ความรู้สึก ‘ชอบ’ ใครสักคนมันเริ่มต้นขึ้นตอนไหนกันนะ?
ผมเคยวาดฝันความรักใน่วัยรุ่นไว้ว่ามันคงจะเป็เื่ราวธรรมดาๆ เหมือนในซีรีส์เกาหลีที่พระเอกกับนายเอกเดินจับมือกันไปโรงเรียน คอยสบตาเขินๆ กันตอนทำกิจกรรม หรือซื้อของขวัญน่ารักๆ ให้กันในวันวาเลนไทน์ แต่ความจริงในตอนนี้ของผมมันกลับห่างไกลจากความฝันเ่าั้ลิบลับ
หัวใจของผมดันเตลิดเปิดเปิงไปตกหลุมรักพี่เลี้ยงจำเป็ร่างั์ลูกครึ่งไทย-เยอรมันอย่างพี่ไมค์เข้าเต็มเปา
มันไม่ใช่แค่เื่ทางกายแสนเร่าร้อนนอกตำราที่เขาปรนเปรอให้ผมทุกค่ำคืน แต่หัวใจดวงน้อยของผมมันเริ่มทรยศตัวเองและหวั่นไหวทุกครั้งยามที่เห็นหน้าเขา ทุกครั้งที่เขาเอื้อมมือหนามาลูบหัวผมด้วยความอ่อนโยน ทุกจังหวะที่เขาตั้งใจทำอาหารอร่อยๆ ให้ทาน หรือแม้แต่คำดุแสนนุ่มนวลยามที่ผมทำเลขผิด ทั้งหมดนั้นมันแทรกซึมเข้ามาในใจของผมจนผมกลายเป็คนเสพติด ‘พี่ไมค์’ ไปเสียแล้ว
ผมไม่อยากอยู่คนเดียวในคฤหาสน์หลังใหญ่นี้อีกต่อไปแล้ว... ขอแค่มีพี่ไมค์อยู่ข้างๆ เสียงบ่น เสียงหัวเราะ หรือแม้แต่เสียงเคาะโต๊ะหนังสือก็ทำให้ผมรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่าขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
แต่วันนี้... หัวใจที่พองฟูของผมกลับต้องแห้งเหี่ยวและหม่นแสงลงอย่างรวดเร็ว
บ่ายวันศุกร์ที่อากาศร้อนอบอ้าว พวกเรากำลังนั่งเรียนวิชาภาษาอังกฤษอยู่ที่โต๊ะตัวยาวในห้องโถงกลางบ้าน พี่ไมค์กำลังอธิบายข้อสอบการอ่าน (Reading Comprehension) อย่างตั้งอกตั้งใจ จู่ๆ โทรศัพท์สมาร์ตโฟนเครื่องหรูของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะก็สั่นครืดคราดเสียงดังขึ้นมา
ผมเหลือบตามองหน้าจอโดยอัตโนมัติ พบว่าเป็เบอร์ที่ไม่ได้บันทึกชื่อไว้ แต่ใบหน้าหล่อเหลาสุขุมของพี่ไมค์กลับเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อเห็นสายเรียกเข้าครานี้ ดวงตาสีเทาเข้มคูะนั้นวูบไหวราวกับมีความลับบางอย่าง
เขาไม่ได้กดตัดสายทิ้ง หรือกดรับสายทันทีต่อหน้าผมเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา แต่เขากลับคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วเงยหน้ามองผมด้วยแววตาที่ยากจะอ่านออก
"ลูกคลื่นครับ... พี่ขอตัวไปรับสายนี้สักครู่นะ ทำโจทย์ข้อต่อไปรอพี่ก่อนนะเด็กดี"
น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขายังคงอ่อนโยน ทว่าการที่เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วสาวเท้ายาวๆ เดินเลี่ยงออกไปทางประตูกระจกบานใหญ่ที่เชื่อมออกสู่ระเบียงสระว่ายน้ำด้านนอก แถมยังจงใจเลื่อนประตูปิดสนิทเพื่อไม่ให้เสียงพูดคุยเล็ดลอดเข้ามาในบ้าน มันทำให้ความมั่นใจในอกของผมพังทลายลงในวินาทีนั้นทันที
หัวใจของผมกระตุกวูบและดิ่งฮวบลงสู่หุบเหวแห่งความสงสัย
ทำไมต้องเดินออกไปคุยข้างนอก?
ทำไมต้องปิดประตูสระว่ายน้ำ?
ใครโทรมาหาเขา?
ผมพยายามก้มหน้ามองโจทย์ภาษาอังกฤษตรงหน้า แต่อักษรภาษาอังกฤษที่เคยเข้าใจกลับกลายเป็เส้นขยุกขยิกน่ารำคาญ สมองของผมหยุดทำงานโดยสิ้นเชิง ความคิดฟุ้งซ่านรุมเร้าเข้ามาประดังประเดในสมองไม่หยุดหย่อน หรือว่าเขาจะมี ‘แฟนตัวจริง’ อยู่แล้ว? หรือว่าปลายสายจะเป็สาวสวย หรือหนุ่มน่ารักที่คบหากันมาก่อนหน้านี้?
พอนึกถึงตรงนี้ อกซ้ายของผมก็ปวดหนึบจนแทบหายใจไม่ออก ความรู้สึกหึงหวงและกลัวการสูญเสียที่ผมไม่เคยััมาก่อนในชีวิตพุ่งสูงขึ้นจนดวงตาร้อนผ่าว
ผมวางดินสอลงบนโต๊ะเสียงดัง ตัดสินใจลุกขึ้นยืนแล้วย่องเท้าเปล่าก้าวเบาๆ ตรงไปหยุดยืนอยู่ที่หลังผ้าม่านผืนหนาใกล้ประตูกระจกสระว่ายน้ำ ผมแอบแหวกผ้าม่านออกเพียงช่องเล็กๆ ลอบมองแผ่นหลังกว้างไหล่สอบในชุดเสื้อยืดพอดีตัวของพี่ไมค์ที่ยืนหันหลังให้ผม
พี่ไมค์กำลังคุยโทรศัพท์... ร่างสูงใหญ่ยื่นพิงขอบราวเหล็กกั้นระเบียง มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์แนบหู ผมไม่สามารถได้ยินเสียงพูดคุยของเขาผ่านกระจกหนาได้เลย แต่สิ่งที่เห็นชัดเจนคาตาคือ ‘ใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มหวานเชื่อม’
เขาพยักหน้ารับคำ หัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างมีความสุข โครงหน้าคมคายฉายประกายผ่อนคลายและอ่อนโยนในแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนยามที่เขาอยู่กับคนอื่น รอยยิ้มแบบนั้น... รอยยิ้มอบอุ่นละมุนละไมที่ดูสนิทสนมและให้ความสำคัญกับคนปลายสายอย่างสุดซึ้ง
น้ำตาเม็ดใสเอ่อล้นคลอดวงตาของผมทันที ขอบตาแดงก่ำด้วยความโกรธระคนเสียใจและน้อยใจในโชคชะตา
เขายิ้มให้ใครขนาดนั้นกันน่ะ?
เขาหัวเราะกับใครสนิทสนมขนาดนั้น?
ถ้าเขามีคนในใจหรือแฟนอยู่แล้ว... แล้วเื่ราวเร่าร้อนแสนหวานที่เขาทำกับผมตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมาคืออะไรกันล่ะ? หรือสำหรับเขาแล้ว ผมเป็แค่ ‘เด็กดื้อบ้านรวย’ ที่ไร้เดียงสา อ่อนต่อโลก ที่เขาจ้างมาดูแลแล้วสามารถเอาเปรียบเพื่อความสนุกสนานทางกายยามแก้ขัดเท่านั้นเหรอ?
"คนใจร้าย... พี่เลี้ยงเฮงซวย..."
ผมกระซิบตัดพ้อในลำคอเสียงเบาหวิวรีบปาดน้ำตาออกจากแก้มลวกๆ ก่อนจะสะบัดตัววิ่งกลับมานั่งที่โต๊ะเรียนตามเดิม พยายามทำหน้าตานิ่งเฉยเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่พายุแห่งความช้ำชอกใจกำลังพัดกระหน่ำอยู่ในอกจนอกเสื้อเต้นตึบๆ
ห้านาทีต่อมา เสียงเลื่อนประตูกระจกบานใหญ่ดังขึ้น พี่ไมค์เดินกลับเข้ามาในห้องโถง กลิ่นน้ำหอมไม้สนและไอความร้อนจากแดดด้านนอกลอยมาทักทาย เขาวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะตามเดิมแล้วทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ ผมอย่างอารมณ์ดี
"ขอโทษทีครับลูกคลื่น คุยธุระนานไปหน่อย... เป็ยังไงบ้าง ทำโจทย์ไปถึงไหนแล้วเอ่ย?"
พี่ไมค์ถามน้ำเสียงทุ้มหวานยิ้มส่งมาให้ผม
ผมไม่ตอบ... ไม่ยอมเงยหน้ามองสบตาสีเทาคู่นั้นตรงๆ ผมเพียงแค่ชี้ดินสอไปที่หน้ากระดาษโจทย์ข้อสอบด้วยสีหน้านิ่งสนิทและบึ้งตึง
พี่ไมค์เลิกคิ้วหนาขึ้นเล็กน้อย สังเกตเห็นท่าทางผิดปกติอันแสนจะบึ้งตึงรวดเร็วของผม เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้พยายามจับจ้องใบหน้าหวานที่ก้มต่ำหลบสายตา
"ลูกคลื่นครับ... เป็อะไรหรือเปล่า? ทำไมจู่ๆ ก็เงียบไปล่ะครับ?"
"เปล่าครับ..."
ผมตอบเสียงห้วน สั้น และเ็าที่สุดเท่าที่จะทำได้
"เปล่าแต่ทำหน้าบึ้งตึงปากเชิดขึ้นขนาดนี้เนี่ยนะ? โกรธอะไรพี่หรือเปล่าหืม?"
พี่ไมค์เอื้อมมือหนาหวังจะมาลูบแก้มเนียนของผม แต่ผมกลับสะบัดหน้าหนีหลบมือเขาอย่างรวดเร็วและกระแทกดินสอลงบนโต๊ะเสียงดังปึ้ง
"เื่เรียนของผม! ผมอยากรีบทำโจทย์ให้เสร็จ พี่ไมค์ไม่ต้องมายุ่งกับผมหรอกครับ คุยโทรศัพท์เสร็จแล้วก็ปล่อยให้ผมทำงานเงียบๆ เถอะ"
ผมแหวใส่ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือระคนโกรธจัดและพยายามเก็บซ่อนหยาดน้ำตาที่เริ่มคลอเบ้าอีกครั้ง
พี่ไมค์นิ่งไปครู่หนึ่ง ั์ตาสีเทาเข้มจ้องมองผมอย่างพินิจวิเคราะห์ ก่อนที่มุมปากหยักลึกจะค่อยๆ โค้งยิ้มกว้างออกมาอย่างคนรู้ทัน แววตาเ้าเล่ห์พราวระยับฉายชัดเจนขึ้นมาประดับใบหน้าหล่อเหลา
"ลูกคลื่นครับ... อย่าบอกนะว่าเรา... แอบหึงที่พี่ออกไปคุยสายเมื่อกี้?"
คำพูดหน้าตายของเขาราวกับลูกศรที่พุ่งแทงใจดำอย่างจัง ผมสะดุ้งสุดตัวรีบเถียงหน้าดำหน้าแดง
"ใครหึง บ้าหรือเปล่า ผมจะไปหึงพี่เลี้ยงนิสัยไม่ดีอย่างพี่ทำไมกัน จะคุยกับกิ๊กกับแฟนที่ไหนก็เชิญเถอะครับ เื่ของพี่ไม่เกี่ยวกับผมสักนิด"
"ปากบอกไม่เกี่ยวแต่หน้าแดงฉ่า หูสีกระดังงาขึ้นสีแดงแจ๋ แถมน้ำตาก็คลอเบ้าขนาดนี้เนี่ยนะ?"
พี่ไมค์ไม่พูดเปล่า เขาขยับลากเก้าอี้เข้ามาจนเบียดกับผม รวบร่างกะทัดรัดของผมดึงขึ้นมานั่งบนตักแกร่งของเขาอย่างรวดเร็วโดยไม่ปล่อยให้ผมดิ้นหนี
"ปล่อยนะพี่ไมค์ ปล่อยผมลงเดี๋ยวนี้นะ คนนิสัยไม่ดี ไปคุยกับแฟนพี่ต่อเลยไป"
ผมทุบอกแกร่งบ่นประชดประชัน ดิ้นรนพล่านบนตักร้อนรุ่มทว่าท่อนแขนแข็งแรงเหมือนคีมเหล็กของเขากลับรัดเอวผมแ่ากอดรัดเข้ากับอกอุ่นจนขยับเขยื้อนไม่ได้
"เด็กดื้อเอ๋ย..."
พี่ไมค์หัวเราะทุ้มต่ำในลำคอด้วยความพึงพอใจอย่างที่สุด ก้มลงไซ้ซอกคอขาวลอบหอมแก้มเนียนเน้นๆ จนเสียงดังฟอด
"พี่ไม่มีแฟน ไม่มีกิ๊ก และไม่มีใครคนอื่นทั้งนั้นแหละครับ ปลายสายเมื่อกี้... พี่แค่คุยงานกับคนสำคัญของครอบครัวพี่เฉยๆ"
"คนสำคัญของครอบครัวเหรอ? คุยกันไปยิ้มหวานไป หัวเราะร่าเริงขนาดนั้นน่ะนะ! คิดว่าผมโง่หรือไง"
ผมค้อนขวับน้ำตาเม็ดใสไหลร่วงลงมาบนแก้มเพราะความช้ำชอกใจที่ปิดไม่อยู่
พี่ไมค์ชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเห็นหยาดน้ำตาของผม แววตาขี้เล่นเ้าเล่ห์ของเขาเลือนหายไปทันที แทนที่ด้วยความอ่อนโยนและเ็ปลึกซึ้งในดวงตา เขาใช้ปลายนิ้วชี้เรียวยาวเกลี่ยซับน้ำตาที่แก้มของผมอย่างเบามือและแสนรัก
"ลูกคลื่น... ฟังพี่นะ"
เขาประสานสายตาสีเทาเข้มสบประสานนิ่งแน่วแน่ลึกเข้ามาในดวงตาสั่นระริกของผม
"ปลายสายเมื่อกี้... คือแม่ของพี่เองครับ ท่านโทรมาถามเื่ตารางเรียนและความเป็อยู่ของเราสองคนเฉยๆ พี่ไม่ได้คุยกับแฟนที่ไหนทั้งนั้น"
"แม่พี่เหรอ?"
ผมอ้าปากค้าง สมองที่เคยฟุ้งซ่านหยุดชะงักไปทันที
"แล้ว... แล้วทำไมต้องเดินออกไปคุยข้างนอกล่ะครับ? ปิดประตูสระน้ำทำไม?"
"ก็เพราะม้าของเราฝากแม่พี่มาคุยเื่รายละเอียดส่วนตัวเกี่ยวกับความคืบหน้าของเรา และแม่พี่ชอบพูดจาล้อเลียนเื่ของเราสองคน พี่กลัวเราได้ยินแล้วจะเขินจนเตลิดไปอีกไงครับ พี่เลยต้องเดินเลี่ยงไปคุยข้างนอก"
พี่ไมค์อธิบายน้ำเสียงอบอุ่นและจริงจัง
"พี่ไม่มีใครอื่นนอกจากเราเลยนะลูกคลื่น... ั้แ่วันแรกที่พี่ย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังนี้ สายตาของพี่ อ้อมกอดของพี่ และหัวใจของพี่... มันมีแค่เด็กดื้อคนนี้คนเดียวเท่านั้นแหละครับ เชื่อใจพี่นะ"
คำสารภาพแสนอบอุ่นและั์ตาคมที่เต็มไปด้วยความรักใคร่จริงใจทำเอาหัวใจดวงน้อยของผมเต้นระรัวประหนึ่งจะะเิออก ความโกรธเคืองและหึงหวงสลายหายไปปลิดทิ้งหลงเหลือไว้เพียงความเขินอายฉายชัดเจนขึ้นมาประดับผิวแก้มและซอกคอขาว
"จริงนะ... พี่ห้ามหลอกผมนะพี่ไมค์..."
ผมกระซิบเสียงเบาหวิว ก้มหน้าซุกเข้าหาอกแกร่งอุ่นพึมพำอู้อี้อย่างแสนงอน
"จริงครับคนดี... ติวเตอร์คนนี้ไม่มีวันหลอกลูกศิษย์ที่น่ารักขนาดนี้แน่นอนครับ"
พี่ไมค์หัวเราะละมุนกอดกระชับร่างผมแน่นแนบอก โลกทั้งใบของผมกลับมามีสีสันแสนหวานและอบอุ่นอีกครั้งเพียงเพราะอ้อมกอดและคำยืนยันแสนดีของเขาเพียงประโยคเดียว