บทที่ 4 ผ้าคาดศีรษะ
หลิวปี้ฉินยืนบิดผ้าเช็ดหน้าอยู่หน้าเรือน พลางมองเซียวอวี้เฉินที่จางเฝิงกำลังประคองขึ้นรถม้าอย่างเร่งรีบ แววตาของนางบ่งบอกถึงความกังวลและไม่วางใจเป็อย่างมาก
เซียวอวี้เฉินชะโงกหน้าออกจากม่านรถ ก่อนจะโบกมือให้นางเข้าเรือน “เ้ารีบเข้าเรือนเสียเถิด อย่าให้ลมหนาวต้องกาย”
หลิวปี้ฉินยิ้มรับ ทว่าสองขายังคงไม่เขยื้อน ด้านเซียวอวี้เฉินก็สั่งให้ฉางิออกรถ ทั้งที่ใจลึก ๆ จะยังรู้สึกไม่วางใจนัก
หลิวปี้ฉินมองตามรถม้าจนลับสายตา ก่อนจะคลายความกังวลและความห่วงใยที่ปรากฏบนใบหน้า แล้วหันไปกล่าวกับสาวใช้ข้างกายด้วยน้ำเสียงแ่เบา “กลับเถิด”
สาวใช้รับคำ พลางยื่นมือปิดประตูแล้วลงกลอน
หลิวปี้ฉินเป็ธิดาของฏ แท้จริงแล้วนางควรถูกขายเป็ทาส หากแต่เซียวอวี้เฉินใช้เส้นสายหลบซ่อนนางไว้ที่นี่ นางจึงไม่อาจออกไปเที่ยวเล่นได้อย่างง่ายดาย
ไม่อาจคาดคิดได้ว่าหากนางโดนพบเข้า แล้วจะทำให้เซียวอวี้เฉินเดือดร้อนหรือไม่ เมื่อถึงตอนนั้นนางคงไม่เพียงถูกจับกุมตัวไปเพื่อขายเป็ทาส
หลิวปี้ฉินกลับมานั่งลงหน้าโต๊ะอาหารภายในห้องรับรอง ความอยากอาหารมลายสิ้น สาวใช้เห็นดังนั้นจึงเอ่ย “ฮูหยินช่างตาขาวเสียจริง แต่ก่อนยังเชื้อเชิญคุณหนูให้ไปเล่นที่จวนโหวอยู่ร่ำไป อยากจะรับตัวคุณหนูไปเป็สะใภ้เสียจนตัวสั่น แต่พอเกิดเื่ขึ้นก็กลับหน้ามือเป็หลังเท้า โชคดีที่คุณชายใหญ่มิได้ลืมเลือนคุณหนูของบ่าว”
หลิวปี้ฉินกำผ้าเช็ดหน้าแน่น มุมปากปรากฏรอยยิ้มเ็า “ผู้คนในโลกล้วนเป็เช่นนี้ ตีตนให้เจริญแล้วเหยียบย่ำผู้อื่น แม้แต่ฮูหยินผู้สูงส่งก็เป็เช่นนั้น”
“แต่หากคุณชายใหญ่มีใจให้คุณหนู แม้จะเป็บิดามารดาก็ไม่อาจห้ามปรามบุตรได้” สาวใช้กล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน ต่อให้ฮูหยินเกลียดชังคุณหนูของนางสักเพียงใด แต่ก็ทำอันใดมิได้ไม่ใช่หรือ?
สีหน้าของหลิวปี้ฉินแปรเปลี่ยนเป็เย้ยหยันเช่นกัน ทว่าปากกลับเอ่ยขึ้น “ในภายภาคหน้า จวนโหวก็ต้องเป็ของพี่เฉิน เมื่อถึงครานั้น ผู้ใดเล่าจะห้ามพี่เฉินได้?”
สาวใช้หัวเราะคิก “คุณหนูกล่าวถูกแล้ว”
อารมณ์ของหลิวปี้ฉินดีขึ้นไม่น้อย ก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้อง ตราบใดที่นางคว้าหัวใจเซียวอวี้เฉินไว้ได้ จะมีเหตุอันใดให้ต้องเกรงกลัวฮูหยินเล่า?
ด้านฉางิก็เร่งขับรถม้ากลับจวนโหวหย่งหนิง เป็เหตุให้เซียวอวี้เฉินถูกแรงเหวี่ยงจนแทบอาเจียน
เมื่อรถม้าจอดสนิท จางเฝิงประคองเซียวอวี้เฉินลงจากรถม้า แล้วรีบเดินไปยังเรือนของถังซูอี๋ เมื่อไปถึงก็พบว่านางกำลังคุยเล่นอยู่กับเซียวอวี้จู หลังจากทานอาหารเสร็จแล้ว
“คุณชายใหญ่” สาวใช้นางหนึ่งที่เฝ้าอยู่ด้านหน้า เมื่อเห็นเซียวอวี้เฉินเดินมาก็รีบคำนับ
เซียวอวี้เฉินเดินตรงเข้าไปยังห้องโถง ก่อนจะคำนับถังซูอี๋ “ท่านแม่”
ถังซูอี๋เงยหน้ามองบุรุษเบื้องหน้า ผู้ที่ในนิยายกล่าวถึงรูปโฉมของเขาอยู่บ่อยครั้ง บุรุษผู้นี้รูปงามเลิศเลอ แม้แต่อู๋จิ้งอวิ๋นในอดีตชาติก็หลงใหลในตัวเขานัก
ทว่าเมื่อได้มาเห็นตัวจริง ถังซูอี๋ถึงกับตกตะลึงในรูปลักษณ์ที่งามสง่าเหลือเกิน
งดงามราวกับหยก ขนตางอนงามเฉิดฉาย ปลายจมูกโด่งเป็สัน ริมฝีปากแดงดั่งชาด งดงามยิ่งกว่าสตรีทั่วไป ทว่ามิได้มีกลิ่นอายของอิสตรีแม้แต่น้อย กอปรกับรูปร่างที่สูงระหงของเขาแล้ว ช่างเป็บุรุษรูปงามผ่องพรรณพร้อม
หากเปรียบกับยุคปัจจุบัน นี่คือใบหน้าที่จะทำให้โด่งดังได้ทั้งชาติ แม้จะมิมีความสามารถใด
“ท่านแม่” เซียวอวี้เฉินเห็นมารดามองตนจนใจลอย จึงเอ่ยเรียกอีกครั้ง
ถังซูอี๋ได้สติคืนมา ก่อนจะลุกขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ตามข้ามา”
ผู้มีรูปโฉมงดงามย่อมทำให้ผู้อื่นใจอ่อนได้ง่ายหนักหนา ทว่าถังซูอี๋ไม่เป็เช่นนั้น นางดิ้นรนจากพนักงานระดับล่างในบริษัทต่างชาติ กระทั่งขึ้นมาอยู่ในระดับสูง ใจของนางแข็งแกร่งไม่แพ้ก้อนหิน ไฉนเลยต้องมาใจอ่อนเพียงเพราะรูปโฉมของผู้อื่นกันเล่า?
บุตรชายคนโตผู้มีรูปโฉมงดงามผู้นี้ แท้จริงคือต้นเหตุแห่งความหายนะ หากมิสั่งสอนให้ถูกทาง จวนนี้จะต้องพินาศลงเสียเป็แน่
เซียวอวี้เฉินเดินตามถังซูอี๋ในทิศทางที่คล้ายจะไปศาลบรรพบุรุษ ส่วนในใจก็รู้สึกโกรธอยู่บ้าง เพียงเพราะไปอยู่เป็เพื่อนน้องฉินครู่เดียว ไยท่านแม่ต้องโกรธถึงเพียงนี้?
“ท่านแม่ ท่านแม่เฝ้าดูน้องฉินมาั้แ่น้อย ท่านแม่ย่อมรู้จักนิสัยใจคอของนางดี” เซียวอวี้เฉินพยายามเกลี้ยกล่อมมารดา
“ตระกูลหลิวล่มสลายแล้ว ท่านแม่ประสงค์ให้ข้าหมั้นหมายกับคุณหนูรองอู๋ บัดนี้ข้าก็รับคำแล้ว ขอให้ท่านแม่โปรดเมตตาให้น้องฉินเข้ามาอยู่ในจวนด้วยเถิด”
ถังซูอี๋หยุดเดินแล้วหันมามองเซียวอวี้เฉินด้วยสายตาเฉยเมย บุตรชายในวัยสิบเจ็ด ใบหน้ายังคงมีความไร้เดียงสาอยู่บ้าง เห็นได้ชัดว่าได้รับการปกป้องมาเป็อย่างดี
ต่างจากวัยสิบเจ็ดในยุคปัจจุบันที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลาย ยังคงใช้ชีวิตอยู่ในหอคอยงาช้าง ไม่รู้จักความยากลำบากของสังคม
ทว่าการศึกษาในยุคโบราณนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะการศึกษาของชนชั้นสูงในตระกูลขุนนาง พวกเขามุ่งเน้นการฝึกฝนกลยุทธ์และกลอุบาย เริ่มเรียนรู้ั้แ่อายุสามขวบ ท่องจำบทกวีเมื่ออายุห้าขวบ และเริ่มศึกษาคัมภีร์และประวัติศาสตร์ต่าง ๆ เมื่ออายุเจ็ดหรือแปดขวบ เมื่ออายุครบสิบเจ็ดหรือสิบแปดปี พวกเขาก็เข้าสอบจอหงวนได้แล้ว ต่างจากเซียวอวี้เฉินที่ยังคงวนเวียนอยู่กับเื่รัก ๆ ใคร่ ๆ
“ท่านแม่ น้องฉินเฝ้าคิดถึงท่านแม่เสมอมา นาง…”
“เงียบ!”
