ใช้เวลาไม่นานการค้นหาทั่วจวนก็เป็อันเสร็จสิ้น เหล่าองครักษ์ผู้มากด้วยฝีมือและเหล่าทหารที่อยู่ภายในจวนต่างไม่พบร่องรอยของการบุกรุกแต่ประการใด และหากว่ากันตามหลักแล้ว การจะบุกเข้ามาจนถึงเรือนของท่านหญิงนั้นแทบจะไม่มีความเป็ไปได้เลยแม้แต่น้อย
สุดท้ายผู้เป็หัวหน้ากลุ่มองครักษ์ที่คอยดูแลท่านหญิงโดยเฉพาะก็ได้เข้ามาแจ้งกับผู้เป็นายว่าไม่พบร่องรอยหรือความผิดปกติใด ยิ่งไม่พบคนบุกรุกอย่างที่ท่านหญิงว่า
หลี่ฟางฟางที่มั่นใจว่าตนเองไม่ได้ตาฝาดก็พาลมีโทสะ “ก็ข้าเห็นอยู่ตำตาจะไม่มีได้อย่างไร”
เมื่อหัวหน้าองครักษ์เห็นท่าไม่ดี เขาจึงรีบคุกเข่าต่อหน้านางทันที “ขอท่านหญิงระงับโทสะด้วย”
“ท่านหญิง อย่าโมโหเลยเ้าค่ะ นั่งลงก่อนนะเ้าคะ” เฉียวเยว่ที่คอยประคองหลี่ฟางฟางค่อยๆ พานางไปนั่งสงบอารมณ์
“เหตุใดจึงไม่พบแม้แต่ร่องรอย เป็ไปได้อย่างไร” หลี่ฟางฟางยังคงบ่นพึมพำ เมื่อคิดมากก็ปวดศีรษะจนต้องยกมือขึ้นนวดขมับ
หัวหน้าองครักษ์มีความคิดหนึ่งที่ไม่กล้าเอ่ยปากด้วยตนเอง เพราะเกรงกลัวว่าหัวจะหลุดออกจากบ่า ดังนั้นในขณะที่ท่านหญิงละความสนใจจากตนไปจึงลอบส่งสายตาไปให้เฉียวเยว่ สาวใช้คนเดียวที่ท่านหญิงวางใจ
ทันทีที่เฉียวเยว่ได้สบตากับเขา นางก็รับรู้ได้ในทันทีว่าอีกฝ่าย้าจะสื่ออะไร ท่านหญิงเห็นคนบุกรุกเข้ามาถึงในห้อง นางอยู่ภายในห้องอีกทั้งยังมีสาวใช้คนอื่นเข้าๆ ออกๆ กลับไม่เห็นว่ามีผู้บุกรุก เพียงชั่วพริบตาเดียวคนทั้งคนจะหายไปได้อย่างไรนอกเสียจากว่าอีกฝ่ายเป็ผีสาง
“ท่านหญิง ภายในห้องมีคนมากเพียงนี้จะมีใครกล้าบุกรุกเข้ามาเ้าคะ หากเข้ามาได้ไยพวกเราจึงไม่เห็น อีกอย่างการคุ้มกันจวนก็แ่า มดหนึ่งตัวยังไม่อาจเล็ดลอดสายตาพวกเขาไปได้ หรือต่อให้เข้ามาได้จะออกไปก็ย่อมยากเมื่อท่านหญิงรู้ตัวแล้ว หรือต่อให้มีความสามารถดุจเทพเซียนจนออกไปได้ คนเดินก็ย่อมต้องทิ้งรอยเท้าเอาไว้ ทว่านี่ไม่มี อีกอย่าง...”
“พอ ไม่ต้องพูดแล้ว ที่เ้าสาธยายเสียยาวเหยียดขนาดนี้ เ้า้าบอกว่าข้ามึนเมาจนเห็นภาพหลอนไปเองใช่หรือไม่” หลี่ฟางฟางเหลือบสายตามองสาวใช้คนสนิทอย่างกังขา แม้แสดงอาการไม่พอใจแต่ทว่าไม่ได้มีร่องรอยของโทสะในดวงตา
ท่าทางและการปฏิบัติต่อเฉียวเยว่นั้นทุกคนรับรู้ว่านางคือคนสำคัญมากสำหรับท่านหญิง เพราะหากเป็ผู้อื่นเอ่ยวาจาเช่นนี้ท่านหญิงคงได้สั่งตัดหัว ซึ่งเื่นี้พวกเขาก็ยังไม่ทราบถึงที่มาที่ไปว่าเป็อย่างไร รู้เพียงแต่เฉียวเยว่นั้นอยู่กับท่านหญิงมาั้แ่นางลืมตาดูโลกแล้ว
“บ่าวมิกล้าเ้าค่ะ” เฉียวเยว่ประสานมือค้อมศีรษะโดยที่ใบหน้านั้นยังคงนิ่งเฉยอยู่เช่นเคย
“เอาเถอะ คืนนี้พวกเ้าก็คุ้มกันให้หนาแน่นกว่าเดิมก็แล้วกัน” หลี่ฟางฟางยังคงไม่วางใจว่าสิ่งที่นางเห็นนั้นคือภาพหลอนจริงหรือไม่ จากนั้นนางก็โบกมือไล่ให้พวกเขาไปประจำจุด
“ถ้าอย่างนั้นวันนี้บ่าวจะอยู่เฝ้าข้างกายท่านเ้าค่ะ” เฉียวเยว่กล่าวก่อนจะทำอย่างที่ว่าจริงๆ ส่วนสาวใช้คนอื่นต่างถูกไล่ให้ออกไปหน้าห้องจนหมด
ค่ำคืนแห่งราตรีผันผ่านไปจนล่วงเข้าสู่่ต้นยามอิ๋น ในที่สุดทั้งหลี่ฟางฟางและเฉียวเยว่ก็เข้าสู่ห้วงนิทรา โดยไม่ได้รู้ตัวเลยว่าบัดนี้ได้มีสตรีนางหนึ่งมายืนอยู่ที่ปลายเตียงภายในห้องอีกครั้งแล้ว แม้จะมีการวางกองกำลังอย่างหนาแน่น องครักษ์เ่าั้ก็ไม่ทันเท่าความเร็วของนางอยู่ดี
ซูฮวายืนมองร่างของสตรีที่กำลังหลับใหลด้วยสายตาอันเยือกเย็น พริบตาเดียวก็เคลื่อนกายเข้าไปใกล้เฉียวเยว่ ออกแรงสกัดจุดเพียงไม่กี่ตำแหน่ง ในหนึ่งชั่วยามนี้ไม่ว่าจะทำอย่างไรหรือมีสิ่งใดเกิดขึ้นอีกฝ่ายไม่มีทางที่จะตื่นขึ้นมาเด็ดขาด จากนั้นนางก็เข้าไปใกล้หลี่ฟางฟางแต่กลับพบว่าอีกฝ่ายกำลังลืมตาขึ้นมาแล้ว นางนับถือในสัญชาตญาณอีกฝ่ายจริงๆ
หลี่ฟางฟางตื่นใเมื่อเห็นเงาร่างที่ปรากฏข้างเตียงท่ามกลางความมืด มีเพียงตะเกียงที่ส่องสว่างอยู่ที่มุมห้องเท่านั้น แต่ก่อนที่จะได้ทำสิ่งใดร่างร่างนั้นก็กระทำการบางอย่างกับร่างของนางจนไม่สามารถขยับร่างกายได้ แม้จะส่งเสียงในลำคอก็ไม่อาจทำได้เช่นกัน
ในคราแรกไม่อาจเห็นได้ชัดว่าผู้บุกรุกเป็ใคร แต่ทว่าเมื่อคนผู้นั้นเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ก็ทำให้มองเห็นใบหน้านั้นได้อย่างชัดเจน
ใบหน้านั้นก็คือซูฮวา...
หลี่ฟางฟางสับสนและพยายามดิ้นรน นางไม่อยากเชื่อว่าคนที่เห็นตรงหน้าคือซูฮวาจริงๆ
ซูฮวาที่รู้ความคิดของศัตรูคู่อาฆาตจึงได้นั่งลงที่ฟูกบนเตียง นางค่อยๆ โน้มใบหน้าลงข้างหูของหลี่ฟางฟางก่อนจะเอ่ยเสียงกระซิบ “เ้าคงสงสัยใช่หรือไม่ ว่าข้าคือซูฮวาตัวจริงหรือตัวปลอม”
หลี่ฟางฟางเริ่มมีเหงื่อผุดพรายเมื่อใบหน้าของอีกฝ่ายใกล้นางถึงเพียงนี้ สายตาก็ยังเหลือบมองไปที่เฉียวเยว่และประตูห้องที่อีกฝั่งมีองครักษ์อยู่มากมาย
“ไม่ต้องมอง ไม่มีใครช่วยเ้าได้หรอก” ซูฮวายังคงเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับลุ่มลึกยากคาดเดา ในขณะเดียวกันมีดสั้นเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือก่อนจะใช้มันทาบลงไปที่ใบหน้าของคนที่ขยับตัวไม่ได้ และลากไล้จาก่ขมับลงมาริมฝีปาก
“ข้าจะควักดวงตาของเ้าทั้งสองข้าง ตัดลิ้นของเ้า และฝังร่างของเ้าทั้งเป็อย่างที่เ้าทำกับข้า...” น้ำเสียงของซูฮวาเย็นเยียบไปจนถึงขั้วหัวใจ หลี่ฟางฟางได้ฟังแล้วก็ลมหายใจสะดุดเกิดอาการหวาดกลัวขึ้นอย่างท่วมท้น
ผู้เป็ท่านหญิงแห่งจวนหลี่อ๋องพยายามดิ้นรนอย่างสุดชีวิตด้วยความกลัว ทันทีที่อีกฝ่ายง้างมีดในมือนางก็ทำสิ่งใดไม่ได้นอกจากหลับตา แต่กลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น มีเพียงเสียงของอีกฝ่ายที่เอื้อนเอ่ย
“กลัวหรือ” ซูฮวาเอ่ยก่อนทำการเก็บมีดสั้นเล่มนั้นลงไป และยกยิ้มพอใจเมื่อเห็นว่าหลี่ฟางฟางหอบหายใจรุนแรง
“อย่าเพิ่งรีบกลัวไปนักเลย นี่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น” นางไล้มือไปบนกรอบหน้าเย็นเฉียบที่กำลังชื้นเหงื่อ “เ้าเคยบอกมิใช่หรือ ว่าหากข้ามีใจคิดแก้แค้นก็ให้มาเจอกัน แน่นอนว่าการฆ่าเ้าให้ตายในคราเดียวนั้นง่ายดายยิ่งสำหรับข้า เพียงแต่มันคงไม่สาสมกับสิ่งที่เ้าเคยทำกับข้าเอาไว้”
ซูฮวาหยุดพูดเพื่อดูปฏิกิริยา ในใจของนางกลับมามีความแค้นอย่างท่วมท้นเมื่อได้เห็นหน้าหลี่ฟางฟางผู้เป็ตัวการหลักทำให้ชีวิตของนางดับสูญ นางอยากลงมือเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็ต้องยั้งเอาไว้เพราะยังไม่ถึงเวลา
“เ้าเคยบอกว่าข้าเป็เพียงมดปลวกไร้ค่า ใช่...ข้าในตอนนั้นไร้กำลังจะต่อกร ข้าไม่มีอำนาจในมือ ไม่มีใครหนุนหลัง แล้วเ้า...อยากลิ้มลองความรู้สึกนั้นดูหรือไม่” น้ำเสียงของซูฮวากดต่ำ
“จากนี้ข้าจะทำให้ชีวิตของเ้าตกต่ำ เ้าจะต้องค่อยๆ ลิ้มรสความทรมาน จะทำให้อยู่ไม่สู้ตาย ข้าเคยเจอมาอย่างไร เ้าจะต้องชดใช้มันเช่นนั้น” เอ่ยจบซูฮวาก็เหยียดยิ้มร้ายราวมัจจุราชก่อนจะหายไปต่อหน้าต่อตาหลี่ฟางฟางที่เกิดความกลัวจนแทบคลั่ง