เกิดใหม่ต่างโลกกับการผจญภัยครั้งใหม่ในโลกเวทมนตร์

    ตอนที่ 11 เผ่าแวมไพร์คือพี่น้องของเผ่าเอลฟ์?

    “ใช่แล้วครับ ผมไม่ใช่มนุษย์แต่ผมเป็นแวมไพร์”
    คำพูดของผมทำให้บรรยากาศเปลี่ยนเงียบงันทันทีแต่ผิดสังเกตก็คือท่าทีหวาดระแวงของผู้คนโดยรอบเริ่มลดลงเรื่อยๆ
    “ทำไมนายถึงไม่บอกฉันก่อนว่าเป็นคนของเผ่าแวมไพร์ เผ่าพวกเรากับเผ่าพวกนายล้วนแต่เป็นพี่น้องกัน ดูจากรัศมีพลังของนายดูเหมือนว่าจะครอบครองพลังต้นกำเนิดแห่งความมืดด้วยสินะ อีกทั้งมันยังบริสุทธิ์มากๆด้วย”
    เซล่าพูดออกมาแบบนั้นเล่นเอาผมไปไม่เป็น เผ่าแวมไพร์กับเผ่าเอลฟ์เป็นพี่น้องกันเลยเหรอ โอ้! นี่มันความรู้ใหม่เลยนะมันต่างจากที่ผมรับรู้มาจากโลกก่อนลิบลับ แต่ว่าความสามารถอะไรกันนะที่สามารถรับรู้ตัวตนของผมได้หมดเปลือกแบบนี้ น่าสงสัยจริงๆ
    “ใช่แล้วครับ ผมมีพลังต้นกำเนิดแห่งความมืด”
    “นายคงเป็นผู้สืบทอดหัวหน้าเผ่าแบบฉันละสิ”
    “อะไรทำให้คุณแคลร์คิดแบบนั้นเหรอครับ”
    “หืม! นี่นายไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอกเหรอ ไม่ถูกต้องเพราะคนครอบครองพลังต้นกำเนิดแห่งความมืดจะเป็นคนที่อยู่ในสถานะผู้สืบทอดของเผ่าแวมไพร์ เพราะแวมไพร์เป็นเผ่าที่เป็นที่รักของพลังแห่งความมืดปกติแล้วนายต้องได้เป็นอย่างน้อยก็ผู้ท้าชิง แต่นี่...”
    หรือว่าที่ระบุไว้ใน “แถบสถานะ” อันนั้นที่ว่า “อาชีพ ผู้สืบทอดแวมไพร์” ถ้าตามที่เธอบอกมาทั้งหมดเป็นจริงแสดงว่าผมก็สามารถใช้พลังแห่งความมืดได้ราวกับเป็นพลิกฝ่ามือตัวเองเลยนะสิ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงมันไม่ใช่แค่มีทักษะการดูดเลือดอย่างเดียว แต่จะมีทักษะที่เกี่ยวกับพลังแห่งความมืดมาเกี่ยวข้องด้วย แต่ว่าผมเองก็ยังไม่เห็นมันปรากฏขึ้นมาใน “แถบสถานะ”เลยนะหรือว่ามันมีเงื่อนไขในการปลุกพลังขึ้นมาก่อน?
    “จะว่ายังไงดีละ ผมออกร่อนเร่เดินทางไปมาทั่วโลกตั้งแต่ก่อนแล้วและยังไม่ได้กลับไปที่เผ่ามานานมาก ผมใช้ชีวิตไปกับการผจญภัยในแต่ละวันมากกว่า”
    ผมไม่ได้อยากโกหกเธอเลยนะแต่ว่าถ้าผมบอกไปว่าผมกลับมาเกิดใหม่เดี๋ยวก็เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอีกไม่หยุด
    “ถึงว่าละนายไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย เอาเถอะยังไงพวกเราเผ่าเอลฟ์ทั้งเผ่าก็ต้อนรับพี่น้องของพวกเราอยู่แล้ว”
    คำพูดของเซล่าอาจฟังดูเกินจริงไปหน่อยแต่ผ่านไปสักพักหลังจากที่ทุกคนรู้ว่าผมไม่ใช่มนุษย์บรรยากาศก็เปลี่ยนไปจากหวาดระแวงก็กลายเป็นยิ้มแย้มเบิกบานราวกับได้เจอญาติของตนเองที่หายไปนานมากกลับมาเยี่ยมเยือน
    ตอนแรกที่เธอพูดว่าผมเป็นแวมไพร์ผมเองก็รู้สึกได้ว่าใจของผมก็ตกไปที่ตาตุ่มเรียบร้อยเพราะนึกว่าเผ่าแวมไพร์กับเผ่าเอลฟ์จะมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน แต่ที่ไหนได้พวกเขาสองเผ่ากลับเป็นดั่งพี่น้องกันแบบนี้มันยิ่งทำให้ผมตกใจมากกว่ารู้ว่าพวกเขาเป็นศัตรูกันซะอีก
    ทุกคนในเผ่าล้วนต้อนรับผมด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มสดใสร่าเริงทั้งที่ก่อนหน้านี้พวกเขาแสดงท่าที่ไม่เป็นมิตรออกมาอย่างชัดเจน จากนั้นไม่นานหน่วยพยาบาลของเผ่าก็มารับเอาตัวของชายหนุ่มเอลฟ์ทั้งสองที่ตั้งแต่ต้นจนจบยังอยู่บนหลังของผมไปรักษา ผมคิดว่าเป็นเพราะพวกเขาหวาดระแวงมากเกินไปจนไม่ได้สติมองดูคนที่บาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย
    “ที่ไหน แวมไพร์คนนั้นอยู่ไหน?”