ถังซูอี๋ไม่้าพูดคุยกับผู้ที่หลงใหลในความรัก นางจึงหันหลังแล้วตรงไปยังศาลบรรพบุรุษ เซียวอวี้เฉินจำต้องเดินตามไป
ตระกูลเซียวนั้นเพิ่งมาตั้งรกรากในเมืองหลวงได้ไม่นานนัก หากนับย้อนไปหลายสิบปีก่อน พวกเขาเป็เพียงชาวนา การเติบโตของตระกูลเซียวเริ่มขึ้นในรุ่นของเซียวเฉิงคุน ปู่ของเซียวอวี้เฉิน เขาได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับฮ่องเต้พระองค์ก่อน จนได้รับการแต่ตั้งเป็ โหวหย่งหนิง ซึ่งเป็ตำแหน่งบรรดาศักดิ์ที่สืบทอดทางสายเืได้โดยไม่เสื่อมคลาย
ศาลบรรพบุรุษของตระกูลเซียวใหญ่โตนัก ทว่าบนแท่นบูชากลับมีเพียงสามป้ายิญญาเท่านั้น คือ ป้ายของท่านโหว ป้ายของฮูหยินแม่เฒ่า และป้ายของเซียวไฮว่ บิดาของเซียวอวี้เฉิน
ยามนี้พลบค่ำแล้ว แม้จะจุดเทียนไว้หลายเล่ม ภายในห้องก็ยังคงสลัว ห้องอันกว้างใหญ่ ทว่ากลับว่างเปล่า มีเพียงแม่ลูกที่ยืนอยู่หน้าป้ายิญญาทั้งสาม ถังซูอี๋รับรู้ถึงสถานะของตนเองได้เป็อย่างดีอีกครั้งก็ในยามนี้ ส่วนเซียวอวี้เฉินกลับไม่รู้สึกเช่นนั้น
ถังซูอี๋เห็นสีหน้าที่ไม่รู้สึกรู้สาของบุตรชาย นางจึงหรี่ตามองเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “คุกเข่าลงเสียตอนนี้”
“ท่านแม่ ท่านจะทำสิ่งใด?” เซียวอวี้เฉินรู้สึกว่ามารดาจะทำเื่เล็กให้เป็เื่ใหญ่ไปเสียแล้ว
ถังซูอี๋ไม่กล่าวสิ่งใด เพียงแค่มองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่ากลับทำให้เซียวอวี้เฉินรู้สึกถึงแรงกดดันอันมหาศาลที่มองไม่เห็น จนเผลอกัดริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว ก่อนหยิบผ้าคาดศีรษะที่หลิวปี้ฉินทำขึ้นมายื่นให้ถังซูอี๋ “น้องฉินฝากมาให้ท่านแม่ นางระลึกถึงความดีงามของท่านแม่เสมอมา นี่คือน้ำใจที่นางมีต่อท่านแม่"
ถังซูอี๋รับผ้าคาดศีรษะมา พลางก้มมองทับทิมสีแดงที่เปล่งแสงระยิบระยับ สวยงามยิ่งนัก นี่มันใช่สิ่งที่ธิดาของขุนนางฏที่ถูกริบทรัพย์ควรมีหรือ?
“อัญมณีนี้สวยงามนัก” ถังซูอี๋กล่าว
เห็นเช่นนั้น เซียวอวี้เฉินจึงคิดว่ามารดาคงชอบผ้าคาดศีรษะผืนนี้ ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยความโล่งใจ “ข้าให้สิ่งนี้เป็ของขวัญวันเกิดน้องฉิน นางชอบมาก นี่คือไมตรีจิตของนางที่มีต่อท่านแม่”
ถังซูอี๋ขมวดคิ้ว ยิ่งฟังก็ยิ่งเหมือนกำลังพูดจาประจบประแจง
ค่าใช้จ่ายเื่อาหารการกินและเครื่องใช้ของหลิวปี้ฉิน ล้วนมาจากจวนโหวหย่งหนิงทั้งสิ้น!!