กำลังขาอันแข็งแกร่ง กับน้ำหนักตัวที่วัดได้จากแรงสั่นสะเทือนคมขวัญบรรดาลูกขบวนกองเกวียนได้ในระดับหนึ่ง สังเกตจากสีหน้าทุกคนในตอนนี้ ไม่มีใครตื่นตระหนกเกินกว่าที่ควร ทุกคนมีสมาธิจับนิ่งอยู่ที่เป้าหมายเบื้องหน้า เสียงเคลื่อนที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ ฝีเท้าหนักอึ้งตกลงพื้นดังขึ้นเรื่อยๆ พงไม้ตระกูลเฟิร์นขนาดใหญ่ หักลู่ลงเป็นทางยาวมาด้วยความเร็วสูง ก้อนหินจำนวนหลายก้อนร่วงจากหน้าผาลงมากระทบหลังคาเกวียนส่งเสียงดังแว่วอยู่เป็นระยะๆ ทั้งหมดกลั้นหายใจเตรียมพร้อมอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เงาสีดำขนาดใหญ่มองเห็นลางๆจากเบื้องหน้า ทะยานเข้ามาหาจวนใกล้จะถึงขบวนเกวียนกลุ่มที่วางกำลังเตรียมปะทะ และแล้ว..
!!เปรี้ยงง!!
"อย่าเพิ่งยิง"
ทาร่าตะโกนร้องปรามอย่างรวดเร็วหลังมีใครบางคนลั่นไกปล่อยกระสุนออกไปก่อนกำหนด
หนึ่งในลูกขบวนผู้ยืนอยู่เบื้องหน้ากองกำลังปะทะ เผลอกดยิงออกไปด้วยความตกใจ เขาตระหนกเหมือนเห็นบางสิ่งบางอย่างกำลังจ้องมาที่ตนเอง มันแลบลิ้นตวัดไปมาวิ่งเข้ามาหาด้วยความรวดเร็ว
ร่างขนาดใหญ่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อและเกล็ดหนา ตลอดลำตัวตั้งแต่หัวจรดหาง ความยาวไม่ต่ำกว่า6เมตร ศรีษะกว้างรางๆสองช่วงแขนคนโอบ แผงคอสีแดงตั้งเด่นเป็นสง่าค่อยๆหุบพับลงมาพร้อมๆกับซากสิ่งมีชีวิตตนนั้นมันดิ้นตะกายสะบัดอย่างรุนแรงก่อนแน่นิ่งลงอย่างช้าๆ
"ให้ตายเถอะอีกแค่นิดเดียวเราเสร็จมันแน่"
หนึ่งในบรรดาลูกขบวนจ้องร่างของมันอย่างสยดสยอง เขี้ยวแหลมคมกริบราวกับใบมีดปรากฏออกมาให้เห็นเมื่อมันอ้าปากค้าง ขึงตามองมาที่เป้าหมายลูกขบวผู้ยืนอยู่ตรงหน้า เนื้อในตายังคงกระตุกสั่นอยู่อย่างนั้นซักพักกระทั่งหยุดไป
กระสุนน้ำหนักกว่า6แกรนตัดเข้าสมองของมันจากทางด้านหน้า เข้ากลางหน้าผากพอดิบพอดี ก่อนทะลวงระเบิดไปด้านหลังเป่าสมองของมันกระจุยจนไม่เหลือซาก เลือดสีแดงไหลรินเป็นทางยาว การโจมตีนั้นแม้จะเป็นยิ่งแบบลวกๆ แต่เข้าเป้าอย่างจัง กำราบสัตว์ร้ายกระหายเลือดดับแน่นิ่งสิ้นฤทธิ์ลงกับพื้น
"ตัวอย่างเขื่องเลยพับผ่า ลูกมันแน่นายหญิง"
หนึ่งในสมาชิกกลุ่มรายงานทาร่า
"อย่าลดการป้องกันลง ประทับเล็งเตรียมไว้ ยังมีพวกมันอีกเป็นฝูงกำลังวิ่งเข้ามาหา"
หญิงสาวสั่ง เธอสังเกตพุ่มไม้จากทิศทางเดิมที่สั่นกระพือออกเป็นทางไม่ลดละ แม้ได้ยินเสียงระเบิดจากปืนแผดกัมปนาทไปแล้วก็ตาม พวกมันหยุดชะงักไปเพียงครู่เดียวหลังจากเสียงปืนดังขึ้น พอผ่านไปสักพัก ก็พากันกรูเข้ามาใหม่ ครั้งนี้เรียงแถวหน้ากระดาน ปาแตกล้มระเนระนาดยาวมาเป็นทาง ทุกคนประทับยืนเรียงหน้าประจัญพร้อม ทาร่าควงหอกสลับ ยกขึ้นมาทำท่าจะขว้าง เธอกลั้นหายใจเพียงช่วงสั้นๆไม่กี่วิ ออกแรงเหวี่ยงไหล่ปล่อยแท่งเหล็กในมือคมกริบพุ่งทะยานไปยังทิศทางที่กำหนดไว้ ลำเหล็กแหลมพุ่งผ่านช่องว่างส่วนโค้งของขบวนเกวียนที่ขวางทาง ดิ่งหายเข้าไปในป่าเฟรินเบื้องหน้ากองขบวนที่5และ9
เสียงระเบิดดังสะท้อนออกมาพร้อมกับเสียงร้องระงมของพวกสัตว์ประหลาดสี่ขา ต่างพากันดิ้นตะกายเพราะถูกคมหอกอัดอำนาจสปีริตซัดเข้าใส่ตรงใจกลางกลุ่ม พงหญ้าเฟรินเบื้องหน้าถูกตัดจนขาดวิ่นด้วยอำนาจแห่งคมแท่งเหล็กนั้น เปิดเผยทัศนียภาพของกลุ่มกองโจรอสูรที่กำลังทะยานมุ่งเข้ามาหา
"ยิง" รีอาร์ตะโกนสั่งมาแต่ไกล
ครั้นแล้วก็สาดกัมปนาทขึ้นนับไม่ถ้วนไม่รู้กี่นัดต่อกี่นัด หัวกระสุนหนัก พุ่งเข้าปะทะกลุ่มเป้าหมายเบื้องหน้าอย่างสุ่มๆ แต่พลังทำลายมหาศาลเมื่อประโคมใส่กันไม่ยั้งเกินกว่า10กระบอกขึ้นไป ทุกคนจัดหนักจัดเต็มกระทั่งกระสุนซึ่งยิงได้เต็มอัตรา5นัดต่อกระบอกหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ ทั้งหมดรีบเติมกระสุนเข้าไปใหม่หลังชักดีดปลอกเก่ากระเด็นออกมาจนหมดสิ้น ประทับเล็งต่อโดยไม่รอคำสั่ง
"เตรียมยิ่งชุดต่อไป" รีอาร์ให้สัญญาณ
"หยุดเลย สั่งให้ยกหนังกิ้งก่ายักษ์ออกมากางเดี๋ยวนี้ พวกที่ยืนยิงอยู่กำลังบังสิ่งที่เราตั้งใจจะให้พวกมันเห็น"
ไคลม์ค้านคำสั่งของรีอาร์ ทำหน้าเครียดจ้องไปยังภาพเหตุการณ์เบื้องหลัง อีกฝ่ายชะงักอยู่ซักพักก่อนออกคำสั่งใหม่ตามที่เขาแนะนำอย่างงงๆ
"รีบหยิบหนังที่ชำแหล่ะออกมากาง อย่าขวางทางระยะสายตาของพวกมัน"
บรรดาลูกขบวนรีบถอยมายืนด้านหลังคันอีกฟาก ประทับปืนเล็งขึ้นโดยอาศัยตัวเกวียนเป็นที่กำบัง ไม่มีใครสักคนบดบังภูมิทัศน์รอบคันของตัวเกวียนด้านนอก ลูกขบวนอีกส่วนที่อยู่ด้านบนต่างช่วยกันขึงพืดแผ่นหนังขนาดใหญ่ชูให้เห็นอย่างเด่นชัดที่สุด
บรรยากาศเงียบสงัด แต่คงไว้ซึ่งเสียงสะท้อนของปืนที่ยิงออกไปก่อนหน้านี้ ก้องไปทั้งหุบเขาสะท้อนยาวเป็นทางไม่มีการเคลื่อนที่เข้ามาหาเหมือนก่อนหน้า ร่างอันไร้พิษสงมากมายยังคงมีตะกายดิ้นอยู่กับพื้นให้เห็นอยู่บ้างเป็นบางตัว มีส่วนหางที่ขาดจากการถูกยิงตรงโคน สะบัดดิ้นไปมาราวกับมีชีวิต แม้ว่าร่างตรงโคนหางที่ขาดด้วนของมัน จะหมดสิ้นพิษสงไปแล้วก็ตาม สร้างความสยดสยองให้แก่ทุกสายตาที่พบเห็นเป็นอย่างมาก
"แปลกแหะ เสียงของพวกมันเงียบไปแล้ว หรือจะหนีไปกันหมด?"
คล็อกครัชกระซิบถามไคลม์ ในขณะที่สองสามีภรรยาก็ประทับหอกเชิดขึ้นเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา ทั้ง4คนสอดส่ายสายตาไปรอบทิศ สังเกตความผิดปกติจากรอบด้าน กลุ่มขบวนคันต่างๆเองก็ไม่มีใครประมาทต่างประทับอาวุธขึ้นเล็งตรงจุดพื้นที่ที่ตนเองได้รับมอบหมาย
คล็อกครัชกอดลูกสาวเอาไว้นั่งยองๆมองดูบนพนังสูงที่เป็นดั่งกำแพงขังรอบด้าน ลิซาน่าอุ้นเทียร์บี้ไว้ในอ้อมอก มันส่งเสียงขู่ร้องหม่าวๆ เหมือนสัมผัสอะไรบางอย่างได้จากผนังด้านบน ปราศจากร่องรอยปราศจากแม้แต่เงาหรือเสียงใดๆ เวลานี้ทั้งขบวนเกวียนตื่นตัวอย่างถึงขีดสุด ประสาทสัมผัสถูกปลุกขึ้นมาแทบทุกส่วน
ชาล์เรียสไคลม์ เขาเป็นเพียงคนเดียวที่นิ่งสงบมากที่สุดในบรรดาทุกคนที่อยู่ในขบวนกองนั้น ชายหนุ่มกระโดดขึ้นยืนบนหลังคาเกวียนหลับตาสงบนิ่ง พยายามจับสัมผัสด้วยเสียงและสัมผัสทั้งหมดในร่างกาย
ไคลม์ขอยืมมีดสั้นของรีอาร์ติดมือมาด้วยก่อนขึ้นมายืนตรงจุดๆนี้ ชายหนุ่มกราดสายตามองรอบๆหลังหลับตารับสัมผัส เหลือบขึ้นมองด้านบนผนังทางฝั่งขวา ชักมีดสั้นออกมาสะบัดข้อมือตะวัดแขนหมุนรอบศรีษะตนเองเป็นวงกลม ปลดปล่อยคมมีดกรีดผ่านสายลมเป็นเส้นกระจายออกรอบทิศทาง นี่คือคุณสมบัติของสปีริตที่ถูกใช้ร่วมกับอาวุธในมือ เปล่งอานุภาพเป็นคลื่นพลังงานรูปเส้นทะยานออกมาจากคมอาวุธ วิ่งเข้าหาผนังรอบๆกองขบวนเกวียน
เส้นอันคมกริบทอดสายกระจายยาวเป็นวงกว้าง วิ่งผ่านขอบหินผาไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สงเสียงวิ้งๆเป็นระรอกอยู่ซักพักหนึ่งกระทั่งเงียบลงไป หลายคน สงสัยในการกระทำของเขาที่ดูเหมือนจะมีความหมายแต่ไร้ผลลัพธ์ ไคลม์ส่งมีดคืนให้รีอาร์ ชายหนุ่มรับมาแบบงงๆ บุรุษพเนจรแสยะยิ้ม ก่อนหันมามองที่คล็อกครัชกับลิซาน่าเขาฉีกยิ้มให้ แล้วจึงสั่งทาร่าบอกให้ทุกคนประทับปืนเล็งขึ้นที่สูง
พริบตาเดียว เป็นพริบตาเดียวเท่านั้นจริงๆหลังจากหญิงสาวถ่ายทอดคำสั่ง เมื่อทั้งหมดแหงนหน้ามองเบื้องบนก็ปรากฏสายโลหิตพุ่งกระจายสาดกระเด็นลงมาจากที่สูง ทั้งๆที่ดูเหมือนไม่มีอะไรแท้ๆแต่จู่ๆก็ฉายร่างปรากฏออกมาให้ทุกสายตาได้ประจัก ร่างจำนวนมากมายของกิ่งก่ายักษ์ทะเลทรายขนาดเท่ากับตัวที่ถูกยิ่งตายก่อนหน้านี้จำนวนนับ100 ค่อยๆร่วงจากผนังที่เคยยึดเกาะดิ่งลงมาหากองเกวียนขณะเดินทางราวกับก้อนหินทล่มลงมาทับ มันพลางตัวอย่างแนบเนียนด้วยคุณสมบัติของการเปลี่ยนสีผิวหนังให้ดูกลมกลืนกับสภาพพื้นที่จนไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้
