บทที่ 1
ยุคสมัยแห่งการสิ้นสุด
ปีเกาเทียนที่ยี่สิบแปด วันที่หนึ่ง เดือนหนึ่ง ควรเป็วันที่เหล่าผู้คนในแว่นแคว้น ‘เกาหลง’ อันแสนยิ่งใหญ่ ออกมาเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่อย่างสนุกสนานร่าเริงและมีความสุข ทว่า ทุกอย่างไม่ได้เป็ดังเช่นที่ผ่านมาเหมือนทุก ๆ ปี แผ่นดินที่ลุกเป็ไฟจากการทำามานับสิบปี บัดนี้ ไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว
ทุกอย่างล่มสลาย ไร้ซึ่งราชวงศ์ ไร้ซึ่งขุนนาง ไร้ซึ่งบ้านเมือง ไม่เพียงแค่แคว้นเกาหลงเท่านั้น แม้แต่แคว้นอื่น ๆ ที่ทำามาด้วยกัน ต่างถูกไฟไหม้มอดมลายหายไปจนหมดสิ้น สิ้นแล้วซึ่งแผ่นดินและยุทธภพที่ถูกปกครองโดยเหล่าเชื้อพระวงศ์
มนุษย์หลายต่อหลายรุ่นล้วนฝักใฝ่ในอำนาจ แก่งแย่งชิงดี ฆ่าฟันพี่น้อง เพียงเพื่อครองบัลลังก์และเป็หนึ่งในใต้หล้า นักทำนายล้วนมองเห็นแต่ความวิบัติที่รออยู่เบื้องหน้ามานานแสนนาน จนกระทั่งรุ่นสุดท้ายได้สิ้นสุดลงในปีนี้ าระหว่างพี่น้อง ระหว่างเมือง ระหว่างแคว้น ลุกลามใหญ่โตมากที่สุดในประวัติศาสตร์
์พิโรธต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ และได้ประทานความสูญเสียให้กับมนุษย์เป็ไปตามดั่งคำทำนาย เปลวเพลิงแห่งความพิโรธกวาดล้างแผ่นดินจนไม่หลงเหลือสิ่งใดให้ใฝ่หาอีก มนุษย์อันน้อยนิดที่ยังเหลือรอด ถูกเผ่ามาร เผ่า์ และเผ่าพันธุ์อื่น ๆ ออกตามล่า นี่เป็การแก้แค้นที่พวกมนุษย์เคยจับพวกมันเผาทั้งเป็ ฝังทั้งเป็ และอีกมากมาย เพียงเพราะแตกต่างจึงถูกกล่าวหาว่าเป็ตัวหายนะและกาลกิณีบ้านเมือง
์ไม่คิดใจดีกับมนุษย์บาปหนาอีกต่อไป ไม่ว่ามนุษย์จะอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมายแค่ไหน แต่โอกาสนั้นจบสิ้นแล้ว ์หมดสิ้นแล้วซึ่งความเมตตาตตุ่์ เพียงไม่นาน เผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอที่สุดแต่กลับยกตนขึ้นเป็ใหญ่ หลงระเริงในอำนาจ......ก็หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ของยุทธภพ
ปีเกาเทียนที่เก้าสิบ วันที่ยี่สิบ เดือนสาม เผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งเริ่มขึ้นมาเป็ใหญ่ในแผ่นดินยุทธภพมากขึ้น การต่อสู้ไม่ได้โหดร้ายป่าเถื่อนเท่ามนุษย์ แม้มีาแต่ก็รักพี่น้องครอบครัว ไม่คิดทอดทิ้งสายเื นั่นคือสิ่งสำคัญที่ทำให้์ยังเมตตาไว้ชีวิตเผ่าพันธุ์เหล่านี้ ให้มีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ถูกกวาดล้างไปพร้อมกับมนุษย์เหมือนเมื่อเกือบร้อยปีก่อน
การแย่งชิงอำนาจยืดเยื้อมาจนถึงปีนี้ จึงก่อตั้งเป็กลุ่มพันธมิตรขึ้นมา เพื่อไม่ให้์เกิดพิโรธเหมือนกับพวกมนุษย์อีก เกิดเป็สี่แผ่นดินที่ยิ่งใหญ่ซึ่งถูกปกครองโดยสี่เผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุด
แผ่นดิน ‘ฟู่’ ถูกปกครองโดย ‘เผ่าปีศาจ’ เป็เผ่าพันธุ์ครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์ มีความสามารถด้านการใช้พลังจากธรรมชาติ มีมนต์มายาที่น่ากลัวเพื่อใช่หลอกล่อเหยื่อ เป็เผ่าพันธุ์ที่มีรูปโฉมงดงามมากที่สุด ยามปกติจะรักสงบ แต่กับศัตรูจะดุร้ายและโเี้มาก และสิ่งที่โปรดปรานมากที่สุด ย่อมเป็หัวใจสด ๆ จากเผ่าพันธุ์อื่น
แผ่นดิน ‘จิน’ ถูกปกครองโดย ‘เผ่าอสูร’ ค่อนข้างคล้ายคลึงกับเผ่าปีศาจ แต่เผ่าอสูรสามารถกลายร่างเป็สัตว์ได้ ความแข็งแกร่งทางกายภาพนับว่าอยู่ในระดับสูง เน้นการใช้กำลังจากพลังภายในกาย มีนิสัยค่อนข้างดุร้ายและป่าเถื่อน เป็จอมหาเื่และจอมวิวาทอันดับหนึ่ง เป็เผ่าพันธุ์ที่ไม่น่าคบหาด้วยเท่าไหร่
แผ่นดิน ‘ไป๋’ ถูกปกครองโดย ‘เผ่า์’ ซึ่งเดิมทีอาศัยอยู่บนแดน์ แต่เพื่อป้องกันไม่ให้ยุทธภพต้องลุกเป็ไฟเหมือนที่เคยเป็ด้วยน้ำมือของมนุษย์อีก จึงต้องคานอำนาจเป็กลางอยู่ในยุทธภพ คอยเก็บกวาดพวกที่ทำผิดกฎ์ ไม่สุงสิงกับเผ่าใดเป็พิเศษ
สุดท้าย แผ่นดิน ‘หาน’ ถูกปกครองโดย ‘เผ่ามาร’ เดิมทีอาศัยอยู่ในแดนมารเฉกเช่นเดียวกับเผ่า์ แต่เพราะเผ่ามารนั้นแข็งแกร่งเกินไป เปรียบเสมือนความสมบูรณ์แบบที่รวมความสามารถของทั้งสามเผ่าพันธุ์เอาไว้ที่เผ่ามารเลยก็ว่าได้
ด้วยความที่ไม่ชอบความวุ่นวาย เผ่ามารจึงยอมขึ้นมาคานอำนาจอยู่ในแดนมนุษย์ แสดงให้เห็นว่ายอมเข้าร่วมการเป็พันธมิตรกับอีกสามเผ่า ไม่คิดเป็ใหญ่ในใต้หล้าเพียงหนึ่งเดียวแต่อย่างใด
กลุ่มพันธมิตรสี่เผ่าพันธุ์สี่แผ่นดินยืนยาวมานับสิบปี เหล่าผู้อยู่ใต้การปกครองต่างคิดว่าเป็เพราะเกรงกลัวต่อความพิโรธของ์ เื่ราวจึงได้กลายเป็เช่นนี้สืบมา แต่มันเป็เพียงความจริงด้านหนึ่งเท่านั้น แท้จริงแล้ว เป็เพราะ ‘หลงเฟยิ’
หลงเฟยิ คือ ‘จอมมาร’ ที่แข็งแกร่งที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ ั้แ่ที่ทุกดินแดนได้ถือกำเนิดขึ้น เป็มารอัจฉริยะที่สามารถรวมแผ่นดินแดนมารเข้าด้วยกันได้มากถึงสิบแผ่นดิน!! ตลอดชีวิตไม่เคยเลยที่จะพ่ายแพ้ผู้ใด บ้างก็ว่าใจดี บ้างก็ว่าน่ากลัว ตัวตนของเขาช่างแสนลึกลับ แต่กระนั้น ผู้คนก็ยกย่องให้เขาเป็จอมมารที่เหนือมารและเผ่าพันธุ์อื่น ๆ ทั้งปวง
ครั้งหนึ่ง หลงเฟยิได้ถูกล่อลวงให้เข้าไปในส่วนที่ลึกที่สุดของแดนมาร ที่แห่งนั้นถูกเรียกว่า ‘ดินแดนแห่งความว่างเปล่า’
ใครก็ตามที่หลงเข้าไปในนั้น จะถูกความทรมานกัดกินจิตใจจนไม่อาจทานทนได้ หากไม่ตายก็ต้องกลายเป็บ้า
หลงเฟยิหลงกลเพราะคิดว่าสหายรักหลงเข้าไปที่นั่น ยามเมื่อรับรู้ว่าถูกหลอกก็สายไปเสียแล้ว......นับร้อยปีที่หลงเฟยิหายเข้าไปในดินแดนนั้น
ผู้คนต่างคิดว่าเขาตาย แต่เปล่าเลย ความทรมานที่เขาได้รับไม่ได้ทำให้เขาตาย ไม่ได้ทำให้กลายเป็บ้า ตรงกันข้าม ดินแดนแห่งความว่างเปล่ายอมรับหลงเฟยิ เมื่อเขาปรากฏกายออกมาอีกครั้งนิสัยก็เปลี่ยนกลับสลับขั้ว พาลความแค้นของตนกวาดล้างทุกดินแดนจนแทบสิ้น!!
