ณ อุโบสถเก่าแก่ของวัดริมแม่น้ำในจังหวัดอยุธยา บุรุษต่างวัยสามคนนั่งสนทนากันอยู่เบื้องหน้าพระประธานปางสมาธิองค์สูงใหญ่ท่ามกลางแสงสลัวจากดวงประทีปเกือบร้อยเล่มบนหิ้งห้าชั้นที่ตั้งชิดผนังทั้งสองด้าน
“ทำไมเรียกผมเข้ามาพบในนี้ครับ” เมฆาถามหลังกวาดตามองรอบอุโบสถซอมซ่อที่ไม่อนุญาตให้ใครย่างกายเข้ามาง่าย ๆ
พระเกจิอาจารย์วัยเจ็ดสิบห้ายื่นกำปั่นไม้ใบเล็กให้ชายหนุ่มร่างกำยำที่นั่งพับเพียบอยู่หน้าตน แล้วเอ่ยว่า “เปิดดูสิ”
หลังจากหนุ่มวัยสิบแปดรับกำปั่นโบราณยาวประมาณฝ่ามือมาเปิดดู ดวงตาคมกริบก็ฉายแววฉงนเมื่อสบกับสมุดไทยดำที่วางอยู่ในนั้น
พระเถระจีวรเหลืองเห็นหลานศิษย์มองนิ่งจึงบอกเสียงเรียบ “หยิบขึ้นมาอ่านดูสิ”
เมฆาจึงหยิบสมุดไทยขึ้นมาเปิดอ่านอักขระสีทองที่บรรจงจารไว้ในนั้นจบภายในสิบนาที
“ข้าขอตั้งคำสัตย์ปฏิญาณ จิตสาบานจะพิทักษ์ทรัพย์แผ่นดิน มิให้ตกอยู่ในมือศัตรูสิ้น แม้ด่าวดิ้นสิ้นชีพชีวาวาย” เขาอ่านกลอนแปดในพับท้ายสุดของสมุดไทยก่อนเงยหน้ามองหลวงตาคำ แล้วเอ่ยว่า “เหมือนเป็คำสั่งเสียให้ผู้ครองบันทึกเล่มนี้ตามหาทรัพย์แผ่นดินในแดนทิพย์มาคืนแก่เมืองอโยธยา”
หลวงตาคำพยักหน้าก่อนบอกว่า "เป็อย่างที่เอ็งอ่านนั่นแหละ ในสมัยที่พม่าบุกมาปล้นทองคำในกรุงศรีอยุธยา มีพลทหารผู้รักแผ่นดินสองนายช่วยกันลำเลียงสมบัติชาติส่วนหนึ่งไปไว้ในที่ปลอดภัย แต่ระหว่างเดินทางได้ข่าวว่าทหารพม่ากำลังมุ่งหน้ามาทางพวกเขา พลทหารสินธุ์ที่มีอาคมแก่กล้าเลยตัดสินใจร่ายเวทส่งพลทหารไกรศรพร้อมสมบัติชาติไปสู่มิติคู่ขนาน ตั้งใจว่าจะนำกลับมาหลังศึกสงบแล้ว
“น่าเสียดายที่เขาถูกพวกพม่าทำร้ายจนาเ็สาหัส ตอนช่วยหมู่บ้านที่หลบไปซ่อนตัวให้พ้นจากภัยปล้นเสบียง แต่เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด นอกจากจะช่วยไม่ได้แล้ว ยังต้องลากสังขารอ่อนแรงหนีมานอนสลบอยู่หน้าวัดแห่งนี้อีก
"เฮ่อ...ถึงจะโชคดีที่ได้หมอชาวบ้านมีฝีมือมารักษา แต่ก็ช่วยให้เขามีลมหายใจต่อได้อีกเจ็ดวันเท่านั้น เขาจึงใช้่เวลาสุดท้ายของชีวิตกับการเขียนบันทึกเล่นนี้ และฝากฝังภาระกิจสำคัญให้เ้าอาวาสทรงเป็ธุระจัดการต่อไป” เอ่ยจบพระสูงวัยก็ล้วงเรือนไม้หลังจิ๋วจากย่ามเหลืองมาวางหน้าชายหนุ่ม แล้วพูดต่อ “ทหารผู้นั้นมอบกำปั่นไม้กับเรือนวิเศษหลังนี้ให้เ้าอาวาสทรงก่อนวันที่เขาจะสิ้นใจ”
“นี่คือเรือนวิเศษเหรอครับ หลวงตา” พูดแล้ว เมฆาก็หยิบเรือนไทยที่สูงแค่สามข้อนิ้วมือ กว้างเพียงครึ่งฝ่ามือขึ้นมาดู “วิเศษตรงไหนครับ หลวงตา ดูเหมือนเรือนไทยย่อส่วนธรรมดา”
