โครตพลังดวงตาเทพเจ้า

    ตอนที่ 2 คำเย้ยหยัน

    ตอนที่ 2 คำเย้ยหยันในเวลาที่เซิงห่าวถูกเข็นออกมาจากห้องผ่าตัด ร่างกายของเขายังคงสั่นไม่หยุดอยู่ตลอดเวลาสำหรับสถานการณ์เช่นนี้ซินเต๋อเหรินได้อธิบายว่ามันคือกล้ามเนื้อสั่นตามปกติ เพียงแต่ตอนนี้ยังตรวจไม่พบสาเหตุของโรคเป็นการชั่วคราว จึงจำเป็นต้องคอยสังเกตอาการต่อไปแต่เดิมระยะเวลาในการพักฟื้นจากการผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตาจะอยู่ที่ 1 เดือน แต่เซิงห่าวกลับนอนอยู่บนเตียงคนไข้มานานถึง 3 เดือนเต็มซินเต๋อเหรินกล่าวว่า “อาการกล้ามเนื้อสั่น” จะกินเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ แม้ว่าในภายหลังไม่สั่นแล้ว แต่ก็ตกอยู่ในสภาพเหมือนเจ้าชายนิทราในสายตาคนนอก เซิงห่าวที่อยู่ในอาการหลับลึกดั่งเจ้าชายนิทรา แต่ในความจริงเขากลับยังมีสติสัมปชัญญะที่แจ่มชัดเป็นอย่างยิ่ง นอกจากร่างกายที่ไม่อาจขยับเคลื่อนไหวแล้ว แต่สมองกลับยังคงมีความคิดแล่นอยู่โดยไม่เคยหยุดแม้สักนาทีเดียวเขากำลังเรียนรู้เรียนรู้อย่างบ้าคลั่งแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าเรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เขารู้ดีแก่ใจว่าสมองของตัวเองสามารถล็อกอินเข้าระบบกับสิ่งที่เรียกว่า “ระบบศูนย์กลาง” ได้ถึงแม้สิ่งที่เขาเข้าใจในระบบจะเป็นดั่งหยดน้ำเล็กๆ ในมหาสมุทร แต่แค่เล็กน้อยเท่านั้นก็เพียงพอที่ทำให้เขามองสิ่งมีชีวิตอื่นบนโลกนี้ได้ราวกับพระเจ้าแล้วโลกที่เขาอาศัยอยู่นี้ ยังเป็นเพียงดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในจักรวาล และเป็นดาวเคราะห์ที่มีอารยธรรมที่ต่ำต้อยที่สุดด้วย ส่วนดาวเคราะห์ต้นตอของระบบก็คือสิ่งที่มาจากดาวเคราะห์ในจักรวาลที่อารยธรรมชั้นสูงอยู่“ศูนย์กลาง” ก็คือผู้ปกครองดาวเคราะห์ที่ทรงพลังที่สุดแห่งนั้นแต่ทว่าศูนย์กลางนี้ กลับไม่ใช่สิ่งที่เป็นมนุษย์ แต่เป็นระบบระบบอัจฉริยะที่ทำงานตามกฎของระบบโดยปราศจากจิตสำนึกและความคิดส่วนตัวของตัวระบบด้วยสิทธิปัจจุบันของเขา เขายังสามารถใช้ทักษะบางอย่างได้ และยังสามารถเรียนรู้ความรู้ “ขั้นพื้นฐาน” ส่วนหนึ่งได้เมื่อเขาได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ก็ย่างเข้าสู่ช่วงเดือนสิงหาแล้ว เสียงจักจั่นร้องที่นอกหน้าต่างทำให้เซิงห่าวรู้สึกรำคาญใจอยู่บ้าง เขาเปิดตาขึ้น ก็เกิดเป็นการรับรู้จากแสงที่สาดเข้ามาทีละเล็กทีละน้อยเขาสามารถสัมผัสได้มือข้างหนึ่งที่เช็ดเหงื่ออยู่บนหน้าผากของตัวเอง จากสัมผัสของมือข้างนี้ เขายังสูดดมกลิ่นหอมจางๆ คล้ายกับกลิ่นของดอกมะลิที่ไหลผ่านมาตามสายลมที่พัดโชยเข้ามา และทำให้เขาเกิดความรู้สึกที่คุ้นเคยยิ่งชนิดหนึ่งนี่ไม่ใช่แม่ของเขา แต่ในระหว่างที่เขายังอยู่ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น เขาสามารถรับรู้ได้ว่าผู้หญิงคนนี้มักจะปรากฎขึ้นคอยอยู่ข้างกายเขาเสมอหลังจากที่เขาพยายามจะลืมตาขึ้น สัมผัสรับแสงจางๆ นั้นก็ค่อยๆ สาดเข้ามามากขึ้น แรกเริ่มก็จะเป็นสีขาวไปหมด รอจนกระทั่งเขาต้องการที่จะมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น