ตอนที่ 40 เวลาที่เหลือ
ตอนที่ 40“อะไรนะนี่เธอติดตั้งเครื่อง ECMO ให้ฮิคาริไปแล้วโดยที่ไม่ปรึกษาฉันก่อนเนี่ยนะหมอดนัย !!” หมออิจิโนเสะอุทานออกมาหลังจากได้ยินสิ่งที่ดนัยบอกซึ่งตอนนี้นั้นดนัยอยู่ในห้องพักพิเศษของหมออิจิโนเสะที่เขากำลังรักษาตัวอยู่เขาตัดสินใจมาบอกหมออิจิโนเสะเอาไว้ว่าทำอะไรไปบ้าง“ใช่ครับยังไงผมก็ขอโทษด้วยที่ไม่มาปรึกษาหมอก่อนแต่ตอนนั้นผมคิดว่าถ้าปล่อยเอาไว้แบบนี้ปอดของเธออาจจะหยุดทำงานได้หมออิจิโนเสะก็รู้ถ้าปอดเธอหยุดทำงานตอนที่ผมและหมอยูมิทำงานอยู่ล่ะก็ฮิคาริไม่รอดแน่ผมจึงตัดสินใจติดตั้ง ECMO ป้องกันเอาไว้ก่อน” ดนัยอธิบายให้หมออิจิโนเสะฟังถึงเหตุผล“แบบนั้นมันก็........” หมออิจิโนเสะคิดตามก็เห็นถึงสิ่งที่ดนัยคิดเผื่อเอาไว้เพราะถ้าเกิดอาการฮิคาริกำเริบตอนที่ดนัยหรือหมอยูมิอยู่ในห้องผ่าตัดล่ะก็ฮิคาริอาจจะตายก็ได้เพราะในห้องผ่าตัดดนัยไม่สามารถพกอุปกรณ์อะไรเข้าไปได้เลยดังนั้นถ้าเกิดอาการฮิคาริทรุดตอนนั้นดนัยจะไม่มีทางรู้เลย“ยังไงก็ขอโทษด้วยครับแต่ผมคิดว่าผมตัดสินใจไม่ผิด” ดนัยพูดตามที่ฮิคาริเคยบอกเอาไว้“เฮ้อ...มันก็จริงล่ะนะเพราะถ้าเป็นฉันก็คงจะตัดสินใจแบบเธอยังไงเธอก็ช่วยประคองอาการไปก่อนนะเพราะตอนนี้เรามีความหวังแล้ว” หมออิจิโนเสะถอนหายใจออกมา“มีความหวัง ??” ดนัยสงสัยว่าความหวังอะไร“ก็ความหวังที่ฮิคาริจะฟื้นขึ้นมายังไงล่ะผู้อำนวยการน่ะติดต่อหมอให้มาผ่าตัดฮิคาริเอาไว้แล้วแต่ก็อีกหลายเดือนกว่าจะถึงเวลานั้นตอนนี้เธอต้องประคองอาการของฮิคาริเอาไว้ให้ได้นานที่สุดจนถึงเวลานั้น” หมออิจิโนเสะพูด“ผู้อำนวยการติดต่อใครให้มาผ่าตัดให้ฮิคาริเหรอครับ” ดนัยถาม“ก็ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองที่เก่งที่สุดในโลกศาสตรจารย์ลูเชียโน่ แคมเบลน่ะสิ !!” หมออิจิโนเสะตอบ“ลูเชียโน่ แคมเบล !!!” ดนัยอุทานออกมาถ้าจำไม่ผิดคนๆนั้นได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์-การแพทย์ด้วยนี่นาแถมยังลงนิตยสารตั้งหลายเล่มนี่ผู้อำนวยการเชิญคนระดับนั้นมาผ่าตัดให้ฮิคาริได้จริงๆเหรอเนี่ย ดนัยคิดในใจอย่างตื่นตระหนก“แล้วหลายเดือนที่หมออิจิโนเสะว่านี่เมื่อไหร่เหรอครับ” ดนัยถามกำหนดการ“แปดเดือน อีกแปดเดือน !!” หมออิจิโนเสะบอก“อีกนานเลยนะครับนั่น” ดนัยพยักหน้าแต่เขาก็เข้าใจได้เพราะถ้าเป็นหมอฝีมือระดับนั้นจะมีคิวการผ่าตัดยาวเป็นหางว่าวก็ไม่แปลกอะไร“อืม...เอาล่ะเธอก็ไปทำงานต่อเถอะ” หมออิจิโนเสะไล่ให้ดนัยกลับไปทำงาน“ครับ” ดนัยรับคำก่อนจะลาหมออิจิโนเสะและเดินออกจากห้องพักของหมออิจิโนเสะไป“อ้าว...หมออุจิมะมาทำอะไรแถวนี้เหรอครับ” เมื่อดนัยเปิดประตูห้องพักของหมออิจิโนเสะออกมาก็ต้องแปลกใจเพราะเจอหมออุจิมะเดินอยู่แถวๆหน้าห้อง“อ้าวหมอดนัยเองเหรอครับพอดีผมกำลังหาห้อง 512 อยู่น่ะครับพอดีผมจะต้องผ่าตัดเธอตอนบ่ายเลยจะมาแนะนำตัวกับเธอเอาไว้ก่อน” หมออุจิมะพูดพลางชูแฟ้มในมือให้ดู“อ๋อที่แท้ก็จะมาหาคนไข้นี่เองห้อง 512 อยู่ทางนั้นครับต้องเลี้ยวขวาถ้าหมออุจิมะเลี้ยวซ้ายจะเจอแต่ห้อง 501-509 ที่โรงพยาบาลเราแบ่งห้องหลักหน่วยเอาไว้อยู่ปีกซ้ายส่วนหลักสิบอยู่ทางปีกขวา” ดนัยอธิบาย“อ๊ะนี่ผมเลี้ยวผิดเหรอเนี่ยขอโทษทีครับพอดียังไม่ชิน” หมออุจิมะพูด“ไม่เป็นไรหรอกครับหมออุจิมะพึ่งมาทำงานวันแรกแต่อยู่ไปเดี๋ยวก็ชินเองครับ” ดนัยบอกโดยเขาไม่รู้เลยว่าถ้าหมออิจิโนเสะในห้องได้ยินสิ่งที่หมออุจิมะพูดก่อนหน้าจะต้องสงสัยแน่นอนเพราะโรงพยาบาลในเครือของทาเคนากะนั้นแบ่งห้องผู้ป่วยเหมือนกันแบบนี้ทุกโรงพยาบาลซึ่งยิ่งหมออุจิมะเป็นหมอที่ย้ายมาจากสาขาอื่นนั้นจะไม่รู้เรื่องแบบนี้เป็นไปไม่ได้เลยจากนั้นดนัยและหมออุจิมะก็เดินไปด้วยกันก่อนดนัยจะแยกเดินไปทางลิฟท์ส่วนหมออุจิมะก็เดินแยกไปทางปีกขวาของตึกเพื่อจะเดินไปยังห้อง 512 แต่ทว่าเมื่อเดินมาถึงห้อง 512 หมออุจิมะนั้นกับไม่ได้เปิดประตูเข้าไปเขาเหลือบมองไปยังหน้าลิฟท์ก่อนจะเห็นว่าดนัยเดินลงไปแล้วเขาจึงถอยออกมาและเดินไปยังบันไดหนีไฟที่อยู่สุดทางเดินแกร๊ก !! แอ๊ด !! ปัง !! เสียงประตูหนีไฟถูกเปิดออกก่อนจะปิดลงฟุ่บ !! หมออุจิมะหยิบมือถือออกมาก่อนจะกดพิมพ์ข้อความและพิมพ์บางอย่างลงไปก่อนจะส่งให้ใครบางคนที่อยู่ปลายทางอีกด้านหนึ่ง“การผ่าตัดของคุณโคสุเอะจะใช้เวลาสี่ชั่วโมงนะคะแพทย์ผู้ลงมือผ่าตัดจะเป็นฉันเองส่วนผู้ช่วยจะเป็นหมอมิโฮะค่ะ” หมอนากิสะกำลังแนะนำตัวเองและหมอผู้ช่วยให้คนไข้รู้จัก“โอ้ถ้าเป็นหมอนากิสะลงมือเองแบบนี้ฉันก็หายห่วงค่ะยังไงหลังจากหายแล้วฉันจะบอกให้ปู่ของฉันช่วยบริจาคสิบล้านให้โรงพยาบาลคุณนะคะ” คนไข้ที่ชื่อโคสุเอะพูด“อ๊ะแบบนั้นมัน...”“ไม่เป็นไรหรอกค่ะเพราะถ้าจำไม่ผิดโรงพยาบาลทาเคนากะมีโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยที่ไม่มีเงินค่ารักษาอยู่นี่คะฉันจะให้ปู่บริจาคเงินส่วนนั้นเข้าโครงการนี้ตระกูลของเราทำบุญทุกปีอยู่แล้วซึ่งปีนี้ตระกูลเรายังไม่ได้เลือกเลยว่าจะทำบุญที่ไหนเอาเป็นที่นี่แล้วกันค่ะ” คนไข้บอก“ถ้าคุณโคสุเอะตั้งใจแบบนั้นฉันในฐานะหัวหน้าแผนกศัลยแพทย์โรงพยาบาลทาเคนากะสาขาโตเกียวก็ต้องขอขอบคุณเป็นอย่างสูงนะคะ” หมอนากิสะพูดก่อนจะลุกขึ้นยืนและก้มหัวขอบคุณอย่างนอบน้อมตอนนั้นเองเสียงมือถือของเธอก็ดังขึ้นติ๊ง !! เสียงข้อความบางอย่างดังเข้ามาในมือถือของหมอนากิสะ“อ๊ะขออภัยด้วยค่ะฉันลืมปิดเสียง” หมอนากิสะรีบขอโทษ“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคนเรามันลืมกันได้หมอนากิสะหยิบขึ้นมาดูก่อนก็ได้ค่ะเผื่อเป็นเรื่องด่วน” คนไข้บอก“ขอบคุณมากเลยค่ะถ้าอย่างนั้นขออนุญาตนะคะ” หมอนากิสะพยักหน้าก่อนจะหยิบมือถือออกมาดูและเมื่อเธอเห็นข้อความที่ถูกส่งมาก็ยิ้มออกมาบางๆ“ข้อความจากแฟนเหรอคะนั่นอ่านแล้วยิ้มเชียว” คนไข้แกล้งแซว“ฮ่ะๆไม่ใช่หรอกค่ะฉันยังไม่มีแฟนส่วนนี่ก็แค่ข้อความจากเพื่อนน่ะค่ะพอดีส่งมาเรื่องงานหมั้นฉันก็เลยยิ้มออกไปเพราะเพื่อนคนนี้เห็นเป็นโสดมาตั้งนานนึกไม่ถึงว่าจู่ๆจะหมั้น” หมอนากิสะพูดคนไข้ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเบาๆ“ถ้ายังไงเชิญคุณโคสุเอะพักผ่อนก่อนดีกว่าค่ะฉันจะไปเช็คความเรียบร้อยที่ห้องผ่าตัดอีกรอบอีกหนึ่งชั่วโมงจะมีพยาบาลพาคุณโคสุเอะไปที่ห้องผ่าตัดนะคะ” หมอนากิสะพูดก่อนจะออกจากห้องของคนไข้ไป“หึ...ช่างเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝันจริงๆที่เหลือก็แค่หาให้เจอสินะ” หมอนากิสะพูดออกมาเธอเก็บมือถือเข้ากระเป๋าไปก่อนจะเดินจากไปอย่างอารมณ์ดีจากนั้นเหล่าหมอศัลยแพทย์ในแผนกก็แยกย้ายกันไปผ่าตัดในช่วงบ่ายจวบจนกระทั่งเลิกงาน“กลับมาแล้ว !!” ดนัยเปิดประตูห้องของเขาเข้าไปแต่ทว่าภายในห้องแทนที่จะมีฮิคาริอยู่แบบปกติกลับไม่มีใครอยู่“ไปไหนกันนะหรือจะขึ้นไปดูร่างตัวเอง” ดนัยพูดหลังจากไม่เห็นฮิคาริในห้องวู่บ !! สิ้นเสียงดนัยฮิคาริก็ปรากฏตัวขึ้นในห้องของเขา“อ้าวไปไหนมาล่ะ” ดนัยถาม“อยู่ข้างบนน่ะ” ฮิคาริชี้ไปข้างบน“ไปดูร่างตัวเองมาสินะ” ดนัยพยักหน้า“ใช่แล้วล่ะไปดูอาการมา” ฮิคาริพูด“ไม่ต้องห่วงเรื่องตัวเองแล้วน่าอีกไม่นานเธอก็จะหายและฟื้นขึ้นมาแล้วรู้มั้ย” ดนัยบอก“หมายความว่ายังไง” ฮิคาริสงสัยว่าทำไมดนัยถึงบอกกับเธอแบบนั้น“ก็อีกไม่นานศาสตรจารย์ลูเซียโน่ จะมาผ่าตัดรักษาเธอน่ะสิ” ดนัยพูด“ลูเซียโน่ หรือว่าจะเป็นลูเซียโน่ แคมเบล ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดสมองที่ได้รับรางวัลโนเบลและถูกยกย่องว่าเป็นมือหนึ่งของโลกน่ะนะ” ฮิคาริถามเพื่อความแน่ใจ“โอ้ถึงเธอจะความจำเสื่อมแต่ก็ยังรู้จักสินะ” ดนัยแปลกใจมากที่ฮิคาริก็รู้จักด้วยทั้งๆที่จำอะไรไม่ได้แท้ๆ“ก็ไม่ได้รู้จักเท่าไหร่แต่ก่อนที่นายจะมาตอนที่ฉันยังติดอยู่ที่โรงพยาบาลฉันมักจะอยู่ที่โถงด้านนอกประจำเพราะที่นั่นจะเปิดโทรทัศน์ทิ้งเอาไว้เสมอและช่องที่เปิดส่วนใหญ่จะเป็นข่าวโลกฉันจึงเห็นข่าวเกี่ยวกับศาสตรจารย์ลูเซียโน่ มาบ้างน่ะ” ฮิคาริอธิบาย“แบบนี้นี่เอง” ดนัยพยักหน้า“ว่าแต่ทำไมคนระดับนั้นถึงจะมาผ่าตัดให้ฉันล่ะ” ฮิคาริสงสัยว่าทำไมเพราะหมอที่มีชื่อเสียงขนาดนั้นไม่น่าจะมีเวลาว่างมากนักคิวการผ่าตัดของเขาน่าจะยาวไปหลายปี“ฉันเองก็ไม่รู้อะไรมากหรอกนะแต่เห็นหมออิจิโนเสะบอกว่าผู้อำนวยการเป็นคนติดต่อจัดการให้น่ะ” ดนัยบอกไปเท่าที่รู้“ผู้อำนวยการสินะแล้วเมื่อไหร่ล่ะ” ฮิคาริถามถึงกำหนดการ“แปดเดือด...การผ่าตัดของเธอจะเริ่มในอีกแปดเดือนข้างหน้า” ดนัยบอกออกไปแต่ทว่าฮิคาริที่ได้ยินดังนั้นกลับไม่แสดงอาการดีใจเลยสักนิดจนเขารู้สึกผิดปกติ“ทำไมไม่ดีใจเหรอเธอจะหายแล้วนะ” ดนัยถาม“แปดเดือนที่นายบอกน่ะฉันเกรงร่างกายฉันจะทนได้ไม่ถึงตอนนั้นน่ะสิ” ฮิคาริพูด“ห๋า...ทนได้ไม่ถึงหมายความว่าไงฉันก็ติดตั้ง ECMO ไปแล้วนี่มันน่าจะช่วยเรื่องอวัยวะที่ใกล้หยุดทำงานของเธอได้มั่งแหละ” ดนัยรีบถามต่ออย่างตกใจ“ECMO มันก็ช่วยได้แค่ปอดและหัวใจของฉันปัญหาจริงๆมันคือนี่ต่างหากล่ะ” ฮิคาริชี้ไปที่หัวของเธอ“สะ สะ สมองตาย !!” ดนัยที่เห็นดังนั้นก็ตกใจทันทีลืมนึกไปเลยว่าอาการที่ร้ายแรงที่สุดของผู้ป่วยเป็นเจ้าหญิงนิทราคืออาการสมองตายเรามัวแต่เป็นห่วงเรื่องอวัยวะภายในที่เสื่อมสภาพและใกล้หยุดทำงานดนัยคิดในใจ“ใช่แล้วล่ะอาการที่ฉันจำอะไรไม่ได้น่าจะเป็นเพราะเชื้อราที่มันเริ่มกินสมองน่ะ” ฮิคาริพูด“ถะ ถะ ถ้าอย่างนั้นเธอเหลือเวลา...”“สามเดือนหรืออาจจะเต็มที่ก็ห้าเดือนฉันประเมินได้แค่นี้” ฮิคาริบอกตุ่บ !! ดนัยนั่งลงอย่างหมดแรงทันทีเพราะเวลาแค่สามหรือห้าเดือนนั้นเป็นเวลาที่สั้นมากนี่เราช่วยอะไรเธอไม่ได้จริงๆเลยงั้นเหรอ !! ดนัยมองหน้าฮิคาริที่เป็นร่างวิญญาณสีหน้าของเธอนั้นดูเหมือนกับคนที่เตรียมใจเอาไว้แล้วซึ่งดนัยเห็นดังนั้นก็ยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปอีกนี่เขาจะช่วยเธอให้พ้นจากความตายไม่ได้จริงๆอย่างนั้นเหรอจบ...