“คุณหนู คนผู้นี้แปลกยิ่งนัก เขาในครั้งแรกแทบไม่มีตัวตนในเมืองหลวงกลับปรากฏชื่อเสียงอย่างต่อเนื่องใน่ปีที่ผ่านมา เท่าที่บ่าวรู้มาปกติไปไหนมาไหนไร้ร่องรอยที่มาอยู่ที่อารามแห่งนี้ก็น่าจะเพื่อหลบเลี่ยงหรือสืบหาอะไรบางอย่าง แม้จะไม่ได้เป็คนไม่ดีอย่างที่ท่านคิดในตอนแรกแต่บ่าวคิดว่าเขาก็ลึกลับเกินไปเช่นกัน ท่านอยู่ห่างจากเขาไว้หน่อยจะดีกว่า”
“ เ้ารู้เื่พวกนี้ได้ยังไง “ นายหญิงของนางสนใจที่มาของข่าวเหล่านี้มากกว่าตัวตนของชายหนุ่มอีกนี่นางเข้าใจอะไรผิดประเด็นหรือไม่ เฝิงหรานประหลาดใจ แต่ก็เอ่ยตอบนางไป
“ คุณหนู ท่านไม่ทราบใช่หรือไม่ว่าคุณหนูรองสนใจในตัวคุณชายสามั้แ่ครั้งพบหน้ากันในงานชมหิมะเมื่อหนึ่งปีก่อนทุกๆความเคลื่อนไหวของเขา มีนางคอยเฝ้าดูอยู่ บ่าวทุกคนรอบตัวนางต้องคอยหาข่าวให้นางทุกวันแม้แต่คุณชายใหญ่เองก็เถอะ เขายังต้องมาคอยเล่าเื่ของคุณชายสามให้นางฟังอยู่บ่อยๆแล้วบ่าวจะไม่ทราบเื่ได้อย่างไรกัน”
นี่เป็ข่าวที่กู้เซียนเซียนประหลาดใจอย่างมาก จริงอยู่เหล่าพี่สาวของนางน่าจะพร้อมออกเรือนในอีกสองสามปีข้างหน้าแล้วตอนนี้แต่ละคนก็ยังไม่มีพันธะหมั้นหมาย ไม่น่าแปลกใจที่พวกนางจะให้ความสนใจบุรุษที่หน้าตาดีเช่นเซียวหลง
“ แล้วท่านพ่อ ท่านแม่หล่ะ มิใช่เ้าบอกว่าเขาไม่น่าเข้าใกล้หรือ“ เซียนเซียนมองไปที่เฝิงหรานตาแป๋วพลันเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้น
“ ไม่แน่เขาอาจมาเป็พี่เขยข้าก็ได้ “นางยังคงพูดพึมพำต่ออีกประโยค
เฝิงหรานมองดูนายหญิงของนาง และบ่นกระปอดกระแปด
“ ท่านเขยดีๆเช่นนี้ หากเป็ไปได้ข้าเองอยากเก็บไว้ให้ท่านเช่นกันแต่พอท่านโตเขาก็คงเลยวัยสวมกวานไปนานแล้ว ถึงตอนนั้นคงมีทั้งชื่อเสียง บารมี พ่วงด้วยฮูหยินใหญ่ฮูหยินรองพร้อมพรัก “
“แต่เมื่อกี้เ้าบอกว่าเขาเป็คนที่ควรหลีกเลี่ยง” เซียนเซียนรีบเย้าบ่าวคนสนิทของตนเอง
“ คุณหนู หากว่าเขายังมีชีวิตอยู่รอดถึงตอนได้แต่งฮูหยินก็คงไม่มีอะไรมาหยุดความรุ่งโรจน์ของเขาได้อีก เื่ออกห่างจากเขาในอนาคตท่านก็เลิกคิดไปได้เลยบุคคลิกเยี่ยงคุณชายสามถึงตอนนั้นเขาคงไม่มองจวนพ่อค้าของพวกเราหรอก “ เฝิงหรานเอ่ยตามที่คิดจริงๆ นางค่อนข้างมั่นใจในความคิดของนาง จากที่พบเห็นอยู่โดยทั่วไปก็เป็เช่นนี้มาตลอดเพราะผู้ที่เหมาะสมที่สุดจะเป็ผู้อยู่รอดในตอนจบดังนั้นหากจวนตระกูลกู้จะเสี่ยงเดิมพัน หาทางหมั้นหมายกับจวนเซียวหนานให้ได้ในตอนนี้ก็ไม่แน่ว่าเหรียญจะออกด้านไหน
“ ดังนั้นตอนนี้สรุปว่าท่านควรหลีกเลี่ยงเขาให้มาก เขาอยู่ที่อารามนี่คงแค่ไม่กี่วันเท่านั้น“ เฝิงหรานสรุปแบบนี้ในท้ายที่สุด ก่อนห่มผ้าแล้วดับตะเกียงในห้องนอนไม่เปิดโอกาสให้เซียนเซียนถามอีก
ทั้งหมดนี้เป็ที่มาของอาการใจลอยของกู้เซียนเซียนตลอด่เช้าที่ผ่านมา
นางกำลังคิดว่าจะหาโอกาส่ไหนไปเอาจี้หยกคืนหากเขาลงจากเขาไปแล้ว นางจะไปตามหาคุณชายลึกลับผู้นี้ได้จากที่ไหนขนาดจวนของเขาเองแท้ๆยังไม่ค่อยจะกลับไป
นางไม่กล้าบอกเฝิงหรานด้วยกลัวว่าบ่าวคนสนิทจะเป็ห่วงและแม้นางจะเป็เพียงเด็กหญิงแต่ของที่ติดกายอยู่ทุกวัน ไปอยู่ในมือของบุรุษอื่นก็มิใช่เื่ดีด้วยมันสมองอันน้อยนิดของนางทำให้นางคิดวนเวียนเพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยตนเอง
นางตั้งใจว่าหากวันนี้พรุ่งนี้ยังไม่เจอเขาอีกนางจะไปบอกเฝิงหรานให้ทวงคืนมาจากเขาตรงๆ เพราะนอกจากวิธีนี้แล้ว ก็มองไม่เห็นวิธีอื่นที่จะทำให้ได้ของคืนมา
‘ แล้วตอนนี้เขาทำอะไรอยู่เล่า ‘
‘ หากเขาไม่อยู่ในห้องหล่ะ ‘
แววตาเปล่งประกายของนางทอวูบไหวขึ้นทันที
นางสามารถแอบไปค้นห้องของเขาได้ ยามที่เขาออกไปข้างนอกอย่างไรคนคนหนึ่งจะขังตัวเองอยู่ในห้องทั้งวันได้อย่างไรอีกทั้งเขายังต้องสนทนาธรรมกับเหล่าอาจารย์เต๋าที่นี่ ไม่มีทางที่จะเอาของของนางไปด้วยแน่ๆ
กู้เซียนเซียนรีบเดินออกจากห้องพักตรงดิ่งไปเรือนฝั่งบุรุษทันทีด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมเพราะในเวลานี้ฝั่งบุรุษนั้นคนไม่พลุกพล่าน ส่วนใหญ่ออกไปทำวัตรปฏิบัตรกันหมดแล้วที่เรือนพักจึงค่อนข้างว่างเปล่า
นางหันซ้ายหันขวา ก่อนค่อยๆวิ่งลัดเลาะไปอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงเรือนฝั่งบุรุษสิ่งที่นางไม่ได้คิดมาในตอนแรกคือแล้วห้องไหนคือห้องเป้าหมายของนางกัน
กู้เซียนเซียนได้แต่ชะเง้อมองไปทีละห้องทีละห้องช้าๆ เพราะต้องคอยหลบเลี่ยงคนผ่านไปผ่านมาด้วยหลังผ่านไปเกือบชั่วยาม นางถึงตระหนักได้ว่าวิธีนี้ออกจะไม่ฉลาดนัก
ถึงอย่างไรนางก็ไม่รู้อยู่ดีว่าเขาพักอยู่ที่ห้องไหน ของใช้ของเขาซักชิ้นนางก็ไม่เคยเห็นจะไปรู้ได้อย่างไรว่าห้องไหนคือห้องของเขากันแน่
หลังจากเดินคอตกย้อนกลับมานั่งที่โขดหินเล็กๆทางเนินเขาด้านหลังของอารามเพื่อคิดหาวิธีใหม่อย่างเหม่อลอย เซียวหลงก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของนางแล้ว
“ เด็กน้อย เ้ามิใช่จะไร้ยางอายไปซักหน่อยหรือถึงกับจะเข้าไปขโมยของในห้องข้า “ คราวนี้เขาเป็ฝ่ายเอ่ยกับนางก่อนแม้ว่าประโยคที่เพิ่งพูดจบไปจะไม่ใช่เื่ดีเหมือนเช่นทุกครั้งที่เขาเอ่ยกับนางมาตลอด
“ โจรถ่อย เ้าเอาของของข้าไป ข้าแค่.. “นางฉุกคิดขึ้นได้ จึงรีบเอามือปิดปากทันที
เซียวหลงมองนางด้วยสีหน้าราบเรียบไร้อารมณ์เช่นเดิม ไหนๆก็ไหนๆแล้วเขาคิดว่าเขาควรจะนั่งลงข้างๆนางซะเลย ดูสิว่านางจะหาอะไรมาด่าเขาได้อีก หวังว่านางจะไม่ทำให้เขาผิดหวัง
“ ขออภัยคุณชายสาม ล่วงเกินท่านแล้ว แต่.. แต่ท่านเองก็ทำไม่ถูก ของของข้าท่านไม่มีสิทธิ์เอาไปท่านเองไม่ได้ขาดแคลนเงินทอง มิสู้คืนของให้ข้าเถอะ “ นางเริ่มเปลี่ยนวิธีการพูดคุยกับเขาแล้ว
“ ตกลงเ้าจะเรียกข้าว่าอะไรกันแน่ “ เขาจ้องมองไปที่นางและแสร้งถามนางกลับไป
“ ข้าเรียกตามศักดิ์ของท่าน คุณชายสามสกุลเซียว “ นางนึกดีใจที่ได้ถามประวัติของเขามาจากเฝิงหรานหมดแล้วรู้เขารู้เรารบร้อยครั้งย่อมต้องชนะร้อยครั้ง
เซียวหลงชำเลืองมองนางจากด้านข้าง เด็กหญิงเมื่อปีก่อนมาในปีนี้นางโตขึ้นมาอีกนิดเดียว แววตาท่าทางยังเจือความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาอยู่มากเลห์หลายอย่างก็ยังตามไม่ทัน อืม..ลักยิ้มที่มุมปากสองข้างของนางก็ยังคงอยู่ แก้มซาลาเปานั่นอีก
เขาอยากยื่นมือไปจิ้มที่แก้มขาวๆของนาง ดูว่ามันนุ่มนิ่มเหมือนกับที่มองเห็นหรือไม่
“ ถือเป็การลงโทษที่เ้ากัดมือข้า “ เขายื่นมือที่พันแผลไว้ให้นางดู
กู้เซียนเซียนทำคอหดลงทันที ตอนนั้นนางทำไปเพียงสัญชาติญาณเท่านั้น
“ เ้าคิดจะทำอะไรไถ่โทษเื่นี้ หากข้าพอใจ ข้าจะคืนของให้เ้า“ เซียวหลงถามเด็กน้อย
“ข้าให้ท่านกัดคืนได้หรือไม่” นางหลุบตาแล้วหยั่งเชิงถามเขาเบาๆ
เซียวหลงยิ้มเยาะที่มุมปาก ก่อนเอนตัวไปพิงหินก้อนใหญ่ด้านหลังเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือแววเกียจคร้านอยู่หลายส่วน “ กัดเ้านอกจากจะทำให้เ้าเจ็บตัวแล้ว ดีไม่ดีข้าต้องรับผิดชอบเ้าอีก มิใช่ข้าจะเสียเปรียบหรอกหรือหากนี่เป็แผนการอันไร้สติของเ้าก็ถือว่าข้ามองเ้าผิดไปเสียแล้ว “