โเี้ ทารุณ ไร้ซึ่งความเมตตา และสังเวยทุกชีวิตที่เกี่ยวข้องกับแผนการลอบสังหารเขาเข้าไปในดินแดนแห่งความเปล่าทุกคน!!
ตัวตนของหลงเฟยินับแต่นั้นมา เป็ที่หวาดผวาต่อผู้คนยิ่งนัก ผู้คนต่างก่นด่าสาปแช่งผู้ที่ริเริ่มส่งหลงเฟยิเข้าไปที่นั่น!
ตัวตนที่แข็งแกร่งปานนั้นกลับคิดสั้นกล้าท้าทาย ผลสุดท้ายต้องมารับเคราะห์กันไปหมด หากไม่ให้สาปแช่งผู้ที่ท้าทายจอมมาร ก็ไม่รู้จะต้องโทษฟ้าโทษดินที่ไหนแล้ว!!
ไม่ว่าผู้ใดที่คิดสังหารเพื่อลบล้างความบ้าคลั่งนี้ออกไปก็ไม่อาจทำได้แม้แต่คนเดียว! ผู้ที่ถูกดินแดนแห่งความว่างเปล่ายอมรับคือผู้ที่ได้รับชีวิตอันเป็นิจนิรันดร์เหนือวัฏสงสาร! แม้เป็คำสาป แต่สำหรับเหล่าผู้คนที่ต้องรับเคราะห์ มันคือฝันร้าย!!
์ไม่อาจปล่อยให้หลงเฟยิบ้าคลั่งไปมากกว่านี้ จึงร่วมมือกับเผ่ามารสร้าง ‘เขตแดนสิบสังเวย’ ซึ่งต้องใช้เทพและมารรวมสิบชีวิตเพื่อสังเวยในการสร้างเขตแดนนี้ขึ้นมา
เขตแดนถูกสร้างขึ้นเพื่อผนึกจอมมารหลงเฟยิเอาไว้ในดินแดนแห่งความว่างเปล่า ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่คิดย่างกรายเข้าไปเฉียดที่นั่นอีก หากกล่าวให้ถูกต้อง ตราบใดที่เขตแดนยังทำหน้าที่ผนึกจอมมารเอาไว้ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถเข้าไปในดินแดนแห่งความว่างเปล่าได้
ก่อนจะถูกผนึก จอมมารหลงเฟยิได้กล่าวไว้ว่า......ตราบที่ชีวิตยังคงอยู่ ข้าจะหวนคืนกลับมา......
หลังจากนั้น ก็หลับใหลอย่างสงบมานานนับล้านปี บางส่วนยังคงมีหวังว่าการกลับมาของจอมมารอาจทำให้เขาได้สติและกลับไปเป็จอมมารผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดอีกดังเช่นกาลก่อน แต่ก็เป็เพียงส่วนน้อยที่คาดหวัง เพราะส่วนใหญ่ล้วนคิดว่า หากจอมมารตื่นขึ้นมาจากผนึกได้จริง ๆ คงไม่แคล้วล้างแค้นทุกดินแดนจนมอดไหม้สูญสลายไป
มนุษย์ที่ถูก์กวาดล้างไปเมื่อไม่นานมานี้ นับเป็ตัวอย่างที่น่ากลัว ที่ทำเอาเผ่าพันธุ์อื่น ๆ ล้วนนั่งกันไม่ติดที่!
์เคยกล่าวไว้ว่า เขตแดนสิบสังเวยไม่สามารถพังทลายลงได้ มันคือการปิดผนึกถาวร สิ่งที่ถูกผนึกไม่มีวันฟื้นตื่นขึ้นมาได้ชั่วนิจนิรันดร์ ผู้คนอยากจะเชื่อเช่นนั้นแต่คำที่จอมมารได้กล่าวทิ้งท้ายเอาไว้ก็น่าหวาดหวั่นและชวนให้ลังเล จนเป็ที่มาของกลุ่มพันธมิตรสี่ดินแดนที่เห็นพ้องต้องกันว่า ป้องกันไว้ดีกว่ามานั่งแก้ทีหลัง
ไม่ว่าผนึกนั่นจะถูกทำลายได้หรือไม่ การเตรียมพร้อมรับมือกับจอมมารหลงเฟยิที่ไม่รู้ว่าจะมาดีหรือมาร้ายหรือว่าอาจจะไม่มา ย่อมเป็การดีที่สุด
อีกทั้งการเป็พันธมิตรยังเอื้อประโยชน์ในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย เพราะไม่มีพวกมนุษย์มานั่งทำตัวเป็ลูกัลูก์ให้รกหูรกตาอีกแล้ว จึงมีแต่ได้กับได้ไม่เสียหายอะไร ์อาจจะอารมณ์ดีประทานโชคลาภหล่นทับให้อีกต่างหาก!!
จวบจนทุกวันนี้ ปีเกาเทียนที่หนึ่งร้อย นับเป็เวลาครบสองล้านปีเต็ม! ที่จอมมารหลงเฟยิถูกผนึกให้หลับใหลในเขตแดนสิบสังเวยที่ดินแดนแห่งความว่างเปล่า
.
.
.
แดนมารเขตสิบ คือเขตสุดท้ายที่อยู่ใกล้ดินแดนแห่งความว่างเปล่ามากที่สุด เป็เขตสุดท้ายในแดนมารที่ได้รับการดูแลน้อยที่สุด มารในเขตสิบนิสัยไม่ค่อยน่าคบหาสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่เป็อดีตนักโทษเสียด้วยซ้ำ!
และหนึ่งในนักโทษที่น่าเวทนาที่สุด ที่ถูกส่งตัวมาที่เขตสิบหลังถูกปล่อยตัว นั่นก็คือ ‘อวี๋ซุนเย่’ บุตร ‘เกอ’ ของตระกูลพ่อค้าอวี๋
ั้แ่เกิดมาจนกระทั่งอายุได้ห้าปี อวี๋ซุนเย่ก็มีปานดอกเถาฮวา* ปรากฏขึ้นที่หลังมือขวา ครอบครัวตระกูลอวี๋ต่างดีใจไม่น้อยที่บุตรชายของตนเป็เกอ เพราะเกอคือบุรุษผู้มีดวงชะตาตั้งครรภ์ดุจดั่งอิสตรี บุตรที่เกิดจากเกอจะนำมาซึ่งโชคลาภและพลังที่แข็งแกร่ง แต่จำนวนของเกอที่เกิดขึ้นมีน้อยนิดยิ่งนัก เกอจึงมีค่ามากเสียยิ่งกว่าอิสตรีเสียอีก
แต่ทว่า อวี๋ซุนเย่ไม่เคยดีใจ เพราะความรักที่เขาได้รับมัน ‘จอมปลอม’
เขาเกิดมาจากครรภ์ของสตรีชั้นต่ำขายเรือนร่าง นายท่านอวี๋เมตตาเอ็นดูนางให้ได้ตบแต่งเข้ามาเป็อนุแล้วจึงกำเนิดอวี๋ซุนเย่ออกมา นานวันความโปรดปรานก็หมดลง เขาจึงเป็เพียงบุตรอนุที่บิดาไม่ใส่ใจ พี่น้องคนอื่นก็ไม่ใส่ใจ......ไม่มีใครใส่ใจเลย แม้แต่มารดาผู้ให้กำเนิด
เขาอยู่อย่างโดดเดี่ยวและถูกหล่อหลอมให้กลายเป็มารที่เก็บตัวและเ็า แต่พอรู้ว่าเขาเป็เกอ ก็มาแสร้งทำดีและยกยอปอปั้น
พี่น้องคนอื่นที่อิจฉาในวาสนาการเป็เกอของซุนเย่ ก็เริ่มรังแกเขาลับหลังบิดา เขาไม่ตอบโต้ ไม่ใส่ใจ ไม่เสวนาใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะเขาถูกความโดดเดี่ยวหล่อหลอมมาจนกลายเป็ความเ็าและน่ากลัว ไม่มีใครรู้ว่าหากเมื่อใดที่ซุนเย่โมโห มันน่ากลัวมากแค่ไหน......เพราะคนที่รู้มันไม่เคยมีชีวิตรอดมาบอกกล่าว
อวี๋ซุนเย่เติบโตมาจนเข้าวัยสิบหกปี ก็เริ่มถูกแม่สื่อจัดหาคู่หมั้นคู่หมายให้ไม่เว้นวัน แม้เป็เพียงบุตรตระกูลพ่อค้าและยังเกิดจากมารดาที่เป็อนุอดีตนางโลม แต่ศักดิ์ของเกอย่อมสูงค่ามากพอที่ทำให้เขาไต่ขึ้นไปเป็ถึงฮูหยิน รองได้ไม่ยาก
แล้วก็เป็ไปตามคาด ในที่สุด อวี๋ซุนเย่ก็ได้ตบแต่งเป็ฮูหยินรองของตระกูล ‘หม่า’ ซึ่งเป็ตระกูลพ่อค้าเช่นเดียวกันแต่ร่ำรวยกว่ามาก
การรับมือกับบรรดาอนุและฮูหยินใหญ่ของนายท่านหม่าไม่ได้ยากเย็นเท่าไหร่นัก เพราะซุนเย่ไม่เคยใส่ใจสิ่งรอบข้างใด ๆ อยู่แล้ว
แม้แต่ในยามเข้าหอซุนเย่ก็ยังคงไว้ซึ่งความเ็า นายท่านหม่าจึงหมดอารมณ์และไม่ได้ล่วงเกินเขา กลายเป็ว่าหมดความโปรดปรานไปในทันที เพียงให้ตำแหน่งฮูหยิน รองไว้เพื่อประดับบารมีในฐานะที่เป็เกอเท่านั้น
ในปีเกาเทียนที่เก้าสิบแปด ฮูหยินใหญ่ตระกูลหม่าตั้งครรภ์ แต่กลับถูกวางยาพิษจนเกือบแท้งบุตร ยามที่ยาพิษถูกพบในห้องนอนของซุนเย่และสภาพของคนป่วยที่เสแสร้งสิ้นดี เขาก็รู้ตัวแล้วว่าฮูหยินใหญ่เป็มารดาที่น่ารังเกียจที่สุด เป็ครั้งแรกในชีวิตที่เขาเริ่มรู้สึกรังเกียจในบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาอย่างจริงจัง
เ้าหน้าที่กรมอาญาที่สอบสวนเขาถามคำถามที่เรียบง่ายออกมาเพียงคำถามเดียว และเขาก็ตอบกลับไปสั้น ๆ ด้วยท่าทางที่เฉยชาว่า......ใช่ ข้าทำ......
ต่อให้ต้องถูกคุมขังหรือลงโทษอะไรก็ตาม แต่การได้เห็นสีหน้าไม่พอใจของฮูหยินใหญ่ เมื่อพบว่าเขาไม่ได้ดูน่าสมเพชเลยสักนิด มันก็รู้สึกสะใจอยู่ไม่น้อย
หลังจากนั้นเขาก็ถูกนายท่านหม่ายื่นใบหย่ามาให้ เขารับมาลงชื่อโดยไม่ลังเล แบบนี้ก็ดีไม่น้อย หลุดพ้นจากทั้งตระกูลหม่าและตระกูลอวี๋ในคราวเดียวกัน ต้องขอบคุณฮูหยินใหญ่แล้ว
โทษของการวางยาจนบุตรในครรภ์ผู้อื่นเกือบเสียชีวิต สำหรับมารแล้วไม่ได้ใส่ใจเื่นี้เท่าไหร่ มารมีบุตรง่าย ยิ่งบุตรที่เกิดจากสตรี ‘บ้าน ๆ ’ ยิ่งไม่ได้น่าสนใจเท่าที่ควร แต่คงเกิดการติดสินบนเ้าหน้าที่กรมอาญากระมัง เขาจึงต้องโทษขังคุกห้าปีเต็ม
กระนั้นเวรกรรมก็ตามฮูหยินใหญ่ได้รวดเร็วยิ่งนัก เพราะบุตรที่เกิดมายิ่งนานวันนานเดือนก็ไม่ได้มีความคล้ายนายท่านหม่าเลยสักนิด
เหล่าอนุก็ทำงานกันอย่างสามัคคี ตามตัว ‘บิดาที่แท้จริง’ ของบุตรในครรภ์มาจนได้ ทั้งชายผู้นั้นยังยอมรับอีกว่าเป็คนให้ยาพิษกับฮูหยินใหญ่เองกับมือ เพื่อใส่ร้ายฮูหยินรองและสังหารบุตรในครรภ์ไปพร้อม ๆ กัน......ช่างโเี้และอำมหิตยิ่งนัก
ฮูหยินใหญ่ถูกตัดสินโทษร้ายแรงในขณะที่เขาได้รับการปล่อยตัวในปีที่สองของการถูกคุมขัง ผู้คนต่างคิดว่าเขาถูกส่งตัวไปยังเขตสิบเพราะบ้านตระกูลอวี๋ไม่ยอมรับ ช่างน่าเวทนา เป็เกอสูงค่า แต่กลับถูกใส่ร้ายจนมีมลทินมัวหมอง
หึ! เขาเต็มใจไปเองต่างหาก ตระกูลอวี๋ที่เคยสาปส่งเขาให้ไปตายในคุกกลับขอร้องอ้อนวอนให้เขากลับตระกูล ตั้งใจจะใส่ตะกร้าล้างน้ำ* ให้ตระกูลอื่นเป็แน่แท้ เขาจึงขอให้ทางการส่งตัวไปเขตสิบโดยไม่ลังเล
เป็เวลากว่าสามเดือนแล้วที่เขาอาศัยอยู่ในเขตสิบ บ้านที่อาศัยก็เป็เพียงบ้านไม้ธรรมดา ๆ ที่ไม่มีเ้าของ แต่มันเป็ของเขาแล้วเมื่อทางการจัดการให้
อย่างน้อยก็ไม่ได้ใจร้ายเกินไปกับผู้บริสุทธิ์ที่ถูกใส่ร้ายจนต้องนอนคุกมาสองปีเต็ม แม้ที่นี่จะทุรกันดารไปบ้าง แต่เขาก็สามารถเอาตัวรอดได้อย่างสบาย ๆ
เนื้อสัตว์ก็ล่าเอาตามป่าเขาที่มืดมิดตลอดปี น้ำดื่มก็มีให้ตามลำธาร สะอาดสดชื่นเพราะเป็ต้นน้ำ ตำลึงเงินก็หาได้จากการขายสมุนไพรหายากในป่า ช่างโชคดีจนถ้าหากคู่อริใดได้มาเห็น เป็ต้องตาลุกไฟอย่างแน่นอน มีแค่ปัญหาเดียวเท่านั้นที่เขาประสบพบเจอและมันช่างน่ารำคาญยิ่งนัก
“ซุนเย่หนอซุนเย่ หากยอมร่วมหลับนอนกับข้าั้แ่แรกก็ไม่ต้องลำบากอยู่ในบ้านโทรม ๆ ท้ายเขตแล้วแท้ ๆ ”
เ้านี่คือตัวปัญหาอันดับหนึ่ง ‘ไห่ลิ่ว’ อยู่เขตสิบมานานจนฐานะเริ่มร่ำรวยขึ้นมาบ้างแต่ชอบมาพูดจาไม่น่าฟังแบบนี้อยู่เป็ประจำ พอเขาไม่สนใจก็จะเริ่มก่อกวน
“ไสหัวไปได้แล้ว ข้าจะเข้าป่า”
“เ้าคิดว่าจะปฏิเสธข้าไปได้อีกนานแค่ไหนกันเล่า? ข้าสามารถทำให้เ้าสุขสบายได้ แต่เ้ากลับไม่รับไว้ ช่างโง่งมยิ่งนัก”
“ใช่ ข้าโง่งม ไสหัวไปได้แล้ว”
“ชิ! ก็ได้ ๆ วันนี้ข้าจะปล่อยไปก่อน แต่เ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก!”
