บทที่5 เป็เพราะเ้าเมืองหน้าเื ข้าจะให้มันชดใช้
คืนนั้นหลังจากต้มยาให้หลินกวงกินเรียบร้อยแล้วทุกคนก็แยกย้ายไปทำเื่ส่วนตัวเหลือแต่เพียงจางเว่ยเยียนเท่านั้นที่นั่งเฝ้าสามีนางเฝ้าอยู่ข้างเตียงสามีจนดึกส่วนหลินกวงก็หลับไปอย่างอ่อนแรงทิ้งไว้เพียงเสียงหายใจที่ยังคงติดขัดเล็กน้อย
หลินเสี่ยวเฉินนั่งอยู่มุมหนึ่งของห้อง สายตาเหม่อมองเปลวไฟนิ่ง ๆราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอย่างเคร่งเครียด
“เสี่ยวเฉิน…” เสียงเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านข้าง
เขาหันไปมองก็เห็นหลินอวี้หลานนั่งลงข้าง ๆ นางดึงเข่าเข้าหาตัวใบหน้าดูเคร่งเครียดกว่าปกติ
“พี่หญิง” เขาเรียกเบา ๆ
ทั้งสองเงียบไปครู่หนึ่งในที่สุดหลินเสี่ยวเฉินจะเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน “พี่หญิง…ข้ามีเื่อยากถาม”
“เ้าถามมาเถิด” หลินอวี้หลานพยักหน้า
เด็กชายสูดหายใจลึกเล็กน้อยก่อนจะถามออกไปตรง ๆ “ตอนนี้บ้านเราติดหนี้อยู่เท่าไร”
คำถามนั้นทำให้หลินอวี้หลานชะงักไปทันทีนางยังไม่ตอบแต่ก้มหน้าลงเล็กน้อย มือกำชายเสื้อแน่น แววตาเต็มไปด้วยความลังเลหลินเสี่ยวเฉินมองท่าทางของพี่สาวก็เข้าใจได้ทันที
“ก่อนหน้านี้พวกท่านไม่เคยบอกข้าเลย” เขาพูดเสียงเบา“เป็เพราะข้ายังเด็กหนำซ้ำยังป่วยอยู่ พวกท่านคงไม่อยากให้ข้าคิดมาก”
หลินอวี้หลานเงยหน้าขึ้นมามองเขาแล้วถอนหายใจยาว
“ใช่…” นางตอบช้า ๆ“พวกเราไม่เคยเล่าให้เ้าฟังเพราะไม่อยากให้เ้าเป็กังวลแต่ตอนนี้เ้าก็เห็นแล้วว่าบ้านเราเป็อย่างไร ข้าคงปิดบังเ้าไม่ได้อีก”
“ข้าอยากรู้ความจริงทั้งหมด” เขามองหน้าพี่สาวอย่างจริงจัง
เสียงลมพัดผ่านซอกไม้ฝาบ้านที่ผุพังดังแ่เบาบรรยากาศยิ่งดูเงียบงันขึ้นไปอีก หลินอวี้หลานหลับตาลงเล็กน้อยแล้วเริ่มเล่า “เมื่อก่อนบ้านหลินของพวกเราไม่ได้เป็แบบนี้”
คำพูดแรกทำให้หลินเสี่ยวเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย
“พวกเรามีที่นาถึงสามสิบหมู่” หลินอวี้หลานพูดต่อ
“สามสิบหมู่?” เด็กชายทวนอย่างใแม้จะยังไม่คุ้นกับหน่วยวัดนี้นักแต่จากความทรงจำของร่างเดิมเขารู้ดีว่ามันไม่ใช่น้อย
“ใช่” ผู้เป็พี่สาวพยักหน้า“สมัยนั้นพวกเราถือว่าอยู่ดีกินดี ไม่ถึงกับร่ำรวยแต่ก็ไม่เคยขาดแคลน”
ภาพในความทรงจำบางส่วนผุดขึ้นในหัวของหลินเสี่ยวเฉิน ทุ่งนาสีเขียวลมพัดผ่านรวงข้าว เด็กชายตัวเล็กวิ่งเล่นอย่างมีความสุขแต่ภาพนั้นอยู่ได้ไม่นานก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความแห้งแล้งและดินแตกระแหง
“แล้วเกิดอะไรขึ้น” เขาถามเสียงต่ำ
หลินอวี้หลานกัดริมฝีปากแน่นก่อนจะตอบออกมาด้วยน้ำเสียงที่เจือความสิ้นหวังเล็กน้อย “ภัยแล้ง…มันไม่ได้เกิดแค่ปีเดียวแต่ยาวนานถึงสามปีติดกัน”
นางหยุดครู่หนึ่งแล้วจึงเล่าต่อ“ฝนตกน้อย น้ำในคลองแห้งพืชผลปลูกไปก็ไม่งอกงาม ต่อให้พยายามเพียงใดก็ได้ผลผลิตน้อยมากไม่ใช่แค่บ้านเราทว่าชาวบ้านทั้งหมู่บ้านก็เป็เหมือนกันตอนแรกทุกคนยังพอมีข้าวเก็บไว้ แต่พอผ่านไปนานวันเข้ามันก็หมด บางคนต้องขายของบางคนต้องเอาที่นาไปจำนอง”
“บ้านเราก็เหมือนกัน” คราวนี้เป็หลินเสี่ยวเฉินที่พูด
“เ้าเข้าใจถูกต้อง” เด็กสาวพยักหน้ารับ
หลินเสี่ยวเฉินรู้สึกเหมือนมีความร้อนแล่นขึ้นมาจากในอก “จำนองกับผู้ใด”
“ท่านเ้าเมือง” หลินอวี้หลานตอบ
ชื่อเรียกนั้นทำให้ดวงตาของเด็กชายหรี่ลงเล็กน้อยเขาใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจนึกถึงควาทรงจำของเ้าของร่างทว่าก็ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับเ้าเมืองมากนักรู้เพียงแต่ว่าท่านเ้าเมืองมีชื่อว่า “หวงจิ่งผู”
“ตอนนั้นพวกเราจำเป็ต้องเอาที่นาไปจำนองเพื่อแลกกับเงินมาซื้อข้าวกิน ได้เงินมาห้าตำลึง” หลินอวี้หลานเล่าต่อ นางนึกย้อนกลับไปถึงวันที่บิดาเอาโฉนดที่ดินไปยื่นให้ท่านเ้าเมืองได้เป็อย่างดีวันนั้นเป็วันที่หลินกวงเ็ปหัวใจจนแทบจะร้องไห้
“พวกเราคิดว่าแค่ผ่าน่ลำบากไปได้ก็คงหาเงินมาไถ่คืนได้”นางยิ้มขมขื่น “แต่พวกเราไม่รู้เลยว่าในสัญญามันเขียนอะไรไว้พวกเราไม่มีใครอ่านออกเขียนได้”
ประโยคนั้นทำให้หลินเสี่ยวเฉินชะงักไปเล็กน้อย
“ดอกเบี้ย มันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆเพิ่มมากเสียจนพวกเราเองก็ไม่ไหว”แววตาของหลินอวี้หลานฉายแววเศร้าออกมาอย่างรู้สึกผิดเพราะหากว่าครอบครัวไม่ตัดสินใจเอาที่นาจำนองในตอนนั้นชีวิตของพวกเขาอาจจะไม่เป็อย่างเช่นนี้ตอนนี้ก็เป็ได้
“เพิ่มขึ้นเท่าไร” เด็กชายถามเสียงนิ่งสีหน้าเคร่งเครียด
หลินอวี้หลานเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “ดอกเบี้ยทบต้นรวมแล้วเป็ห้าสิบตำลึง”
“อะไรนะ?” หลินเสี่ยวเฉินหลุดเสียงออกมาทันทีดวงตาเบิกกว้าง จากห้าตำลึงกลายเป็ห้าสิบตำลึง เพิ่มขึ้นมาเป็สิบเท่านี่มันไม่ใช่แค่ดอกเบี้ยธรรมดาแล้ว มันคือการขูดรีดชัด ๆ
“เ้าก็คิดเหมือนข้าใช่ไหม” หลินอวี้หลานยิ้มขม“แต่พวกเราทำอะไรไม่ได้ พอถึงเวลาชำระหนี้พวกเราหาเงินไม่ได้ที่นาก็ถูกยึดไป”
คำพูดนั้นเหมือนค้อนหนักทุบลงในใจ หลินเสี่ยวเฉินนั่งนิ่งสายตาเริ่มสงบลง
“แล้วตอนนี้พวกเราปลูกข้าวเกาเหลียงบนที่ดินของใคร”เขาถามต่อ
“ตอนนี้พวกเราต้องเช่าที่นาของตัวเองค่าเช่าตกปีละสามตำลึง” ผู้เป็พี่ตอบเสียงเบาเป็เพราะว่านางเองก็ไม่มั่นใจว่าปีนี้จะหาค่าเช่ามาจ่ายให้ท่านเ้าเมืองได้หรือไม่
หลินเสี่ยวเฉินหัวเราะในลำคอเบา ๆ แต่ไม่มีความขบขันเลยแม้แต่น้อย “ของของตัวเองแต่ต้องเช่าคืน ช่างน่าอนาถใจยิ่งนักเงินสามตำลึงใช่ว่าจะหากันได้ง่าย ๆต่อให้ข้าทำงานครึ่งปีก็ยังไม่รู้ว่าจะหามาได้ครบสามตำลึงหรือไม่หวงจิ่งผูผู้นี้ช่างโลภมากและเห็นแก่ตัวยิ่งนัก”
เด็กชายกำหมัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ เล็บจิกลงในฝ่ามือจนแทบเืซึมความโกรธค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจอย่างเงียบงันจากห้าตำลึงกลายเป็ห้าสิบตำลึงยังไม่พอยังยึดที่นาแล้วยังเก็บค่าเช่าปีละสามตำลึงอีก
“ขูดรีด” เขาพึมพำเสียงเย็น “นี่มันขูดเืขูดเนื้อชัดๆ”
ตอนนี้ในหัวของเขาเต็มไปด้วยความคิดมากมายในชีวิตก่อนเขาเคยเรียนรู้เื่ระบบการเงิน เื่ดอกเบี้ยเขารู้ดีว่าตัวเลขมันเพิ่มขึ้นได้อย่างไร แต่ต่อให้คิดอย่างไรจากห้าไปห้าสิบในเวลาเพียงสามปีมันไม่มีทางเป็ดอกเบี้ยปกตินี่คือสัญญาที่เอาเปรียบั้แ่ต้นและเหยื่อก็คือชาวบ้านที่ไม่รู้หนังสือ
หลินเสี่ยวเฉินเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แววตาของเขาเปลี่ยนไป “เ้าเมืองคนนี้ต้องไม่ใช่คนดีแน่ ทำกับชาวบ้านจนหมดหนทางสักวันหนึ่งข้าจะต้องให้เขาชดใช้” เขาพูดพร้อมกำหมัดแน่น
ผู้เป็พี่สาวมองดูน้องชายด้วยสายตาตกตะลึงที่ผ่านมานางไม่เคยเห็นเขาเป็เช่นนี้มาก่อนแต่ั้แ่ที่เขาฟื้นขึ้นมานี้ดูเปลี่ยนไปมาก ดูกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว มุ่งมั่นมีความคิดเป็ผู้ใหญ่และความรู้สึกแปลกบางอย่างก็คือดูเหมือนว่าจะเป็คนอื่นที่ไม่ใช่น้องชายของตัวเอง