“วัสดุทุกชิ้นที่สร้างเรือนหลังนี้ลงอาคมชั้นสูงกำกับไว้ ทันทีที่เ้าของเรือนท่องคาถา ประตูมิติสู่แดนคู่ขนานจะเปิดออก ให้คนและวัตถุสิ่งของผ่านเข้าไปสู่แดนทิพย์ได้”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง” หลังจากเมฆาวางเรือนหลังน้อยลงแล้วก็นึกเอะใจขึ้นมา “เอ๊ะ! แล้วหลวงตาเล่าเื่พวกนี้ให้ผมฟังทำไมครับ”
ผู้ที่ตอบคำถามเป็พระเกจิอาจารย์วัยสี่สิบสาม เขาเป็ศิษย์ของหลวงตาคำและเป็พระอาจารย์ของเมฆา ที่นั่งฟังเงียบ ๆ อยู่ข้างพระเถระสูงวัย “เอ็งยินดีจะรับภาระกิจนี้ไหม”
เมฆาอึ้งไปหลายวินาที หลากคำถามหลายความสงสัยประเดประดังเข้ามาในหัวจนไม่รู้ว่าจะถามคำถามไหนก่อน
“เอ่อ คือ ทะ ทำไมผมต้องไป ทะ ทำไมต้องเป็ผม นี่มันเื่อะไรกันครับ พระอาจารย์มิ่ง”
“มิ่ง ให้ข้าอธิบายเอง” หลวงตาคำเอ่ยกับลูกศิษย์ตน
“ครับ พระอาจารย์”
“ในบรรดาเด็กวัด เอ็งเป็คนที่มีศักยภาพสูงสุดในตอนนี้ นอกจากจะบรรลุฌาณขั้นสี่แล้ว ยังสำเร็จวิชามวยขั้นสูงอีกด้วย แถมยังเชี่ยวชาญวิชาเวทและชำนาญวิชายันต์ั้แ่อายุยังน้อย โอกาสที่จะทำภาระกิจได้สำเร็จมีสูงกว่าผู้อื่น เอ็งจึงได้รับการคัดเลือกให้ปฏิบัติภาระกิจนี้"
ฟังดูเหมือนเป็เกียรติ แต่เขากลับไม่รู้สึกยินดี แถมยังมีคำถามคาใจอีกมากมาย จึงถามต่อว่า “เอ่อ หลวงตาครับ ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด บันทึกเล่มนี้น่าจะตกทอดมาจากเ้าอาวาสรุ่นก่อน ๆ เป็เวลาสองร้อยกว่าปีแล้ว ไม่มีใครรับภาระกิจนี้ไปทำเลยเหรอครับ”
“ใครบอกล่ะ การเฟ้นหาคนไปทำภาระกิจเป็หน้าที่ของเ้าอาวาสทุกรุ่น แต่ยังไม่มีใครทำสำเร็จต่างหาก”
“หมายความว่ายังไงครับ”
“การร่ายคาถาแหวกม่านข้ามมิติโดยผู้ที่ไม่ใช่เ้าของเรือน ไม่สามารถส่งสิ่งใดผ่านประตูมิติได้ นอกจากสิ่งที่เป็พลังงาน”
“พลังงาน” เมฆาทวนคำของหลวงตาด้วยความสงสัย
“ก็คือจิติญญาของสิ่งมีชีวิตนั่นแหละ” ยังเห็นความฉงนบนสีหน้าของหลานศิษย์อยู่ หลวงตาคำจึงอธิบายต่อ “เ้าอาวาสรุ่นก่อน ๆ จะร่ายคาถาถอดจิติญญาให้ศิษย์ที่ยินดีไปปฏิบัติภาระกิจ แต่ไม่สามารถควบคุมการไปจุติในดินแดนแห่งนั้นได้
"ดังนั้นบางคนจึงไปเกิดเป็ไก่ บางคนก็เป็ควาย และสัตว์อื่น ๆ อีกหลายชนิด ซึ่งต้องใช้เวลาบำเพ็ญเพียรนานกว่าจะมีตบะถึงขั้นเกิดปัญญาพอจะปฏิบัติภาระกิจได้ แต่ก็มีิญญาหลายดวงนะ ที่ไปเกิดเป็คน แต่ดันไปเข้าร่างของคนที่เพิ่งสิ้นลมเพราะโรคภัยหรือความแก่ชรา พอฟื้นขึ้นมาก็ไม่มีศักยภาพพอจะต่อกรกับอุปสรรคในการตามหาสมบัติชาติได้ ไอ้พวกที่ได้ครองร่างมนุษย์ที่สมบูรณ์พร้อมก็ตายเพราะเสียทีศัตรูไปก่อนที่จะทำงานลุล่วง ภาระกิจนี้เลยยังไม่มีใครทำสำเร็จจนถึงวันนี้”
ยิ่งฟังเมฆาก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าเกี่ยวอะไรกับตัวด้วย จึงเอ่ยออกไปว่า “เื่ที่หลวงตาเล่ามาทั้งหมด ไม่มีอะไรเกี่ยวกับผมเลยสักนิด ผมไม่เล่นด้วยหรอกครับ จะเสี่ยงไปเพื่ออะไร ผมไปอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีกว่า ผมอยากเป็ทนายความ เก็บเงินซื้อบ้าน สร้างครอบครัว อยู่อย่างสงบครับ” เมฆาทำท่าจะลุกจากไป แต่เสียงหลวงตาคำรั้งเอาไว้
“ถ้าเอ็งต้องตายโดยไม่มีวันได้ไปผุดไปเกิดจะสร้างครอบครัวและอยู่อย่างสงบได้ยังไง”
“หมายความว่ายังไงครับ ผมจะตายได้ยังไง”
“ไม่เพียงแต่เอ็งต้องตาย คนที่อาศัยอยู่ในวัดแห่งนี้จะพบชะตากรรมเดียวกันหมด” พระอาจารย์มิ่งเสริม
“ทำไมถึงเป็อย่างนั้นครับ” เมฆาอยากรู้
“เห็นดวงประทีบในโคมแก้วข้างพระประธานสองดวงนั่นไหม” หลวงตาคำชี้มือไปข้างหลัง “ไม่มีสิ่งใดทำให้เปลวเทียนสองเล่มนี้ดับได้มาสองร้อยกว่าปีแล้ว เดิมทีแท่งเทียนสูงประมาณหนึ่งฟุต ตอนนี้เหลือแค่สามนิ้วเท่านั้น ไม่มีใครคำนวณอัตราการเผาไหม้ของเทียนเล่มนี้ได้ ไม่รู้ว่ามันจะมอดดับลงเมื่อใด หากวันนั้นมาถึงเมื่อไหร่ คำสาปจะเริ่มส่งผลทันที คนที่อาศัยอยู่ในวัดจะตายหมด และดวงิญญาจะไม่ได้ไปผุดไปเกิด”
“นี่เป็เทียนคำสาปเหรอครับ” เมฆาเคยได้ยินเื่เทียนคำสาปมาบ้างจากการศึกษาวิชาเวทอาคม
หลวงตาคำพยักหน้ายืนยัน แล้วเอ่ยเสริม “เพื่อให้มั่นใจว่าท่านเ้าอาวาสทรงจะทำตามวาจาที่ลั่นไว้ ทหารนายนั้นจึงลงคำสาปไว้ในเทียนสองเล่มนี้ตอนที่ยังมีลมหายใจอยู่”
เมฆารู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีทางเลือก เขาไม่สามารถจากวัดนี้ไปโดยทิ้งคนในวัดที่เปรียบเสมือนญาติพี่น้องของตนให้เผชิญกับชะตากรรมอันโหดร้ายได้ จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสลด “แต่ข้าไม่อยากไปเกิดเป็ไก่ เป็ควายนี่ครับ”
“ไม่ต้องกังวล ข้ารู้วิธีควบคุมจิติญญาไปจุติในร่างมนุษย์แล้ว เ้าจะได้ไปเกิดในร่างที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐี” หลวงตาคำให้คำมั่นอย่างหนักแน่น
สีหน้าของพระอาจารย์มิ่งเกิดความตระหนก “พระอาจารย์คงจะไม่...”
