อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 40 จับทุ่ม

            สิ้นการลั่นไกกระสุนเพลิงทั้งห้านัดทำการแผดเผาอวัยวะภายในไม่หยุดหย่อน คุณสมบัติในการสมานบาดแผลตนเองของผู้ใช้เวทย์จำแลงอสูรทำงานไม่หยุดหย่อน ถูกแผดเผาแล้วซ่อมแซมอยู่อย่างนั้น จนในที่สุดมานาก็ถูกผลาญจนหมดสิ้นควันสีดำก็ลอยออกจากปากของชาลีฟพร้อมกับคืนสู่ร่างกายมนุษย์นัยน์ตาไร้ประกายของสิ่งมีชีวิต เออร์วินดึงปืนออกมาแล้วเดินหันหลังกลับไปหากิลเบิร์ตโดยไม่สนใจร่างไร้วิญญาณของชาลีฟที่ล้มลงช้า ๆ ทุกคนต่างนิ่งงันคล้ายไม่เชื่อว่าสิ่งที่เห็นเป็นความจริง ความสามารถของชาลีฟเป็นยังไงทุกคนในที่นี้ต่างก็ล้วนทราบดี โดยเฉพาะกิลเบิร์ตที่เป็นเพื่อนสนิท

            ชาลีฟแม้ว่าจะเป็นเพียงลูกชายของขุนนางในเมืองแถบชายแดน แต่ด้วยพรสวรรค์ในเรื่องเวทย์มนต์ของเขาทำให้เป็นที่จับตามองของเหล่าขุนนางในเมืองหลวงของอาณาจักรเซลเวเลีย กิลเบิร์ตได้ยินมาว่าถึงกับมีตระกูลขุนนางหมายตาที่ได้ชาลีฟมาเป็นลูกเขย ด้วยสิ่งเหล่านี้ทำให้เขากลายเป็นคนเย่อหยิ่งและถือดีแต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะเขามีคุณสมบัติที่จะเป็นแบบนั้น กิลเบิร์ตเองก็ได้รับรู้ถึงศักยภาพของสหายคนนี้ดังนั้นเขาจึงเชื่อว่าอนาคตของชาลีฟจะรุ่งโรจน์และสดใส หากชาลีฟจะจบชีวิตในการต่อสู้ก็ต้องเป็นการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่อลังการและคู่ต่อสู้ก็ต้องเป็นผู้ใช้เวทย์มนต์ระดับสูง

            แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับทำลายความเชื่อมั่นของเขาไปอย่างสิ้นเชิง ไหนล่ะการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ ไหนล่ะอนาคตอันรุ่งโรจน์ ไหนล่ะคู่ต่อสู้ที่เป็นผู้ใช้เวทย์มนต์ระดับสูง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนพังทลายด้วยคนที่ใคร ๆ ก็พากันเรียกว่าขยะ แต่กิลเบิร์ตไม่ใช่คนโง่เจ้าชายขยะคนนี้มีภาษีแค่ไหนทุกคนต่างรู้ดีดังนั้นปัจจัยที่ทำให้ทุกอย่างผิดเพี้ยนกว่าที่ควรจะเป็นก็คือสิ่งที่เออร์วินควงอยู่

            เออร์วินเดินกลับมาอยู่ตรงหน้ากิลเบิร์ตเอ่ยปากถามว่า

            “คุณกิลเบิร์ตครับ เมื่อกี้คุณก็เห็นใช่ไหมครับว่าชาลีฟเป็นคนลงมือก่อนและที่ผมตอบโต้ก็เพราะไม่มีทางเลือก”

            กิลเบิร์ตมองหน้าเออร์วินเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงยิ้มแย้มโดยที่หน้าไม่เปลี่ยนสี เขากลืนน้ำลายลงคอก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ เออร์วินพูดกับเขาอีกว่า