    โอ้ คราวนี้เป็นชายหนุ่มเผ่าเอลฟ์รูปหล่อคนหนึ่งกำลังเดินหาตัวผมอยู่
    “ท่านพ่อเขาอยู่ทางนี้”
    ผมมองตามเซล่าที่กำลังกวักมือเรียกชายหนุ่มรูปหล่อคนนั้น พ่อเธอเหรอ?
    “ได้ยินว่าน้องชายช่วยลูกสาวของฉันเอาไว้ได้จากเรื่องอันตรายบางอย่าง ฉันขอบคุณมากที่ช่วยลูกสาวเพียงคนเดียวของฉันเอาไว้”
    เอ๊ะ! เดี๋ยวนะทำไมเขาไม่จับมือผมหรือเลือกที่จะโค้งคำนับแต่เขาดึงผมไปกอดอย่างแนบแน่น ทำไม! ทำไมผมรู้สึกขนลุกแปลกๆ คุณพ่อของเซล่าต้องการทำอะไรกันแน่เนี่ย? หรือวัฒนธรรมมันต่างกัน?
    “ท่านพ่อใจเย็นๆก่อน ท่านไปกอดเขาแบบนั้นมันจะทำให้เขารู้สึกไม่ดีนะ”
    ผมมองไปที่เซล่าที่กำลังกลั้นหัวเราะกับการที่พ่อของเธอกอดผม เธอต้องรู้อะไรแน่ๆใช่ไหม?
    “จริงสินะ ขอโทษด้วย เชิญเข้ามาพูดคุยในบ้านของฉันก่อนเถอะตามมาได้เลยน้องชาย”
    “คิกๆ ไป...ไปกันเถอะ”
    “แล้วทำไมคุณต้องหัวเราะผมแบบนั้นด้วย”
    เซล่าเอาใบหน้าของเธอยื่นมาที่ข้างหูของผมแล้วกระซิบเบาๆ
    “คือว่าท่านเสียท่านแม่ไปนานหลายสิบปีจนกระทั่งความรู้สึกระหว่าง เอ่อ...เปลี่ยนนิดหน่อย”
    เดี๋ยวนะ! มันเรื่องจริงเหรอ? ผมว่าแล้วสัญชาตญาณของผมไม่ได้ผิดไปจริงๆ
    ผ่านไปได้สักห้านาทีก็เดินมาถึงบ้านของเซล่าที่เป็นหลังที่ใหญ่ที่สุดในเผ่าเอลฟ์แต่พวกมันถูกสร้างด้วยธรรมชาติอันงดงามให้ความรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายในทันทีที่เข้าไปภายใน
    “ในบ้านหลังนี้มันจะมีพลังต้นกำเนิดแห่งธรรมชาติช่วยให้ผ่อนคลายอาการเหนื่อยล้าและฟื้นฟูร่างกายได้อีกด้วย”
    โอ้! มีอะไรแบบนี้ด้วยมันช่วยให้ผ่อนคลายจริงๆนั่นแหละ ผมจึงเกิดความสงสัยเล็กน้อยก่อนจะใช้ทักษะเรียนรู้อย่างรวดเร็วออกไปโดยที่ไม่รู้ตัว
    ติ๊ง!
    เรียนรู้ทักษะใหม่ทักษะ ฟื้นฟูด้วยพลังแห่งธรรมชาติ เลเวล 1
    ฟื้นฟูด้วยพลังแห่งธรรมชาติ คือการฟื้นฟูจากธรรมชาติโดยตรงไม่ว่าจะเป็นพลังชีวิต พลังเวทย์ พละกำลัง การฟื้นฟูขึ้นอยู่กับปริมาณพลังเวทย์ทั้งหมดของผู้ใช้ทักษะตามเลเวลของทักษะ ฟื้น 5% ต่อสิบวินาที จะสามารถใช้งานได้ในขณะที่ไม่ได้ทำการต่อสู้เท่านั้น
    เดี๋ยวนะ! ผมไปเรียนรู้พลังของเผ่าเอลฟ์มาแบบนี้ถ้าเขารู้ว่าผมทำผมไม่โดนฆ่าทิ้งกลางเผ่าหรอกเหรอ ผมแค่เกิดความสงสัยเท่านั้นเองแต่เจ้าทักษะนี่เล่นเอาเรียนรู้มาทั้งอันเลย แต่ว่ามันเป็นทักษะฟื้นฟูที่โกงเอาเรื่องเหมือนกันนะ
    เอ๊ะ! มันไม่ได้ระบุชัดเจนว่าฟื้นฟูอะไรแต่อธิบายแบบรวมๆมาและมันก็ไม่ได้เจาะจงว่าต้องใช้กับผมคนเดียวเท่านั้นถ้าเป็นแบบนั้นหากผมได้อัพเลเวลขึ้นไปอีก บางทีผมอาจใช้กับคนอื่นได้ด้วยและที่มันน่าทึ้งกว่านั้นมันอาจซ่อมแซมพวกอาวุธหรือวัตถุได้ด้วย! มาเผ่าเอลฟ์คราวนี้ไม่เสียเปล่าจริงๆ
    ผมสำรวจระหว่างทางตั้งแต่เข้ามาภายในบ้านของเซล่าทุกอย่างมันก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเผ่ามนุษย์มากนักแต่ว่าจะต่างก็แค่ของเหล่านี้สร้างมาจากธรรมชาติโดยตรงก็เท่านั้น
    หลังจากเดินมาอีกสิบนาทีในที่สุดก็ได้เข้ามาในห้องรับแขกบ้านของเซล่า
    “เชิญนั่งได้เลยน้องชาย”
    พ่อของเซล่าหันมามองที่เซล่าก่อนที่จะพูดออกมา
    “การที่ลูกกลับมาเร็วขนาดนี้แสดงว่าเรื่องใหญ่อะไรแน่นอนเล่าให้พ่อได้ฟังสักหน่อยเถอะ”
    “ท่านพ่อ วันนี้มีเรื่องใหญ่จริงและมันก็อาจกระทบกับเผ่าพวกเราทั้งเผ่าพันธุ์ได้เลย”
    พ่อของเซล่าเมื่อได้ยินแบบนั้นถึงกับขมวดคิ้วขึ้น
    “วันนี้ ลูกไปเจอกับแผนการก่อสงครามของพวกมนุษย์เข้าพวกมันใช้ราชาหมาป่าขนเทากับราชินีหมาป่าขนเทาพร้อมกับหมาป่าขนเทาอีกกว่าเจ็บสิบตัว ยังไม่หมดแค่นั้นยังมี ฮอบก็อบลิน หกตัวพร้อมกับก็อบลินอีกยี่สิบตัว พวกมนุษย์ชุดดำพวกนั้นใช้วิธีแปลกประหลาดในการเพิ่มพลังให้กับมอนสเตอร์เหล่านั้นให้มันร่วมมือกันเพื่อฆ่าลูกกับเพื่อนของลูกทั้งหมดเพื่อจุดฉนวนสงครามขึ้นมา”
    “แต่ลูกโชคดีในตอนนั้นเองคุณซัมเมอร์ผ่านไปแถวนั้นพอดิบพอดีและเป้าหมายของเขาก็คือการล่าพวกมอนสเตอร์ที่เข้ามาทำร้ายลูกกับเพื่อนๆทำให้ตัวลูกเองรอดกลับมาที่เผ่าได้อย่างปลอดภัย”
    พ่อของเซล่ามองมาที่ผมด้วยแววตาซาบซึ้งแต่ผมไม่ได้ซาบซึ้งด้วยมันกลับเป็นความรู้สึกขนลุกมากกว่า
    “ปลอดภัยกลับมาก็ดีแล้วแต่ว่าพวกมนุษย์พวกนั้นมันกล้ามากเลยนะที่คิดจะก่อสงครามกับเผ่าของพวกเราโดยตรงแบบนี้ ถึงกับกล้าคิดจะฆ่าลูกสาวคนเดียวของพ่อแบบนี้ เรื่องนี้เอาไว้ก่อนก็แล้วกันเพราะยังไงเผ่าเอลฟ์พวกเราก็จะไม่อยู่เฉยอีกต่อไปเห็นพวกเรารักสงบแต่พวกมันกลับอยากก่อสงครามจนตัวสั่น”
    พ่อของเซล่าสะกดข่มอารมณ์ของตัวเองลงไปแล้วมองมาที่ทางผมอีกครั้งแต่คราวนี้เป็นสีหน้าที่ดูเป็นหัวหน้าเผ่าขึ้นมามากกว่าก่อนหน้านี้เยอะเลย
    “จะว่าไปแล้วตามที่เซล่าส่งข้อความผ่านทางจิตมาหาฉันบอกว่าน้องชายไม่รู้จักพลังของตนเองสินะ พลังที่เรียกว่า “พลังต้นกำเนิดแห่งความมืด” ที่เป็นพลังแกนหลักของเผ่าแวมไพร์”
    “ใช่แล้วครับ ผมไม่รู้อะไรเลยจริงๆตามที่ผมได้บอกไปผมออกมาจากเผ่าเพื่อผจญภัยแล้วไม่ได้กลับไปที่นั่นอีกถ้าจะไม่รู้เรื่องอะไรแบบนี้เลยก็คงเป็นเรื่องธรรมดา”
    “ที่น้องชายพูดมาก็ถูกเพราะว่าพลังนี้ของเผ่าแวมไพร์ที่เป็นพลังเฉพาะตระกูลของหัวหน้าเผ่าจะถูกปลุกขึ้นมาเองในตอนอายุสิบสองและจะไม่มีวันรู้ว่ามีมันอยู่หากไม่ได้ทดสอบมัน ส่วนจะสร้างทักษะขึ้นมาได้หรือไม่นั้นมันก็ขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ของตัวน้อยชายเองแล้ว และเรื่องของระดับขั้นของแวมไพร์เป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจด้วยตัวเองมันจะลึกซึ้งยิ่งกว่าการสร้างทักษะของแวมไพร์ขึ้นมาอีกสักเท่าตัว สิ่งที่ฉันรู้ก็มีเพียงเท่านี้ที่เกี่ยวกับเผ่าแวมไพร์”
    ถึงจะบอกว่าให้ผมเรียนรู้มันเองแต่ผมก็ไม่รู้ว่าโดยธรรมชาติแวมไพร์ของโลกใบนี้มันเป็นแบบไหน? การใช้ชีวิต? และการพัฒนาการของแวมไพร์? โดยความเข้าใจแล้วผมเองก็ยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับแวมไพร์ในโลกนี้เลยแม้แต่อย่างเดียว ถ้าหากว่ามีแวมไพร์สักคนได้ให้ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับเขา และได้สอบถามเล็กน้อยแล้วละก็บางทีอาจทำให้ผมเข้าใจมันมากขึ้นก็ได้
    “ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะครับท่านหัวหน้าเผ่า”
    “ฮ่า ฮ่า ไม่ลำบากอะไรเลย การที่น้องชายช่วยเหลือลูกสาวของฉันเอาไว้นับเป็นบุญคุณที่มหาศาลกับเผ่าเอลฟ์ ได้ช่วยเหลือน้องชายในเรื่องแค่นี้ได้นับว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”
    “ท่านพ่อถ้าไม่มีอะไรแล้วลูกจะพาเขาไปที่ห้องพักก่อน”
    “อืม ไปเถอะวันนี้น้องชายพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนเถอะเหนื่อยมาก็มากแล้ว อย่าได้เกรงใจพวกเรามากนักคิดว่าเป็นบ้านของตนเองก็แล้วกัน”
    เซล่าก็พาผมเดินออกมาจากบ้านของเธอมุ่งหน้ามายังอีกทางที่เป็นโซนที่อยู่อาศัย พวกเราสองคนพูดคุยกันเรื่องธรรมดาทั่วไปของเผ่าเอลฟ์ไปในระหว่างทางจนกระทั่งถึงที่บ้านพัก เมื่อส่งผมเสร็จแล้วเธอจึงเดินกลับบ้านไปและยังบอกไว้ว่าพรุ่งนี้จะพาผมไปเดินชมเผ่าเอลฟ์ด้วยตัวเอง
    เรื่องราวในวันนี้ที่ผมได้รู้มามันก็ทำให้ผมยิ่งอยากรับรู้เรื่องเกี่ยวกับแวมไพร์มากขึ้นไปอีกและข้อสงสัยบางอย่างที่อยู่กับพวกที่เข้ามาทำร้ายเซล่าเองก็ด้วยผมอยากจะรู้แรงจูงใจของพวกมัน พวกมันต้องไม่ใช่แค่อยากก่อสงครามแต่พวกมันจะต้องมีเป้าหมายที่ซ่อนเอาไว้อีกอย่างแน่นอน.......... . .

    .