“ไอ้มิ่ง” หลวงตาคำตัดบท “ข้าอยากใช้ลมหายใจที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่าที่สุด ถ้าข้าเป็อะไรไประหว่างร่ายคาถา ตำแหน่งเ้าอาวาสก็ให้เอ็งสืบทอด”
“หลวงตา ท่านต้องแลกด้วยชีวิตเลยเหรอครับ” เมฆาไม่อยากเชื่อเลยว่าการส่งคนข้ามมิติไปเกิดในร่างมนุษย์จะต้องจ่ายค่าตอบแทนสูงเพียงนี้
“อย่ากังวลไปเลย ข้าไม่เป็อะไรง่าย ๆ หรอก” พระเถระสูงวัยเอ่ยให้หลานศิษย์สบายใจ แล้วควานหาสิ่งหนึ่งในย่ามออกมายื่นให้เมฆาพร้อมมีดพก “เมื่อเ้าตัดสินใจจะรับภาระกิจแล้วก็หยดโลหิตใส่จานรองเทียนใบนี้เถอะ”
หลังจากโลหิตของผู้รับภาระกิจหยดลงจานโลหะที่จารยันต์ประทีปแก้วไว้ ก็เกิดแสงสว่างวาบขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนลายอักขระสีเดียวกับจานใบจิ๋วจะกลายเป็สีแดงฉานเด่นชัดขึ้นมาฉับพลัน
จากนั้นพระอาจารย์มิ่งก็นำเทียนในย่ามออกมาปักบนจานใบนั้น ก่อนจะลัดนิ้วจุดเปลวเทียนด้วยคาถา แล้วนำไปตั้งไว้ชั้นบนสุดของหิ้งที่อยู่ชิดผนังด้านขวามือขององค์พระประธาน
“เทียนเหล่านี้คืออะไรครับ” ทีแรกเมฆาคิดว่าสิ่งที่วางอยู่บนหิ้งเป็เทียนธรรดาที่ให้แสงสว่างภายในอุโบสถ แต่พอเห็นจานรองเทียนที่เปื้อนโลหิตของตนไปวางอยู่บนนั้นก็นึกสงสัยขึ้นมา
“เทียนชีวิต หนึ่งเล่มแทนหนึ่งชีวิต ถ้าดับลงหมายความว่าเ้าของเทียนที่อยู่ในแดนทิพย์สิ้นแล้ว”
“เยอะขนาดนี้เลยเหรอครับ” เมฆาสังเกตเทียนเกือบร้อยเล่มบนหิ้งห้าชั้นที่ตั้งชิดผนังทั้งสองด้านของอุโบสถ มีทั้งแท่งที่ยังสว่างอยู่และแท่งที่ดับไปแล้ว
“ผมจะได้เจอพวกเขาที่นั่นไหมครับ” เมฆาสงสัย
“แล้วแต่วาสนา” หลวงตาคำตอบและเสริมว่า “เท่าที่ข้ารู้ แดนทิพย์ใหญ่พอ ๆ กับประเทศไทย มีสี่แคว้นใหญ่ที่ตั้งอยู่คนละทิศ ไม่มีใครรู้ว่าจิติญญาแต่ละดวงไปเกิดในแคว้นไหน แต่ข้าจะส่งเอ็งไปจุติในแคว้นสัตตบรรณที่อุดมสมบูรณ์และงดงามที่สุดทางทิศตะวันออกของแดนทิพย์”
ยินหลวงตาคำพูดเช่นนั้นแล้ว เมฆาก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง ที่ไม่ต้องไปเกิดเป็สัตว์เดรัจฉาน หรือเกิดในถิ่นทุรกันดาน
แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่สิ้นคำถาม “เอ่อ พอผมไปถึงที่นั่น จะหาสมบัติชาติเจอได้ยังไงครับ”
“ตามหาทหารนามว่า ไกรศร ให้พบ แล้วเอ็งจะรู้เอง” หลวงตาคำตอบ
เมฆาครุ่นคิดครู่หนึ่งก็ถามต่อว่า “เวลาผ่านมาตั้งสองร้อยกว่าปีแล้ว ทหารไกรศรอาจตายแล้วก็ได้นะครับ”
“เขาอาจมีลูกหลานสืบทอดภาระกิจหรือฝากฝังใครไว้ก็ได้ เอ็งต้องหาคนผู้นั้นให้เจอ ถึงจะรู้ว่าเรือนวิเศษที่เก็บสมบัติอยู่ที่ใด และจะนำกลับมายังโลกมนุษย์ได้ยังไง”