            “คุณกิลเบิร์ตครับผมคิดว่ามันคงเป็นเรื่องเข้าใจผิดแน่ ๆ ที่เพื่อนของผมจะเป็นไปตามที่คนกล่าวอ้างเพื่อไม่ให้เรื่องลุกลามบานปลาย ในเมื่อมันเป็นเรื่องเข้าใจผิดผมว่าคุณกับเพื่อนผมควรจะเลิกแล้วต่อกันดีไหมครับ”

            กิลเบิร์ตที่ได้ยินเช่นนั้นจึงรีบตอบรับอย่างสุภาพว่า

            “ในเมื่อเจ้าชายกล่าวเช่นนี้กระหม่อมก็ไม่มีความเห็นค้าน”

            กิลเบิร์ตเองก็ไม่ต้องการให้เจ้าชายยัดคำพูดที่ด่าเชื้อพระวงศ์ว่าโง่ใส่ปากตน และยิ่งไม่ต้องการให้เจ้าหญิงลิลิธรู้ถึงสิ่งที่เขาสั่งให้คนของเขาขืนใจสตรี ที่สำคัญเขาเองก็ไม่ต้องการสังหารคนของพ่อเขาเพราะคนเหล่านี้เป็นหนึ่งในฐานกำลังอำนาจที่พ่อเขาสร้างขึ้น ในเมืองขนาดเล็กอย่างไพร์ล็อกนี้พวกขุนนางแม้จะมีตำแหน่งและอำนาจแต่ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเองดังนั้นสิ่งที่บ่มเพาะได้ก็มีแค่คนเท่านั้น วันนี้คนของพ่อเขาจบชีวิตไปสองคนเขาเองก็ไม่ต้องการที่จะสูญเสียไปมากกว่านี้

            กิลเบิร์ตหันไปบอกพวกคนใส่ชุดเกราะให้กลับไปพร้อมกับเขาหลายคนมีสีหน้าไม่ยินยอมเพราะพวกพ้องเสียชีวิตไปถึงสองคน แต่ก็ไม่สามารถขัดคำสั่งได้จึงได้แต่แต่งตัวกลับตามเดิมแล้วเดินมารวมกลุ่มกับกิลเบิร์ต ระหว่างที่เดินก็ส่งสายตาอาฆาตมาทางเรเวนกับเออร์วิน มีสองคนที่แบกร่างพวกพ้องขึ้นบ่าส่วนคนหนึ่งแบกร่างของชาลีฟ กิลเบิร์ตยกมือขวาขึ้นมาอยู่ระดับเดียวกับศีรษะ ลูกศรน้ำแข็งสองดอกที่ปักอยู่ตรงข้อเท้าของอันนา สองดอกที่ปักตรึงเจคไว้กับพื้นดินและที่ปักคาอกของบาสก็สลายกลายเป็นละออง กิลเบิร์ตหันกลับมาทาบฝ่ามือที่อกซ้ายค้อมกายให้เออร์วินกล่าวว่า

            “เจ้าชายเออร์วินกระหม่อมต้องขอทูลลาก่อน หากมีโอกาสกระหม่อมจะขอทูลเชิญเจ้าชายมาล่าสัตว์ด้วยกันหวังว่าวันนั้นเจ้าชายจะไม่ปฏิเสธ”

            เมื่อเห็นว่าเออร์วินนิ่งเงียบไม่ตอบอะไรจึงได้แต่หันกายแล้วเดินจากไป ระหว่างที่เดินกลับนั้นคนสวมชุดเกราะคนหนึ่งที่มีสีหน้าไม่พอใจถามกิลเบิร์ตว่า

            “คุณชายครับปล่อยไว้แบบนี้จะดีเหรอครับ”

            กิลเบิร์ตตอบโดยไม่มองว่า

            “แล้วตอนนี้จะทำอะไรได้”

            คนในชุดเกราะอีกคนหนึ่งก็พูดขึ้นอย่างหื่นกระหายว่า

            “ไม่สู้ให้พวกเราฆ่าเจ้าเด็กนั่นแล้วสนุกกับนังสาวใช้คนนั้น”