ศีรษะจำนวนมากมาย ถูกตัดขาดโดยคมของมีดพกซึ่งชายหนุ่มได้สะบัดออกไปเมื่อสักครู่นี้ บางหัวยังอ้าปากพะงาบๆ เหมือนไม่รู้ตัวว่าถูกตัดออกมาจากร่างแล้วพุ่งลงมาหาลูกขบวนที่อยู่ด้านล่าง ต่างแตกตื่นตกใจกันอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่ยอมลดปลายกระบอกปืนลงจากจุดที่ถูกสั่งให้เล็งประทับไว้ หลายคนพยายามสอดส่องมองหาว่ายังมีเจ้าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้เกาะอยู่ในจุดใดของผนังเบื้องบนบ้าง ตัวแล้วตัวเล่าค่อยๆขยับให้เห็น ด้วยตกใจที่บรรดาพวกพ้องของมันร่วงหล่นจากผนังโดยไม่ทราบสาเหตุ ต่างก็ร้องขู่คำรามใส่แสดงท่าทางตอบโต้กลุ่มขบวนคณะเดินทางด้วยความเกรี้ยวกราดดุร้าย ทว่าไม่กล้าทะยานลงมาจู่โจม
นั่นเป็นเพราะบารมีของหนังและศีรษะขนาดยักษ์ ที่ถูกนำมาประดับรอบคันเกวียนหัวหน้าคณะเดินทาง ซึ่งเตรียมการเอาไว้ก่อนหน้านี้นานกว่า4ชั่วโมง มันได้ผล ทั้งกลิ่นก็ดี ทั้งสภาพที่ถูกชำแหละประดับกองเกวียนก็ดี เพียงของสิ่งนี้อย่างเดียว ก็เพียงพอที่จะข่มขู่พวกมันไม่ให้กล้าบุกเข้ามาทำร้ายพวกเขาแล้ว
ในบางจังหวะทำท่าเหมือนจะกระโดด แต่ก็ใจไม่ถึงพอ พวกมันมองหาโอกาสหรือช่องว่างจุดใดจุดหนึ่งที่ลูกขบวนจะแตกออกมานอกเหนือจากกำแพงหนังที่เอามาหุ้มรอบข้างเกวียน แต่ก็ไม่มี กองกำลังของพวกมันแตกตื่นและกระสับกระส่ายอย่างที่สุดไม่รู้หัวหน้าฝูงไปอยู่ตรงไหน
"ยิง สอยพวกมันลงมาอย่าให้เหลือ"
เสียงของใครคนใดคนหนึ่งตะโกนสั่ง เป็นจังหวะที่ชุลมุนทั้งคนและกลุ่มสัตว์ร้าย ชาล์เรียสไคลม์เป็นผู้ตะโกนร้องบอกบงการ
ไม่มีปัญหา ด้วยคำสั่งประกาศิตของเขา ทำให้ทุกคนฮึดสู้ถึงขีดสุด การระดมยิงสังหารหมู่เริ่มขึ้น ณ บัดนั้น ลูกขบวนทั้งหลายต่างแผดกระสุนกันให้วุ่นระงมก้องไปกันหมด เสียงดังสะท้อนไปทั่วตลอดซอกทางผ่านขุนเขาตรงเข้าเป้าหมายอย่างจัง ทั้งที่ประทับเล็งอยู่ และทั้งที่ร่วมกันประสานงาน กิ้งก่าใหญ่ตัวแล้วตัวเล่า ถูกสอยตกร่วงระเนระนาดนับจำนวนไม่หวาดไม่ไหว ต่างตะกายหนีตายกันให้วุ่นด้วยไม่เคยพบพานกับอำนาจทำลายล้างขนาดนี้มาก่อน นี่อาจจะเป็นหายนะครั้งใหญ่สำหรับเผ่าพันธุ์ของพวกมันก็เป็นได้
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
บทประพันธ์ : มังกรขาวเล่าเรื่อง