“มีเรือนวิเศษในแดนทิพย์ด้วยเหรอครับ” เมฆาถาม
“อ้อ ข้าลืมบอกไป เรือนวิเศษแบบนี้มีสองหลัง เสมือนประตูมิติต้นทางกับปลายทางน่ะ ต้องหาให้เจอ”
คำพูดของหลวงตาคำทำให้เมฆาเกิดข้อสงสัยขึ้นมาอีก “เอ๊ะ ถ้าเป็ประตูต้นทางกับปลายทาง มันน่าจะเชื่อมต่อกัน ทำไมหลวงตาไม่ส่งผมไปเอาสมบัติที่เรือนไม้ปลายทางกลับมาเลยล่ะครับ”
“เท่าที่ข้ารู้ คาถาแหวกม่านข้ามมิติมีสองส่วน นายทหารสินธุ์ที่เป็เ้าของเรือนไม่ได้บอกคาถาส่วนที่เชื่อมต่อเรือนปลายทางให้ใครรู้ เพราะเกรงว่าเรือนวิเศษจะตกไปอยู่ในมือของคนโลภหลังจากที่เขาตายไปแล้ว จึงทิ้งไว้เพียงคาถาส่วนที่ส่งจิติญญาไปทำภาระกิจในดินแดนนั้น”
เมฆายังไม่วายสงสัยต่อ “หลวงตาสำเร็จญาณหยั่งรู้แล้ว ไม่รู้เหรอว่าเรือนวิเศษอยู่แคว้นไหนในแดนทิพย์”
“แดนทิพย์เต็มไปด้วยมนตร์คาถา ข้าสำรวจทุกซอกตามอำเภอใจไม่ได้หรอกนะ แค่เสาะหาจุดที่จะให้เอ็งไปเกิดกับคำนวณฤกษ์ส่งจิติญญาของเอ็งไปจุติที่นั่น ก็ฝืนกฎ์มากเกินไปแล้ว”
เสียงที่แฝงความรู้สึกผิดของหลวงตาคำตอนเอ่ยประโยคสุดท้ายทำให้เมฆาสงสารพระชราขึ้นมาจับใจ จึงให้คำมั่นว่า “ผมจะทำภาระกิจให้สำเร็จครับ หลวงตา...ว่าแต่ มีอะไรเป็สื่อให้ผมรู้ว่าใครคือลูกหลานของทหารไกรศรไหมครับ”
“กลอนสัตย์สาบานที่เอ็งอ่านเมื่อครู่นี้ไง กลอนแปดบทนั้นเป็กุญแจที่จะทำให้เอ็งหาผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกันได้ จงจำไว้ว่าเอ็งมีเวลาในการทำภาระกิจแค่สิบแปดปีเท่านั้น หากพ้นเวลานั้นแล้ว จะกลับเข้าร่างนี้ไม่ได้”
“ครับ” เมฆาเอ่ยเสียงอ่อย ๆ
“ได้เวลาแล้ว หลับตาตั้งสมาธิให้มั่น” หลวงตาคำสั่ง
เมฆาเปลี่ยนท่าพับเพียบมานั่งขัดสมาธิ แล้วหลับตาลงตามหลวงตาและพระอาจารย์ของตน ภายในอุโบสถจึงตกอยู่ในความเงียบสงัดจนแทบยินเสียงลมหายใจของบุรุษทั้งสามที่นั่งอยู่เบื้องหน้าพระประธาน
ผ่านไปสิบนาที หลวงตาคำก็เปิดเปลือกตามองหนุ่มวัยสิบแปดที่ยังนั่งหลับตานิ่ง แล้วยกดัชนีแตะหว่างคิ้วของเขาพร้อมขยับปากขมุบขมิบร่ายคาถาเป็เวลาสิบห้านาทีก็เกิดแสงสว่างวาบขึ้นมาวูบหนึ่ง แสงนั้นเจิดจ้าจนพระอาจารย์มิ่งต้องลืมตาขึ้นมาดู ทันเห็นจิติญญาของเมฆาออกจากร่าง ลอยเข้าไปในเรือนไม้หลังจิ๋ว ทิ้งกายหยาบที่นั่งหลังตรงนิ่งไว้เบื้องหน้าหลวงตาคำที่หน้าซีดเหมือนไก่ต้มในตอนนี้
“พระอาจารย์!” พระมิ่งเปล่งเสียงเรียกด้วยความใ เขาขยับตัวไปรับร่างพระเถระไว้ได้ทันก่อนกายที่สิ้นแรงจะเอนนาบพื้นอุโบสถ