            ได้ยินที่อีกฝ่ายพูดกิลเบิร์ตก็มีสีหน้าไม่พอใจมองคน ๆ นั้นอย่างเย็นชาจนเขาต้องหดคอลงไปด้วยความสงสัยว่าตนทำอะไรผิด กิลเบิร์ตพูดว่า

            “ไม่ต้องกังวลไปหรอกว่าจะไม่ได้ล้างแค้นให้เพื่อนของพวกเจ้าที่ตายไป ครั้งนี้เจ้าเด็กนั่นทำความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงแล้ว”

            ตอบเพียงเท่านี้กิลเบิร์ตก็ไม่ได้พูดอะไรอีกแต่ในใจเขากำลังคำนวณหลาย ๆ อย่างในใจ ความผิดพลาดใหญ่หลวงของเออร์วินก็คือการสังหารชาลีฟ เรื่องนี้บิดาของอีกฝ่ายไม่มีทางอยู่เฉยแน่เพราะมันคือการทำลายโอกาสเกี่ยวดองกับตระกูลขุนนางในเมืองหลวง นับว่าเจ้าชายขยะพาตัวเองเข้าสู่จุดอับโดยแท้ กิลเบิร์ตคิดในใจก่อนจะนึกไปถึงสิ่งที่เออร์วินครอบครอง อาร์ติแฟกต์ที่แม้แต่ขยะก็สามารถสังหารผู้ใช้เวทย์มนต์ระดับสูงกว่าได้กับสาวใช้ที่โผล่ออกมาจากเงาคนนั้น สาวใช้ที่เพียงแค่เห็นก็รู้สึกเหมือนถูกช่วงชิงหัวใจและไม่อาจละสายตาไปจากเธอได้

            กิลเบิร์ตนึกถึงของทั้งสองสิ่งนั้นรู้สึกถึงความปรารถนาอันแรงกล้าโดยเฉพาะกับสาวใช้คนนั้น ตั้งแต่ต้นกิลเบิร์ตพบว่าเธอไม่ชายตาแลเขาเลยสักนิดเดียว แต่นั่นไม่สำคัญเพราะเขาคิดแผนการบางอย่างออกมาได้แล้ว โดยใช้ประโยชน์จากเรื่องที่เออร์วินสังหารชาลีฟในวันนี้เป็นแผนการที่เขาจะชิงทุกอย่างจากเออร์วิน ทั้งอาร์ติแฟกต์สาวใช้คนนั้นและพี่สาวที่เป็นเหมือนสิทธิ์ในการขึ้นครองบัลลังก์ เขาไม่เพียงแต่จะชิงทุกอย่างมาแต่ยังคิดจะส่งเจ้าชายขยะนั่นไปสู่ความตาย

            ในใจเขายอมรับว่าเขารู้สึกอิจฉาอีกฝ่ายที่มีพร้อมทุกอย่างทั้งฐานะ ครอบครัวที่รักใคร่ สาวงาม อาร์ติแฟกต์ล้ำค่า ทั้งที่เกิดมาเป็นแค่ขยะแท้ ๆ และนั่นทำให้เออร์วินไม่คู่ควรกับสิ่งเหล่านี้

            หลังจากที่พวกกิลเบิร์ตจากไปเออร์วินก็ให้อันนาดื่มโพชั่นเพื่อรักษาแผลที่ข้อเท้าแล้วทำการแบ่งโพชั่นให้คนอื่น ๆ ดื่ม ความจริงเธอเป็นห่วงเจคแต่เออร์วินเตือนเธอว่าเดนิสอาการสาหัสมากทำให้เธอต้องรีบเข้าไปดูอาการทันที แล้วเออร์วินก็ส่งโพชั่นจำนวนหนึ่งให้จูนบอกเธอว่า