ก็ได้ปรากฎขึ้นจนเป็นสีชมพูชนิดหนึ่ง พริบตานั้นก็ได้กลายเป็นสีขาวหิมะไปทั้งสิ้น กระนั้นสีขาวหิมะชนิดนี้กลับมีความแตกต่างไปจากสีขาวหิมะของก่อนหน้านั้น ถึงกับเป็นสีขาวที่อมชมพูอยู่เล็กน้อยเมื่อในตอนที่เขาปรับระยะทัศนะของสายตากลับมาได้เล็กน้อย เขาก็มองเห็นวัตถุทรงกลมกลิ้งสองลูกปรากฎขึ้นอยู่ตรงหน้าอย่างชัดเจนเซิงห่าวที่อายุได้ 18 ปีบริบูรณ์เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ย่อมต้องรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองได้มองเห็นนั่นเป็นสิ่งใดได้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว และยังเป็นครั้งแรกที่ได้ลองใช้ความสามารถในการเอกซเรย์ นึกไม่ถึงว่าเขาจะเห็นอะไรที่ไม่ควรเห็น นี่ทำให้เด็กชายเซิงห่าวหน้าดำหน้าแดงใจเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย ย่อมต้องเกิดปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้าอยู่บ้างเหมือนกันฟางเฉียนโหรวคอยดูแลเซิงห่าวมา 3 เดือนแล้ว ในมุมมองของเธอแม่ลูกคู่นี้โชคร้ายเกินไปจริงๆ ปัญหาเกิดในระหว่างการผ่าตัดของเซิงห่าว แต่ตลอดมานี้ซินเต๋อเหรินแทบจะไม่เคยยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดที่เกิดจากการผ่าตัดตัวเองนี่ก็อยู่แต่ในห้องพักผู้ป่วยมา 3 เดือนได้แล้ว นอกจากยาสามัญที่ประจำบ้านแล้ว ก็แทบจะไม่มีการรับผิดชอบต่อการรักษาและมาตรการดูแลขั้นพื้นฐานใดๆ ถ้าไม่ใช่เพราะได้ความช่วยเหลือจากฟางเฉียนโหรว จงซิ่วฉินก็แทบจะดูแลไม่ไหว“ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนกว่าเขาจะได้สติกลับมา.....”ในห้องนี้ที่แม้แต่เครื่องปรับอากาศก็ยังปิด เรื่องนี้ยังเกี่ยวกับการผลัดวันชำระค่ารักษาพยาบาลที่ยืดเยื้อของผู้ป่วยที่ยากไร้ การให้การรักษาดูแลจากทางโรงพยาบาลจึงลดลงไปไม่น้อย ว่ากันตามตรงก็สืบเนื่องมาจากการลดต้นทุนการดำเนินการ แต่ในมุมมองที่บริสุทธิ์ใสซื่อของฟางเฉียนโหรว กลับคิดว่าเป็นเรื่องไร้มนุษยธรรมจนไม่ต่างอะไรไปจาก “เห็นแก่เงิน”ตอนที่ฟางเฉียนโหรวเช็ดเหงื่อให้เซิงห่าว ก็รู้สึกว่าตรงหน้าอกร้อนขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล.....ความร้อนแบบนี้ก็เหมือนกับการ “กำลังถูกสแกน” ไปไปมามาเธอทนไม่ไหวจนต้องก้มลงไปมองบนเปลือกตาของเซิงห่าวยังถูกปิดด้วยผ้าก๊อซ แต่ว่าเปลือกตาของเขากำลังขยับเขยื้อนไปมาโดยรอบอย่างเห็นได้ชัด ขนคิ้วก็ขยับขึ้นลง สิ่งที่ทำให้น่าสงสัยคือบนใบหน้าของเขา ได้แดงขึ้นแดงขึ้น.....และยังมีกระโจมน้อยๆ เหมือนกำลังถูกกางจนนูนสูงขึ้นมาจากส่วนล่าง ทันทีที่เห็นส่วนนั้นนูนขึ้น ฟางเฉียนโหรวก็อดไม่ได้ที่จะหน้าแดงขึ้นมา“เซิงห่าว! เธอได้สติแล้วใช่ไหม?” ฟางเฉียนโหรวถามออกมาอย่างแผ่วเบาเซิงห่าวพยักหน้าเล็กน้อย.....ณ ขณะนี้ จงซิ่วฉินก็ได้มาถึงที่นี่พร้อมกับซุปปลาที่ทำไว้“คุณป้าจง เซิงห่าวฟื้นแล้ว!” น้ำเสียงของฟางเฉียนโหรวตื่นเต้นเล็กน้อย จงซิ่วฉินก็เหมือนไม่อยากที่จะเชื่อ หลังจากที่เธอมึนงงไปครู่หนึ่ง ก็ได้วิ่งออกไปทันทีผ่านไปสักพัก ท้ายที่สุดซินเต๋อเหรินก็มาเยี่ยมไข้ หลังจากที่ตรวจร่างกายให้ เขาก็พูดอย่างเย็นชาว่า “ผมได้เคยบอกไปแล้ว เขาไม่เป็นอะไรหรอก.....ถึงยังไงก็ฟื้นแล้วก็ออกไปจากโรงพยาบาลเถอะ ก่อนจะไปก็ชำระค่ารักษาพยาบาลให้เรียบร้อยด้วย!”หลังพูดจบแล้ว เขาก็จากไปโดยไม่แม้แต่หันกลับมามองแต่นึกไม่ถึงเลยว่า ที่ด้านหลังของเขา กลับเป็นเซิงห่าวที่กำลังจ้องมองเขาอย่างเย็นชาเซิงห่าวที่สูญเสียพ่อไปตั้งแต่ยังเล็กจึงทำให้เขาหวงแหนแม่เป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่ทนไม่ได้ที่สุดคือแม่ต้องไปขอร้องคนอื่นแต่ใน 3 เดือนนี้ แม้ว่าเขาจะขยับไม่ได้ แต่เขาก็ยังได้ยินเสียงของแม่ที่เคยขอร้องอ้อนวอนซินเต๋อเหรินอยู่หลายต่อหลายครั้ง แต่นายแพทย์คนนี้กลับเอาแต่ใช้น้ำเสียงเย็นชาตอบกลับมาอยู่เสมอคำพูดประโยคเมื่อครู่นี้ ได้ทำให้เซิงห่าวรู้ดีว่า นายแพทย์คนนี้มักจะทำร้ายแม่ด้วยความเย็นชามาโดยตลอด ก็คือเจ้าหมอนั้นที่พึ่งเดินจากไปคนนี้นี่เอง“ห่าวห่าว เพื่อที่จะรักษาลูก แม่ได้ขายบ้านไปแล้ว ตอนนี้พวกเราต้องไปอาศัยอยู่ที่บ้านยาย......” สัมภาระที่มีอยู่ไม่มากนัก จงซิ่วฉินแม่ลูกก็เดินออกไปจากโรงพยาบาลเมื่อได้ยินว่าจะต้องไปอาศัยอยู่ที่บ้านยาย ก็ต้องนึกถึงใบหน้าที่ดุร้ายใจดำของน้าสะใภ้ สีหน้าของเซิงห่าวก็ถึงกับหม่นหมองไปสักพัก“คุณป้าจง เซิงห่าว ให้ฉันไปส่งพวกคุณกลับบ้านเถอะ! มาขึ้นรถสิ.....” ฟางเฉียนโหรวหยุดรถที่ข้างๆ สองแม่ลูก หลังจากทักทายแล้ว ก็ลากพวกเขาทั้งคู่ขึ้นรถไป“ขอบคุณมาก! หนูเสี่ยวฟาง เธอช่างเป็นคนดีจริงๆ!”เกี่ยวกับการที่ฟางเฉียนโหรวได้อาสาช่วยดูแลลูกชายเธอตลอด 3 เดือน จงซิ่วฉินก็รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมากฟางเฉียนโหรวที่กำลังขับรถอยู่ กล่าวด้วยรอยยิ้มโดยไม่หันมามองว่า : “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันกำลังจะผ่านเส้นนี้พอดี!”“ห่าวห่าวออกจากโรงพยาบาลแล้ว!” สีหน้าของคุณยายดูมีความสุขมากหลังจากที่เห็นหน้าของเซิงห่าว ภายในแววตาได้มีหยาดน้ำเอ่อล้นไหลออกมาจนทำให้ผู้คนรับรู้ถึงความรู้สึกได้ในดวงตาที่ขุ่นมัวมีน้ำตากำลังเคลื่อนไหวอยู่“เหอะเหอะ……กลับมาก็ดีแล้ว! จงซิ่วฉิน ก่อนหน้านี้ที่เธอบอกว่าจะมาอาศัยด้วยแค่ไม่กี่เดือน! ตอนนี้ลูกชายเธอก็ออกจากโรงพยาบาลแล้ว เธอก็น่าย้ายออกไปได้แล้วนะ!”ในเวลานี้ น้าสะใภ้ของเซิงห่าววังเยว่เฟินก็เดินออกมาจากในภายในบ้าน แม้ว่าใบหน้าจะยิ้มแย้มอยู่ แต่คำพูดกลับเย็นชาและแข็งกร้าวเลยทีเดียวฟางเฉียนโหรวที่ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ก็รู้สึกว่าตัวเองไม่สะดวกที่จะอยู่ที่นี่นัก จึงได้กล่าวอำลาปลีกตัวออกมาในทันทีจงซิ่วฉินได้พูดอย่างสุภาพว่า: “หนูฟาง กินข้าวก่อนค่อยไปไหม!”“กินข้าวอะไร! ไม่ใช่บ้านตัวเองสักหน่อย ยังจะสรรหาภาระมาเพิ่มให้อีก.....” วังเหย่เฟินพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจโดยไม่ยั้งคิด“ปึง” เสียงของเซิงห่าวที่ทุบโต๊ะตัวหนึ่งที่อยู่ตรงหน้า ทำให้วังเหย่เฟินตกใจจนสะดุ้ง“แม่! พรุ่งนี้พวกเราย้ายบ้านกันเถอะ!”เซิงห่าวทิ้งคำพูดที่เย็นชาและออกจากบ้านไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง...