ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยและลูกชายต่างก็เดินทางกลับตระกูลเซี่ยด้วยความโมโห ถึงแม้ทรัพย์สินที่ของนายท่านสามเซี่ยจะมีมากมาย แต่เนื้อหาในการขอตัดสัมพันธ์ยังเป็สิ่งที่ทำให้ทุกคนรู้สึกคับแค้นใจ หากมีคนมาถามถึงเหตุผลที่ครอบครัวสายสามขอตัดสัมพันธ์ออกไป พวกเขาคงทำได้แค่ยิ้มและเดินหนีไปเท่านั้น จะบอกว่าเื่นี้เป็ความคิดของฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยก็ไม่ได้ จะบอกว่าเป็ความ้าของครอบครัวสายสามเองก็ไม่ได้ เ้าเด็กเซี่ยลี่หยางคนนั้นคงได้เอาหนังสือคู่ฉบับไปติดประกาศไว้ที่หน้าประตูเมืองเป็แน่
ท่านอาสี่เซี่ยยังยืนอยู่ที่เดิม เขาไม่คิดว่าเื่จะบานปลายมาถึงขั้นนี้ เขาคิดว่าเื่ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะอารมณ์ชั่ววูบและความไม่รู้จักคิดของเซี่ยลี่หยาง “ลี่หยาง ครั้งนี้เ้าทำให้กลายเป็เื่ใหญ่โดยไม่จำเป็ ลำพังแค่แยกบ้านออกมาพวกเ้าก็ลำบากมากพออยู่แล้ว แต่นี่ถึงขั้นต้องตัดสัมพันธ์และแยกตัวออกจากตระกูล เ้าไม่กลัวว่าวันหน้าครอบครัวของเ้าจะไม่มีที่พึ่งหรือ”
เซี่ยลี่หยางมองท่านอาสี่เซี่ยด้วยสายตานิ่งเรียบ ความจริงแล้วครอบครัวของท่านอาสี่ล้วนเป็คนดี ไม่ว่าจะเป็อาสะใภ้สี่และเซี่ยจ้านถิงที่มีความสามารถโดดเด่น แต่การที่ครอบครัวของท่านอาสี่ถูกกดขี่อยู่ตลอดก็เกิดมาจากตัวของท่านอาสี่เองทั้งนั้น
“ท่านอาสี่ เราไม่สามารถเลือกบิดามารดาได้ แต่เราเลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีได้ หากท่านไม่คิดถึงตัวท่านเอง ท่านก็ต้องคิดถึงอาสะใภ้สี่และเซี่ยจ้านถิงให้มาก ท่านลองหันกลับไปดูว่าอาสะใภ้สี่ได้กินอิ่มนอนอุ่นเหมือนสะใภ้สายอื่นหรือยัง และเซี่ยจ้านถิงที่เฉลียวฉลาดกลับไม่มีโอกาสได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาร่วมกับหลานชายคนอื่น ในฐานะที่ท่านเป็หัวหน้าครอบครัว ท่านอยากให้พวกเขาใช้ชีวิตอยู่อย่างนี้ไปตลอดหรือขอรับ” เซี่ยลี่หยางยังพูดตรงประเด็นเหมือนเดิม
และคำพูดนั้นก็กระทบเข้าไปถึงหัวใจของท่านอาสี่เซี่ยจนรู้สึกปวดร้าวไปหมด ใช่แล้ว เป็เพราะเขาที่ทำตัวอ่อนแอเพราะคิดว่าตนเองเป็เพียงบุตรที่เกิดจากอนุ เขาจึงไม่กล้าเอาตัวเองไปเทียบกับพี่ชายและน้องชายคนอื่น ที่ภรรยาของเขายังมีเสื้อผ้าดีๆ ใส่ก็เพราะความเมตตาของพี่สะใภ้สาม ส่วนลูกชายที่เฉลียวฉลาดของเขาที่สามารถอ่านออกเขียนได้ก็เพราะความช่วยเหลือของพี่ชายคนที่สาม ท่านอาสี่เซี่ยน้ำตาไหลออกมาอย่างไม่อาย
“ลี่หยาง” ท่านอาสี่เซี่ยพูดปนสะอื้น “เ้าช่วยอาได้หรือไม่”
“ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน หากวันนี้ท่านตัดสินใจที่จะทำเหมือนครอบครัวข้า ท่านก็รีบกลับไปพูดกับท่านย่าให้เข้าใจ เื่หลังจากนั้นคงไม่ต้องให้ข้าบอกกระมัง”