ซุนเย่ไม่คิดใส่ใจ ‘คนบ้า’ อีก บางทีก็แอบคิดว่า ทำให้ตัวเองอัปลักษณ์ไปเลยดีรึไม่นะ? จะได้ไม่ต้องมีมารน่ารำคาญมากวนใจ แต่คิดไปก็ปวดหัวเปล่า เขาเลิกใส่ใจเื่ของไห่ลิ่วแล้วเตรียมตัวเข้าป่าหาอาหารเหมือนอย่างเคย
ในป่าอันมืดมิดที่มีแต่ความเงียบและวังเวง แม้แต่มารที่มีจิตใจแข็งแกร่งก็ยังต้องแอบหวาดหวั่น แต่ไม่ใช่กับซุนเย่ เขาไม่เคยหวาดกลัวต่อสิ่งใดเลย
เขารู้ดีว่าสิ่งที่เหล่ามารต่างหวาดกลัวไม่ใช่สัตว์ร้ายในป่าแต่อย่างใดแต่เป็สิ่งที่อยู่ท้ายสุดของป่านี้ต่างหาก
มันคือจุดสิ้นสุดอาณาเขตเขตสิบแดนมาร และตรงนั้นเองคือจุดที่ลึกที่สุดในแดนมาร ‘ดินแดนแห่งความว่างเปล่า’ ที่ถูกกั้นไว้ด้วยเขตแดนสิบสังเวย และข้างในนั้นก็มีจอมมารหลงเฟยิหลับใหลอยู่
น่าแปลก แม้ทั่วทุกดินแดนจะหวาดหวั่นมาตลอดสองล้านปี แต่กับซุนเย่ที่เข้าป่ามาจนถึงจุดนี้แทบทุกวันกลับไม่เคยหวาดกลัวเลย
“ทำไมถึงมั่นใจว่าจะกลับมาได้กันนะ?” เขาเพียรถามเช่นนี้อยู่ทุกครั้งที่มาถึงที่นี่ ผนึกที่ไม่มีวันถูกทำลาย ผนึกที่ไม่มีวันอ่อนแอ ผนึกที่ต้องสังเวยถึงสิบชีวิตเพื่อกักขังมารเพียงตนเดียว ทำไมถึงมั่นใจขนาดนั้น? เพราะแรงแค้นอย่างนั้นหรือ? แต่เขาก็แค่ถามลอย ๆ เท่านั้น รู้ดีว่าจอมมารข้างในตอบกลับมาไม่ได้หรอก
เขาออกจะเห็นใจจอมมารหลงเฟยิด้วยซ้ำ ถูกทรยศหักหลังจะไม่ให้เจ็บแค้นใจก็ยากเกินไป
ความเ็ปและทรมานในยามที่ถูกหลอกให้เข้าไปในดินแดนแห่งความว่างเปล่า ต้องใช้ความเข้มแข็งขนาดไหนกัน? ถึงทำให้ดินแดนนี้ยอมรับได้ หากเปลี่ยนเป็เขาที่เฉยชาต่อทุกสิ่งมาแต่ไหนแต่ไร ก็ยังไม่อาจบอกอนาคตได้ว่าจะสามารถทานทนได้เท่าจอมมารหรือไม่
“ข้าไปแล้วนะ ท่านหลงเฟยิ ไว้เจอกันใหม่” เมื่อได้กระต่ายมาแล้ว ก่อนจะออกจากป่าก็มักจะพูดเช่นนี้อยู่เสมอ
เขาเหงา และจอมมารก็น่าจะเหงาเหมือนกัน ถึงจะหลับใหลอยู่แต่ความรู้สึกก่อนที่จะหลับใหลไปต้องเหงามากแน่ ๆ เหมือนที่เขาเป็อยู่ตอนนี้ ถ้าเป็ไปได้......ก็อยากพูดคุยด้วยบ้าง
*ดอกเถาฮวา = ดอกท้อ
*ใส่ตะกร้าล้างน้ำ = ปรับภาพลักษณ์ที่เสื่อมเสียให้ดี