            “คุณเจคท่าจะแย่แล้วนะครับรีบไปดูอาการเถอะครับ”

            จูนนิ่งค้างไปทันทีส่วนเจคที่นอนกับพื้นซึ่งได้ยินทั้งหมดก็ปากอ้าตาค้าง เห็นจูนหันมองมาทางเขาด้วยสายตาขยะแขยง เจคหันไปมองเออร์วินเห็นว่าอีกฝ่ายทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เดินไปทางบ้านของเจค เขาแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงจึงได้แต่ร้องในใจว่า

            ‘เฮ้ย กลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะเว้ย กลับมาสิวะ’

            น่าเสียดายที่เออร์วินไม่มีความสามารถอ่านใจแต่ถึงมีเขาก็ไม่สนอยู่ดี เออร์วินเดินมาหยุดตรงรูโหว่ของบ้านรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้สั่งให้พวกกิลเบิร์ตซ่อมแซมกำแพงให้ เสียงของเรเวนก็ดังมาจากทางด้านหลังเขา

            “ภาพลักษณ์เจ้าชายขยะที่เธอบอกว่าจำเป็นคงถูกทำลายแล้วสินะ”

            เออร์วินยิ้มก่อนจะตอบโดยไม่มองว่า

            “ยังไม่แตกหรอกครับ”

            “ทั้งที่เธอทำไปขนาดนั้นเนี่ยนะจะบอกว่ายังไม่แตกอีกเหรอ”

            เออร์วินโชว์ปืนเวทย์มนต์ให้เรเวนที่อยู่ทางด้านหลังเห็นบอกว่า

            “ถ้าผมฆ่าคนพวกนั้นด้วยทักษะหรือศิลปะการต่อสู้คงจะเป็นอย่างที่พี่สาวพูดแต่ถ้าด้วยเจ้านี่จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะพวกเขาจะคิดว่าทั้งหมดก็เป็นเพราะเจ้านี่”

            ปืนกระบอกนี้เป็นปืนที่วานเชสโก้มอบให้เมื่อตอนที่มาค้าขายที่ปราสาท เป็นอาร์ติแฟกต์ที่สามารถใช้ได้โดยการใส่คริสตัลหรือผลึกมานาลงในช่องด้านบนของปืน โดยมันจะทำการเปลี่ยนมานาในคริสตัลเป็นกระสุนธาตุแล้วยิงออกไป เดิมทีเรเวนก็คิดว่าคริสตัลที่ใส่ได้มีแค่คริสตัลธาตุไฟเท่านั้นแต่จากที่เออร์วินใช้ในวันนี้ทำให้รู้ว่าสามารถใส่คริสตัลธาตุอื่นลงไปได้ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่เออร์วินรู้ตั้งแต่วันแรกที่ได้เห็นลวดลายบนปืนกระบอกนี้แล้ว

            ในเมื่อนี่ไม่นับเป็นปัญหาแล้วเรเวนก็เปลี่ยนไปถามอีกเรื่องหนึ่ง

            “เจ้าจำเป็นต้องฆ่ากอริลลาตัวนั้นด้วยเหรอ เท่าที่ฟังดูคล้ายกับว่ามีภูมิหลังอยู่นะ”

            คล้ายว่าเรเวนไม่สนใจแล้วว่าคนนั้นชื่ออะไรจึงตัดสินใจเรียกว่ากอริลลา ที่เธอถามใช่ว่าจะไม่มีเหตุผลหากฐานะของกอริลลาตัวนั้นเป็นความจริง ด้วยศักยภาพของเมืองไพร์ล็อกไม่มีทางจะปกป้องเจ้าได้ เออร์วินตอบว่า

            “ถ้าคน ๆ นั้นล่ะก็ จะไม่เป็นปัญหาให้พวกเราทั้งตอนเป็นหรือตอนตายหรอกครับ”

            “เอ๊ะ?”

            “ในขณะที่มีอาณาจักรดราโกวิชจ้องเขมือบกลืนทุกอย่างในแถบนี้ อาณาจักรเซลเวเลียยังต้องการให้ไพร์ล็อกคงอยู่ดังนั้นเขาจะไม่มีทางก่อสงครามเพื่อลูกชายของบารอนคนหนึ่งหรอกครับ แล้วอีกอย่างผมเองก็ต้องการแสดงให้ใครบางคนเห็นด้วยว่าต่อให้เป็นเวทย์มนต์อันทรงพลังก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีรับมือดังนั้นเขาเลยต้องตายครับ”

            “ใครบางคน?”

            เรเวนถามออกไปแต่สิ่งที่ได้รับมาเป็นความเงียบจึงเปลี่ยนคำถาม

            “ปล่อยคนพวกนั้นไปจะดีเหรอ”

            เออร์วินรู้ว่าคนพวกนั้นที่เรเวนพูดถึงก็คือพวกกิลเบิร์ต

            “จะฆ่าคนพวกนั้นในตอนนี้เลยก็ได้อยู่หรอกครับแต่ปัญหาที่ตามมานี่สิ ที่แน่ ๆ เลยก็คือต้องแตกหักกับลอร์ดอาร์เทมิสพ่อของเขาซึ่งผมยังไม่ต้องการให้เกิดผลลัพธ์เช่นนั้นในตอนนี้ที่เมืองไพร์ล็อกเพิ่งจะเริ่มตั้งไข่ในการเปลี่ยนตัวเองเป็นมหาอำนาจ”

            เรเวนนึกถึงตอนที่เขาฆ่าคนโดยที่หน้าไม่เปลี่ยนสี เธอรู้สึกสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าอะไรทำให้เด็กที่อายุแค่สิบขวบเป็นเช่นนั้นได้

            “เออร์วิน..

            เจคที่ตอนนี้แม้ว่าเนื้อตัวจะเลอะฝุ่นและมีคราบเลือดแต่บาดแผลบนร่างกายหายดีแล้ว เจคจ้องมองตาเออร์วินก่อนจะถามว่า

            “พวกนั้นมาที่นี่ก็เพราะแก?”

            เออร์วินยิ้มให้เจคอย่างไม่สะทกสะท้านตอบว่า

            “ใช่ครับ”

            เจคมีสีหน้าโกรธอย่างเห็นได้ชัดเขารู้สึกว่าตั้งแต่เออร์วินเข้ามาในชีวิตทุกสิ่งทุกอย่างก็เริ่มผิดเพี้ยนไปจนหมด ต้องถูกปลุกให้ตื่นมาวิ่งแต่เช้าต้องออกกำลังกายแปลก ๆ โดยไม่รู้ว่าทำไม เพราะการตายของดอน โกเบอร์ทำให้เขาต้องหาที่พึ่งพิงและแหล่งรายได้ใหม่ และในวันนี้พวกเขาก็ถูกใครที่ไหนไม่รู้บุกมาทำร้ายด้วยความเข้าใจผิดว่าเป็นเพื่อนของเออร์วิน เดนิสบาดเจ็บสาหัส อันนาเกือบจะถูกขืนใจ ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะเจ้าชายขยะคนนี้

            เออร์วินสบตากับเจค

            “ผมรู้ว่าคุณโทษทุกอย่างว่ามันเป็นเพราะผม...”

            “หรือว่าไม่ใช่!!!”

            เจคกระชากเสียงดังลั่นทำเอาเหล่าพวกพ้องที่อยู่ในบริเวณหันมามองไปทางเขา

            “เจค”

            อันนาที่กำลังสังเกตอาการของเดนิสหันไปมองเจคพูดออกมาสั้น ๆ แม้แต่เนียหรือจูนที่กำลังป้อนโพชั่นให้คนอื่นอยู่ก็ตาม

            เจคจ้องหน้าเออร์วินพบว่าอีกฝ่ายคล้ายไม่มีความรู้สึกสำนึกผิดเลยแม้แต่น้อย และนั่นทำให้เขายิ่งรู้สึกโกรธยิ่งกว่าเก่า แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรเออร์วินก็พูดขึ้นว่า

            “ต่อให้ไม่เกิดเรื่องในวันนี้เรื่องแบบนี้ก็ต้องเกิดในวันอื่นอยู่ดี”

            คำพูดของเออร์วินทำให้เจคนิ่งงันไปในทันที ในทวีปอาร์เคนัสที่ให้ความสำคัญกับพลังเวทย์คนอย่างพวกเขาก็เป็นได้แค่เหยื่อที่รอวันถูกเชือด เป็นเพียงแค่ผงธุลีที่ไร้คุณค่าไม่มีใครจดจำได้

            “รู้มั้ยครับว่าอะไรที่ทำให้คุณมีสภาพอย่างทุกวันนี้”

            เจคจ้องหน้าเออร์วินแต่ไม่ได้พูดอะไร

            “หลายคนอาจบอกว่าเพราะพลังเวทย์น้อยหรือโลกไม่ยุติธรรมซึ่งนั่นมันก็ถูกครับ เพราะโลกมันไม่เคยยุติธรรมอยู่แล้ว แต่ว่านั่นก็แค่ปัจจัยภายนอกครับส่วนสาเหตุที่แท้จริงมันไม่ใช่อะไรเลยแต่เพราะตัวคุณต่างหาก ผมต้องถามว่าที่ผ่านมาพวกคุณเคยคิดที่จะพัฒนาศักยภาพและความสามารถของตนเองบ้างไหมครับ”

            เจคมองหน้าเออร์วินก่อนจะแค่นหัวเราะออกมา

            “เด็กอ่อนต่อโลกที่เชื่อในนิทานเพ้อเจ้อ”

            ในทวีปอาร์เคนัสมีนิทานอยู่ไม่น้อยบ้างก็เป็นนิทานที่เชิดชูผู้ใช้เวทย์มนต์อัจฉริยะที่เกิดมาในครอบครัวยากไร้ออกผจญภัยจนกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่และได้แต่งงานกับเจ้าหญิงในตอนท้าย หรือไม่ก็เป็นคนที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์มนต์ที่อ่อนด้อยแต่เป็นคนดีซื่อสัตย์สุจริตโดยพระเจ้าทรงเมตตามอบพรอันยิ่งใหญ่เปลี่ยนเขาให้กลายเป็นผู้มีพรสวรรค์ในเวทย์มนต์ หลังจากนั้นเขาก็กลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงและผู้คนต่างเคารพยำเกรง

            เป็นเรื่องปกติที่พวกเด็กที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์ที่อ่อนด้อยเมื่อได้ฟังนิทานเหล่านี้ก็จะนึกเพ้อฝัน ว่าสักวันอนาคตตนก็จะได้รับความเมตตาจากพระเจ้าแล้วเป็นเหมือนตัวเอกในนิทานเหล่านั้น แต่เมื่อพวกเขาเริ่มโตขึ้นก็จะได้รู้ว่าความเป็นจริงมันโหดร้ายกว่าที่เขาคิด ไม่มีความช่วยเหลือจากพระเจ้าหรืออะไรทั้งนั้น มีแค่ผู้ล่ากับผู้ถูกล่า ผู้กระทำกับผู้ถูกกระทำ ส่วนเรื่องการฝึกฝนจะช่วยพัฒนาตนเองและยกระดับฐานะของตัวเองได้ก็เป็นแค่ความเพ้อฝัน มนุษย์ทุกคนในทวีปอาร์เคนัสเมื่อเกิดมาแล้วมีพลังเวทย์ระดับใดก็จะมีพลังเวทย์ระดับนั้นไปตลอดชีวิต แม้ว่าปริมาณอาจเพิ่มขึ้นได้ตามการเติบโตแต่มันไม่มีทางเปลี่ยนแปลงจากขยะชิ้นหนึ่งให้กลายเป็นเพชรได้