“ แผนการอะไร ไร้สติอันใด ข้าไม่เข้าใจ” นางเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาเจือแววงุนงงหากเขาจะต่อว่านาง ควรพูดจาให้ชัดเจน ลดความซับซ้อนลง แปลความเช่นนี้นางไม่ถนัดจริงๆ
“ ถ้าอะไรที่ข้าพอทำได้ ข้าจะทำให้ ท่านลองเอ่ยมาก่อน “ นางรีบกล่าวต่อกับเขาอย่างลืมตัวทันที
“ เ้าอ่านคัมภีร์เต๋าไปกี่เล่มแล้ว ท่องให้ข้าฟังหน่อย “ เขารุกไล่นางต่อด้วยน้ำเสียงสั่งการวางอำนาจ
กู้เซียนเซียนหน้าเสียทันที นางอ่านอักษรออกยังไม่กี่คำเองจะให้นางอ่านคัมภีร์เต๋าได้อย่างไร อย่างมากนางก็ไล่คัดออกมาเป็ตัวอักษรแต่หาได้เข้าใจความหมายของมันไม่
“ คุณชายสาม ข้าอ่านอักษรยากขนาดนั้นไม่ออก ที่ทำได้เพียงฝึกเขียนตามเท่านั้นท่านรอข้าสักหน่อยได้หรือไม่ หากข้าอ่านออกเขียนได้แล้ว จะท่องให้ท่านฟัง “นางรีบก้มหน้าตอบเสียงเบาเจือความเขินอายอยู่ในน้ำเสียง
เซียวหลงออกจะตะลึงกับคำตอบของนางอยู่บ้าง นี่นางอายุเท่าไหร่กันแล้วแค่คัมภีร์เต๋ายังอ่านไม่ออก
เขาค่อนข้างเอาตัวเองไปเทียบกับของคนอื่นอยู่บ้าง ตอนที่เขาอายุเท่านางเขาอ่านตำราทั่วไปออกหมดแล้ว ตำราเต๋าอาจจะยากไปสำหรับเด็กเช่นนาง แต่หากจะบอกว่าอ่านไม่ออกเลยนี่ก็ออกจะมากเกินไปซักหน่อยหรือนี่เป็แผนการหลบเลี่ยงเขา
ชายหนุ่มหรี่ตามองไปที่กู้เซียนเซียนทันที
การกระทำนี้ทำให้เซียนเซียนนึกว่าเขาดูแคลนนางอีกแล้ว
นางรีบต่อคำของนาง “ ข้าไม่อาจท่องให้ท่านฟังได้แต่สิ่งที่ข้าเรียนรู้มาจากอาจารย์ข้าเล่าให้ท่านฟังแทนได้” ทั้งหมดนี้เพื่อไม่ให้เป็การทำลายศักดิ์ศรีของนางมากจนเกินไป
“ หากเ้าเล่าไม่รู้เื่เล่า ข้าจะต้องรออีกนานแค่ไหนเ้าถึงจะอ่านตำราออก”เขายังคงถามย้ำไปที่จุดอ่อนของนาง
งาช้างย่อมไม่งอกออกมาจากปากสุนัขเช่นเ้าจริงๆ กู้เซียนเซียนมองเขาอย่างโกรธขึ้ง นางต้องใจเย็นเข้าต้องไว้ใจเย็นเข้าไว้เท่านั้น
นัยตาสีนิลของเขาจับจ้องมองนางราวกับพบตัวประหลาดเข้าแล้วจริงๆก่อนจะได้ยินเสียงเล็กใสๆดังแว่วออกมาเพียงแ่เบา
“ วิถีแห่งเต๋า คือ วิถีทางแห่งธรรมชาติ เป็เื่ของ หนทางสู่มรรคา,กฎ, จารีต, พิธีการ, คุณสมบัติ, กฎแห่งการย้อนกลับ, ธรรมชาติ, กฎแห่งธรรมชาติ …..” นางยังคงพูดต่อไปเรื่อยๆ ไม่หยุด โดยไม่แม้แต่จะหยุดคิด
ถึงตอนนี้เซียวหลงกลับเป็ฝ่ายเพ่งมองนางด้วยความประหลาดใจแทนจำต้องมองดูนางใหม่อีกครั้ง เด็กนี่ต้องใช้เวลาในการฟังมากี่รอบ ถึงจะพูดถึงหลักการแห่งเต๋าได้อย่างคล่องเคล่วเช่นนี้
ท่ามกลางน้ำเสียงอ่อนใสราวกับกิ่งไผ่ต้องสายลมที่หอบเอาความเย็นบางเบาผสานกับกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้พัดผ่านไปที่ร่างของคนสองคน เซียวหลงปล่อยใจเข้าสู่ภวังค์ไปกับการฟังหลักปฏิบัติง่ายๆที่นางเพียรเล่าให้เขาฟังไปเรื่อยๆสักพักเขาจึงค่อยๆหลับตาลง
“ เมื่อเหลาจื่ออยู่ในนครหลวงเป็ราชวงศ์โจว (周朝) เมื่อสภาพสังคมที่เสื่อมโทรมจึงได้ตัดสินใจผละจากไป ขี่ควายมุ่งสู่ทะเลทรายชมพูทวีป ระหว่างทางผ่านด่านหานกู่"อิ๋นสี่" ขุนนางดูแลด่านเนื่องจากได้ยินชื่อเสียงของท่านมานานจึงต้อนรับท่านด้วยมิตรจิตมิตรใจอันอบอุ่นก่อนจากไป อิ๋นสี่พูดกับท่านว่า "ท่านจะไปแล้วโปรดเขียนหนังสือสักเล่มให้เราเถิด" ครั้นแล้ว ท่านเหลาจื่อจึงเขียนหนังสือไว้“ …
เสียงเงียบหายไปชั่วขณะ ตอนที่เขาเริ่มรู้สึกผิดสังเกตุว่านางเว้นระยะการเล่านานเกินไปเสี้ยวขณะนั้นพลันได้ยินเสียงเลื้อยผ่านมาตามใบไผ่ที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นโดยรอบพื้นที่ที่พวกเขานั่งอยู่แม้จะเงียบมาก แต่ผู้ฝึกยุทธเช่นเขาก็ได้ยินอย่างชัดเจน จังหวะเดียวกับหินก้อนเล็กๆที่อยู่ด้านข้างเขาถูกซัดออกไปอย่างฉับพลันโดนเข้ากับหัวงูสีเขียวลายดำที่ด้านข้างเขาทันที
งูตัวนั้นไม่มีแม้แต่โอกาสจะเลื้อยหนีอีกต่อไป
เขามองดูไปที่ซากงู รู้ทันทีว่ามันไม่มีพิษต่อให้โดนกัดก็ไม่เป็อันตรายตอนนี้เองที่เขานึกขึ้นได้ว่าเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบริเวณนี้ เขารีบหันไปมองอีกด้านหนึ่งของเขาทันที
กู้เซียนเซียนนั่งตัวแข็งเกร็งอยู่บนหินอีกก้อนข้างๆเขา นางไม่ขยับเขยื้อนไม่ส่งเสียง ไม่ร้องไห้โวยวายเช่นที่นางเคยทำ เพียงจ้องมองไปที่ซากงูตัวนั้น
เขานั่งนิ่งมองนางอย่างไม่เข้าใจอยู่ชั่วขณะ
“ ทำไมไม่เล่าต่อ ” น้ำเสียงเขาแฝงความตำหนินางไว้กลายๆนางน่าจะเห็นงูตัวนั้นก่อน เหตุใดจึงไม่ส่งเสียงเตือนเขา หากเป็งูพิษ เขามิใช่ต้องกลับไปดื่มน้ำแกงยายเมิ่งแล้วหรือ
นางไม่ตอบสนองแก่เขา ดวงตายังคงไร้แววไม่ไหวติง นั่นทำให้เขายิ่งประหลาดใจจึงลุกขึ้นเดินเข้าไปไกล้ๆนาง
เขาโบกมือไปมาที่ด้านหน้าของนาง ยังคงไร้การตอบสนองเช่นเดิม
ตอนนี้เองที่เขาตระหนักได้แล้วว่าน่าจะมีอะไรผิดปกติกับนาง เขาคิดว่านางอาจถูกงูกัดจนใกลัวเซียวหลงรีบจี้สกัดจุดหลับของนางและอุ้มนางเดินตรงไปที่เรือนพักทันที
“ท่านแม่ ข้ากลัวท่านอย่าขังข้าไว้ในนี้เลย ท่านแม่ข้าขอร้องข้าจะเชื่อฟังท่าน ปล่อยข้าออกไปเถิด” ตอนนี้นางพึมพำไม่เป็ภาษา อยู่ในห้วงเวลาถูกกักขังที่ยาวนานหางตาของนางมีน้ำตาไหลออกมาเป็ทาง ตัวแข็งเกร็งกระตุกแต่กลับไร้วี่แววจะตื่นขึ้นมา
ตลอดปีที่ผ่านมา นางคิดเข้าข้างตัวเองมาตลอดว่านางจะไม่ถูกมารดารังเกียจอีกแล้วแต่เพราะอะไรกัน ทุกๆครั้งที่นางทำผิดกฏเกณฑ์ของมารดา แม้จะไม่ถูกทุบตีแต่ก็ถูกขังไว้ที่โรงเก็บฟืนทั้งคืน ทำเช่นนี้มิสู้ตีนางด้วยหวายดีกว่า นางกลัวความมืดกลัวทุกอย่างในห้องมืดนั้น แม้จะเป็ชั่วระยะเวลาเพียงคืนเดียว แต่กว่าจะผ่านไปได้ในแต่ละคืนช่างยาวนานเหมือนเป็สิบปีในความฝันนางไม่เคยออกไปจากห้องนั้นได้เลย
อาจารย์หญิง เซียวหลงต่างไม่รู้ว่านางกำลังดิ้นรนเพื่อหลุดพ้นเื่อะไรอยู่แม้คำพูดที่นางละเมอออกมานั้นก็ไม่อาจจับใจความได้ แต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมาก็สะท้อนความร้าวรานอย่างชัดเจนช่างไม่เหมือนกับกู้เซียนเซียนที่แสดงออกมาในเวลาปกติเลย
“ คุณหนู คุณหนูตื่นเถอะ เฝิงหรานอยู่ข้างๆท่านแล้ว” เฝิงหรานกล่าวปลอบนางอ่อนโยนขณะกุมมือเล็กๆที่แข็งเกร็งของนางไปด้วยเล็บของเด็กหญิงจิกเข้าไปที่หลังมือของเฝิงหรานจนเป็รอยแดงยาว
“ คุณหนู บ่าวอยู่ตรงนี้ท่านไม่เป็อะไรแล้ว “ หยดน้ำตาของเฝิงหรานกระทบลงบนหลังมือของกู้เซียนเซียน มีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ว่าที่ผ่านมาคุณหนูของนางต้องเผชิญกับอะไรมาบ้างทั้งๆที่สัญญากันไว้แล้วว่าจะไม่ร้องไห้อีก แต่ตอนนี้เป็นางเองที่ไม่อาจทำใจให้แข้มแข็งได้เมื่อเห็นสภาพของเด็กน้อยบอบบางยังนอนหลับไร้สติอยู่เช่นนี้
ในความฝันอันมืดมน หมอกควันปกคลุมหนาทึบ มองไม่เห็นแม้แต่เส้นทางที่จะก้าวเดินไปข้างหน้ากู้เซียนเซียนยังคงได้ยินเสียงเฝิงหรานเรียกนางอยู่ที่ไหนซักแห่งอย่างแ่เบา