“แต่อาสี่ยังไม่รู้ว่า...” ท่านอาสี่เซี่ยลังเล
“บ้านหลังเก่าของอาสะใภ้สี่คงพอให้พวกท่านได้พักอาศัย เอาไว้ท่านแก้ปัญหาตรงนี้ได้สำเร็จ พวกท่านค่อยมาหาข้าอีกครั้ง”
“อาสี่เข้าใจแล้ว ไม่เกินเจ็ดวัน อาสี่คงต้องมารบกวนเ้า”
ท่านอาสี่เซี่ยเดินกลับตระกูลเซี่ยไปด้วยความมุ่งมั่น ครอบครัวสายสามขอแยกตัวออกมานั้นเป็เื่ง่าย แต่ลูกอนุอย่างเขามันจะง่ายดายอย่างนั้นได้อย่างไร พี่ชายทั้งสองและน้องชายห้า รวมถึงแม่ใหญ่คงต้องสั่งโบยเขาก่อนเป็แน่ แต่เพื่ออนาคตของครอบครัว ขอแค่ออกจากบ้านหลังนั้นมาได้ เขาก็พร้อมที่จะสละชีวิต แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังหวังว่าเขาจะไม่ตาย เขายังอยากอยู่ดูแลภรรยาและลูกชาย รวมถึง...เขายังติดค้างน้ำใจของพี่ชายคนที่สามอยู่หลายเื่ หากเป็ไปได้ เขาจะขอติดตามครอบครัวสายสามไปตลอดชีวิต
“ท่านแม่ ท่านโทษในการตัดสินใจของข้าหรือไม่ขอรับ” เซี่ยลี่หยางถามมารดาเมื่อส่งแขกทุกคนกลับไปแล้ว
“แม่จะโทษเ้าได้อย่างไร หากแม่ต้องเผชิญหน้ากับเื่นี้เอง ผลลัพธ์ที่ได้คงเป็เราที่ถูกขับไล่ออกจากตระกูล แต่พอเป็เ้าจัดการ กลายเป็ท่านย่าที่้าให้เราแยกตัวออกมา คนที่เสียชื่อเสียงและต้องแบกรับคำด่าทอคงมีแต่ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยคนเดียวแล้ว” เซี่ยฮูหยินบอกกับลูกชาย
“เหวินซู ซิ่งเอ๋อ พวกเ้าเล่า พวกเ้าโทษในการตัดสินใจของข้าหรือไม่” เซี่ยลี่หยางหันไปถามน้องชายและน้องสาว
“ข้าไม่โทษท่านขอรับ” เซี่ยเหวินซูหันไปมองมารดา “การได้ออกมาจากครอบครัวใหญ่จะปลอดภัยกับท่านแม่ ข้าไม่ชอบที่ท่านลุงใหญ่กับท่านอาห้ามักจะให้คนมาคอยสอดส่องที่เรือนของท่านแม่”
“เหวินซู! เ้าอย่าพูดจาเหลวไหล” เซี่ยฮูหยินเตือนลูกชายเสียงดัง นางไม่คิดว่าลูกชายจะสังเกตเห็นเื่นี้แล้ว
เซี่ยลี่หยางกลับมองน้องชายอย่างสนใจ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ควรเตือน “เ้าเป็คนช่างสังเกตทีเดียว แต่เื่นี้ก็ไม่ควรพูดออกไปนะ เพราะมันจะกระทบต่อชื่อเสียงของท่านแม่”
“พี่ใหญ่ ข้าก็ไม่โทษท่านเ้าค่ะ ข้าชอบที่เราได้แยกครอบครัวออกมา และยังดีใจที่ท่านไม่ทิ้งครอบครัวของท่านอาสี่”
“พี่ใหญ่ขอฟังเหตุผลได้หรือไม่” เซี่ยลี่หยางถามน้องสาว
“มีหลายครั้งที่อาสะใภ้สี่กับพี่จ้านถิงมาเตือนข้ากับท่านแม่ให้ระวังอาหารที่ส่งมาจากท่านย่า พวกเขาบอกว่าหากท่านแม่กินอาหารของท่านย่าเข้าไป ท่านแม่จะล้มป่วยเ้าค่ะ”
“เื่นี้คือเื่จริงหรือขอรับ” เซี่ยลี่หยางหันไปถามมารดา
“สะใภ้สี่กับจ้านถิงเคยมาเตือนแม่จริง” เซี่ยฮูหยินถอนหายใจ “เป็เพราะเื่นี้ท่านพ่อถึงตั้งใจจะไปเชิญท่านตากับท่านยายให้มาอยู่กับเรา จากนั้นเราจะได้ใช้ข้ออ้างนี้เพื่อขอแยกบ้านออกมา แต่ไม่คิดว่าการเดินทางครั้งนั้นจะทำให้ท่านพ่อของเ้า...”
“ท่านแม่อย่าร้องไห้เลยขอรับ ข้าเชื่อว่าท่านพ่อจะต้องปลอดภัย” เซี่ยลี่หยางบอก “เอาล่ะ นี่ก็สายมากแล้ว ข้ากับเหวินซูจะไปที่โรงสุราก่อน”
“เช่นนั้นแม่กับซิ่งเอ๋อจะหัดทำอาหารตามตำราของเ้า” เมื่อนึกถึงว่าตัวเองจะได้เริ่มหัดทำอาหาร เซี่ยฮูหยินก็กลับมายิ้มได้อีกครั้ง
เซี่ยลี่หยางหันไปมองน้องสาว “เ้ากับท่านแม่ทำอาหารเป็เร็วก็ยิ่งดี ฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะเป็การสิ้นเปลืองวัตถุดิบในการฝึกฝน เพราะถ้าเ้ามัวแต่กลัวก็จะยิ่งสิ้นเปลืองวัตถุดิบมากขึ้น”
“ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะ เย็นนี้พี่ใหญ่กับพี่รองต้องกลับมาทานมื้อเย็นให้ได้นะเ้าคะ ข้าคิดว่าข้าคงทำอาหารอร่อยๆ ได้สักจานสองจาน” เซี่ยหรงซิ่งนึกไปถึงสูตรอาหารง่ายๆ อยู่สองสามอย่างที่ตัวเองเพิ่งอ่านเจอ และต้องยอมรับว่านางเรียนรู้ได้ไวมากทีเดียว
ณ ถนนหย่งเหออันเงียบเหงา ชายวัยกลางคนนั่งถอนหายใจอยู่หน้าโรงสุราด้วยท่าทางเศร้าสร้อย เซี่ยลี่หยางกับเซี่ยเหวินซูแหงนหน้าขึ้นมองป้ายหน้าร้าน ‘โรงสุราหยางซูซิ่ง’
ชายวัยกลางคนมองเห็นปลายเท้าสองคู่หยุดอยู่ตรงหน้า เขารีบเงยหน้าขึ้นมาทักทายเพราะคิดว่าเป็ลูกค้า แต่พอเห็นชายหนุ่มทั้งสอง เขากลับเมินคนตัวใหญ่แล้วหันไปทักทายคนตัวเล็กแทน “คุณชายรอง ท่านมาที่นี่ได้อย่างไรขอรับ”
“วันนี้ข้ากับพี่ใหญ่จะมาตรวจดูร้านค้าสักหน่อย” เซี่ยเหวินซูตอบ
“ยังจะมาตรวจดูอะไรอีก ไม่ใช่ว่าเขาพาคนมาดื่มกินจนร้านของเราใกล้จะเจ๊งแล้วหรือ” ถึงแม้ฝูเกาจะพูดเสียงเบา แต่เซี่ยลี่หยางกับเซี่ยเหวินซูก็ยังได้ยิน
“ไม่เจอกันนานเลยนะลุงฝู ใจคอจะไม่ให้ข้าเข้าไปนั่งด้านในสักหน่อยหรือขอรับ” เซี่ยลี่หยางพูดขึ้น
“หากข้าห้ามท่านจะฟังข้าหรือ อยากเข้าก็เข้ามาสิ” ฝูเกายังบ่นตามหลัง “เหอะ...ไม่เจอกันนานอะไร สองวันก่อนยังชวนสหายมาดื่มกินจนร้านเกือบจะล่มจมแล้ว”
เซี่ยลี่หยางไม่ได้ถือสา วันนี้เขาตั้งใจจะเข้ามาดูโรงสุราที่เป็กิจการที่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวว่ามีสภาพอย่างไร
“ลุงฝู ข้าขอชามาดื่มสักถ้วยเถิดขอรับ” เซี่ยเหวินซูพูดอย่างสุภาพ เพราะฝูเกาไม่ใช่แค่หลงจู๊ แต่ยังเป็สหายสนิทของบิดาด้วย
“เจ๋อกั๋ว! ยกน้ำชามาหนึ่งกา” ฝูเกาะโสั่ง
“มาแล้วท่านพ่อ น้ำชามาแล้วขอรับ” ฝูเจ๋อกั๋วยกถาดน้ำชาเข้ามา พร้อมกับรินชาใส่แก้วให้คุณชายทั้งสอง
เซี่ยลี่หยางกับเซี่ยเหวินซูยกชาขึ้นมาจิบ เซี่ยลี่หยางทำได้เพียงขมวดคิ้ว แต่เซี่ยเหวินซูกลับพ่นน้ำชาออกมาทันที
“พี่เจ๋อกั๋ว! ทำไมน้ำชาถึงได้มีรสชาติและกลิ่นอย่างนี้เล่าขอรับ ท่านแกล้งข้าหรือ” เซี่ยเหวินซูยังทำท่าบ้วนน้ำลายไม่เลิก
“โธ่...คุณชายรอง นี่เป็ใบชาที่ดีที่สุดที่เรามีแล้วขอรับ” ฝูเจ๋อกั๋วตอบ พร้อมกับหันไปมันเซี่ยลี่หยาง “ทุกวันนี้กิจการของเรามีแต่ติดลบ อีกไม่นานโรงสุราแห่งนี้คงต้องปิดตัวลงแล้ว”
เซี่ยลี่หยางล้วงลงไปในถุงที่เขาถือติดมือมาด้วยแล้วยื่นห่อกระดาษใบหนึ่งให้ฝูเจ๋อกั๋ว “ข้าพกใบชาติดตัวมาพอดี เ้าช่วยไปต้มชามาใหม่ แล้วก็เอาแก้วมาเผื่อสักหลายใบ วันนี้ข้ามีเื่จะปรึกษาเ้ากับลุงฝูหลายเื่”
ฝูเจ๋อกั๋วคว้าห่อกระดาษไปอย่างแรง แต่ไม่นานเขาก็วิ่งออกมาพร้อมกาน้ำชากลิ่นหอมฉุย
“คุณชายใหญ่ นี่คือใบชาชนิดใดหรือขอรับ” ฝูเจ๋อกั๋วถามอย่างสนใจ “น้ำชามีสีเขียวอ่อนใส กลิ่นของชาให้ความรู้สึกหอมหวาน พอดื่มไปแล้วก็ให้ความรู้สึกเย็นสบาย”
“เ้าพูดเกินไปหรือเปล่า” ฝูเกาไม่เชื่อลูกชาย แต่พอเขาได้จิบชา “ชาดี!”
เซี่ยลี่หยางแอบคิดในใจ ก็เป็ชาดีน่ะสิ ก่อนที่ข้าจะทะลุมิติมา ชาชนิดนี้ถือเป็ชาอันดับหนึ่งที่ได้นำมารับรองแขกคนสำคัญของประเทศเชียวนะ เซี่ยลี่หยางจิบชาเช่นกัน “ชานี้เรียกว่าชาหลงจิ่ง”
“เอ่อ...คุณชายใหญ่ ใบชาห่อนี้...” ฝูเกาเป็คนที่ชอบดื่มชา เขาอยากจะเก็บชาห่อนี้ไว้
“ท่านเก็บไว้ได้เลย หากคิดว่าในอนาคตเราจะเปิดโรงน้ำชาขึ้นมาอีกสักแห่ง เราค่อยมาพูดเื่นี้กันอีกที” เซี่ยลี่หยางตอบ
“หากมีชาดีเช่นนี้มาขาย รับรองว่ากิจการของตระกูลเซี่ยเราต้องมีคนมาอุดหนุนไม่ขาดสายแน่นอนขอรับ”
“ข้ายังมีชาดีอีกหลายชนิด แต่นั่นเอาไว้เป็เื่ของอนาคตเถิด เพราะวันนี้ข้าตั้งใจจะมาปรึกษาท่านเื่โรงสุราของเรา”
“คุณชาย! ท่านอย่าขายโรงสุราของนายท่านเลยนะขอรับ” ฝูเกาเลิกสนใจใบชาชั้นยอดนั้นทันที เขารีบคุกเข่าให้เซี่ยลี่หยาง
ฝูเจ๋อกั๋วก็คุกเข่าลงตามบิดา “ตอนนี้กิจการของนายท่านสามเซี่ยเหลือเพียงโรงสุราแห่งนี้เท่านั้น คุณชายใหญ่อย่าขายมันเลยนะขอรับ”
ปฏิกิริยาเช่นนี้อีกแล้ว ไม่ว่าข้าจะเอ่ยปากถามถึงสมบัติของครอบครัวจากใครก็ต้องเจอสถานการณ์ชวนอึดอัดแบบนี้ เซี่ยลี่หยางได้แต่ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย เซี่ยลี่หยางร่างเดิมเป็ตัวผลาญสมบัติอย่างแท้จริง