            เจคเองก็เคยเป็นเด็กคนนั้นเด็กที่เชื่อว่าสักวันปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้น เชื่อว่าสักวันเขาจะได้รับความเมตตาจากพระเจ้า

            “มันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้หรอกทั้งความสามารถและฐานะในโลกใบนี้ พวกเรามันก็เป็นได้แค่เหยื่อสิ่งเดียวที่พวกเราทำได้อย่างมากก็แค่เลือกต้นไม้ใหญ่ไว้พึ่งพิงเท่านั้น”

            เจคพูดออกมาช้า ๆ แต่ทั้งแววตาและน้ำเสียงของเขาบ่งบอกได้ถึงความรู้สึกเจ็บปวดและความสิ้นหวัง เออร์วินกลับยังคงยิ้มเหมือนเช่นเคยก่อนจะเดินเข้าไปหาเจคแล้วใช้มือจับคอเสื้อของเจคไว้ จากนั้นก็ทำสิ่งที่ไม่ว่าใครก็นึกไม่ถึงเมื่อเออร์วินกลับใช้ท่าทุ่มข้ามหัวไหล่ทุ่มเจคลงกับพื้น

            ทุกคนในบริเวณต่างก็พากันหันมามองเป็นตาเดียว บางคนเริ่มมีท่าทีเตรียมจะเข้าไปสนับสนุนเจค ในขณะที่ทุกคนพากันสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นเรเวนที่อยู่ใกล้สุดกลับมองด้วยความสนใจในท่าทุ่มของเออร์วิน เห็นได้ชัดว่าเออร์วินขนาดตัวทั้งเล็กกว่าและเตี้ยกว่าเจคอย่างเห็นได้ชัด แต่เขาใช้ขนาดตัวที่เล็กกว่าทุ่มอีกฝ่ายลงพื้นได้อย่างง่ายดาย

            ส่วนเจคที่ตอนนี้จากยืนอยู่ดี ๆ กลายเป็นหงายหน้ามองฟ้าก็งุนงงไม่ต่างกัน ได้ยินเสียงเออร์วินพูดว่า

            “มันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้หรอกงั้นเหรอครับ เป็นบทพูดของหมาขี้แพ้เลยนะครับเนี่ยทั้งที่ตัวเองก็ไม่เคยลองเปลี่ยนแปลงอะไรจริง ๆ จัง ๆ เลยสักครั้ง แต่ไม่ต้องห่วงไปหรอกนะครับเพราะผมจะเปลี่ยนหมาขี้แพ้ตัวนี้ให้กลายเป็นหมาป่าเอง เอาล่ะลุกขึ้นมาสิครับคุณเจค ผมจะสอนคุณเองว่าสิ่งที่ฉุดรั้งคุณมาตลอดไม่ใช่เหตุผลหรือกฎเกณฑ์ของโลกอะไรทั้งนั้นแต่มันคือข้ออ้างของคุณที่จะไม่ทำอะไรเลยต่างหาก”

            เจครีบดีดตัวขึ้นมาหันไปมองเห็นเออร์วินที่ถอดเสื้อกั๊กออกตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้กำลังพับแขนเสื้ออย่างใจเย็น เออร์วินยิ้มให้เขาพร้อมกับบอกว่า

            “เข้ามาได้เลยครับคุณเจคคุณจะใช้เวทย์มนต์ด้วยผมก็ไม่เกี่ยงนะ”

            เจคจ้องเออร์วินเขาไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ ๆ อีกฝ่ายถึงหาเรื่องท้าตีเขาขึ้นมา แต่จากเรื่องในวันนี้เจคเองก็ไม่พอใจเออร์วินเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้วเขารีบพุ่งเข้าใส่เออร์วินอย่างรวดเร็ว


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน