“คุณชาย” ฉีซื่อก้มหน้าเดินเข้ามาด้วยสายตานอบน้อม พลางเอ่ยเรียก
มู่เฉินหรี่ตา มองฉีซื่อด้วยสายตาไม่เป็มิตร แล้วกล่าวอย่างรำคาญใจ “ข้าบอกให้เ้าอย่ามากวนข้าไม่ใช่หรือไง”
มู่เฉินกำลังก้มหน้า ตามที่บันทึกไว้ในหนังสือต้นฉบับ มารดาบังเกิดเกล้าของมู่เฉินตายไปนานแล้ว มู่หย่วนเฟิงบิดาของเขาเป็นักปรุงโอสถ มักจะกักตนหลอมโอสถอยู่เป็ประจำ แม้จะรักใคร่เอ็นดูมู่เฉิน ทว่ามู่หย่วนเฟิงมีเวลาดูแลเอาใจใส่มู่เฉินน้อยมาก ทุกครั้งที่ก่อเื่ มู่หย่วนเฟิงก็จะออกมาตามล้างตามเช็ดให้เ้าของร่างเดิมเสมอเสมอ
ฉีซื่อแสดงท่าทีกระอักกระอ่วน พลางถามอย่างระมัดระวัง “คำพูดของคุณชาย ข้าย่อมจำได้ เพียงแต่คุณชายจวงอวี๋มาแล้วขอรับ”
มู่เฉินหรี่ตา แล้วมองฉีซื่ออย่างพิจารณา พลางเอ่ย “เขามาแล้วหรือ เขามาทำอะไร”
มู่เฉินหรี่ตา แม้ฉีซื่อจะแสดงท่าทีเคารพนอบน้อม แต่มู่เฉินรู้ว่า คนผู้นี้ไม่ได้เป็เหมือนกับที่แสดงออกภายนอก เนื่องจากคนผู้นี้คือตะปูที่มู่หย่วนหางลุงของมู่เฉินฝั่งเอาไว้ข้างกายมู่เฉิน
ดูจากความทรงจำ มู่เฉินในวัยเด็กนั้นว่านอนสอนง่าย พร์ในการหลอมโอสถก็ไม่เลว แต่ทว่า ั้แ่ที่เขาเริ่มจำความได้ คนผู้นี้ก็แอบลักลอบส่งของเล่นชนิดต่าง ๆ มาให้มู่เฉิน ถึงอย่างไรมู่เฉินก็อายุยังน้อย จิตใจยังไม่มั่นคง ไม่นานก็ค่อย ๆ ลุ่มหลงการกินดื่มเที่ยวเล่นสนุกสนาน สูญเสียเวลาส่วนใหญ่ไปโดยเปล่าประโยชน์
มู่เฉินค่อนข้างเกรงกลัวมู่หย่วนเฟิง มู่หย่วนหางก็เต็มใจช่วยมู่เฉินปิดบัง ดังนั้นมู่เฉินจึงใช้ชีวิตกินดื่มเที่ยวเล่นสนุกสนานได้ ‘ราวกับปลาได้น้ำ[1]’
มู่หย่วนเฟิงแม้จะพบว่ามู่เฉินหมกมุ่นอยู่กับการเล่นจนไม่แสวงหาความก้าวหน้า แต่ไม่ว่าจะอบรมกี่ครั้ง มู่เฉินก็ยังเป็เช่นนี้ นานวันเข้าก็ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย
ฉีซื่อเหลือบมองมู่เฉินทีหนึ่ง แล้วกล่าว “คุณชายจวงอวี๋มาคืนกระบี่วารีมรกต เขาบอกว่าไร้ผลงานมิอาจรับเบี้ยหวัด[2]ขอรับ”
“แล้วเขาเล่า” มู่เฉินถาม
“ไปแล้วขอรับ” ฉีซื่อกล่าว
“กระบี่เล่า” มู่เฉินถาม
มู่เฉินกลอกตาขาวในใจ ตามเนื้อเื่ในหนังสือ จวงอวี๋เป็บุรุษรูปงามที่ไม่กินดอกไม้ไฟของมนุษย์[3] มีความประพฤติสูงส่ง บุรุษรูปงามเช่นนี้ไม่มีเหตุผลให้ต้องเก็บสิ่งของของหนุ่มเ้าสำราญที่ไม่เอาไหนอย่างมู่เฉินไว้
มู่เฉินเย้ยหยันต่อสิ่งนี้ ต้องทราบก่อนว่า พร์ของจวงอวี๋มีจำกัด สามารถก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วก็เพราะว่ามีผู้พิทักษ์บุปผา[4]กลุ่มหนึ่งคอยช่วยเหลือเขาโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใดทั้งสิ้น คนผู้นี้แม้จะไม่รับกระบี่วารีมรกตของมู่เฉิน แต่ของของคนอื่น เขารับไปไม่น้อย
มู่เฉินรู้สึกว่าที่จวงอวี๋ไม่รับของกำนัลจากมู่เฉิน ประการที่หนึ่งคือความเสแสร้งจอมปลอม ประการที่สองคือไม่เข้าตา มู่เฉินซื้อกระบี่วารีมรกตด้วยศิลาทิพย์ห้าร้อยก้อน ทว่าในความเป็จริงนั้น คนผู้นี้ถูกคนหลอก กระบี่เล่มนี้อย่างมากก็มีค่าแค่ห้าสิบศิลาทิพย์เท่านั้น
มู่เฉินรู้สึกว่าหากมอบศิลาทิพย์ห้าร้อยก้อนให้จวงอวี๋ไปเลย จวงอวี๋อาจจะยอมรับง่ายกว่านี้
ฉีซื่อใจสั่น มองมู่เฉินแล้วกล่าว “อยู่ในที่ของข้าขอรับ”
มู่เฉินเป็คนนิสัยแปลกประหลาดไร้เหตุผล ของที่ให้ไปแล้ว ทิ้งแล้วก็จะไม่เอากลับมาอีก ดังนั้นฉีซื่อจึงเก็บกระบี่เล่มนั้นเองโดยพลการ คิดว่าในเมื่อจวงอวี๋ไม่รับไว้ มู่เฉินก็คงไม่พูดถึงเพราะกลัวเสียหน้า เขาก็แอบเก็บกระบี่ไว้เองได้
“อยู่ในที่ของเ้า เ้าคิดจะทำอะไร ยักยอกหรือ” มู่เฉินกล่าวด้วยสายตาไม่เป็มิตร
ฉีซื่อคุกเข่าโดยพลัน แล้วกล่าว “คุณชาย ข้าจะกล้าได้อย่างไร ข้ากลัวว่าท่านเห็นกระบี่เล่มนั้นแล้วจะไม่สบายใจขอรับ”
มู่เฉินหัวเราะหยันเบาๆ แล้วกล่าว “ไม่สบายใจหรือ ทำไมข้าต้องไม่สบายใจด้วย ไปเอากระบี่มา”
ฉีซื่อพยักหน้า แล้วขานรับ “ขอรับ!”
มู่เฉินสูดหายใจลึก ตามบทเดิม มู่เฉินจะต้องพิโรธอย่างหนักเพราะจวงอวี๋คืนกระบี่ให้เขา แล้วต่อสู้ไม่เลิกรากับเฉินม่อหรานหนุ่มเ้าสำราญผู้พิทักษ์บุปผาของจวงอวี๋ คนทั้งสองต่อสู้อย่างหนัก มู่เฉินและเฉินม่อหรานต่างก็ได้รับาเ็ไม่น้อย จึงเป็เหตุให้บิดาของมู่เฉินเกิดความบาดหมางกับสกุลเฉิน
เชิงอรรถ
^ หมายถึง การเจอคนที่นิสัยใจคอไปในทางเดียวกัน หรือการพบเจอสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับตน^ อุปมาว่า ไม่มีประโยชน์ให้ผู้อื่น ก็ไม่ควรรับของขวัญหรือการปฏิบัติพิเศษจากผู้อื่น^ อุปมาอุปไมยของลัทธิเต๋า เกี่ยวกับการสำรวมวาจา สำรวมตน และเรียบง่าย^ คนที่คอยปกป้องและตามจีบคนที่ตัวเองชอบ