กัวเลี่ยง ออกจากถ้ำเก็บตัวแล้ว!
ข่าวนี้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง ปกติแล้วแค่ศิษย์ ขั้นผลัดเปลี่ยนกายา คนหนึ่ง แม้จะเป็ถึงศิษย์สายตรงของผู้าุโ ออกจากถ้ำมาก็ไม่น่าจะเป็เื่ใหญ่โตอะไร
แต่ทว่า... วีรกรรม (ด้านลบ) ของเขานั้นช่างเป็ตำนานเหลือเกิน...
เริ่มจากวีรกรรมไปแย่งถ้ำฝึกตนกับศิษย์น้อง ขั้นทะเลิญญา แล้วโดนตบสลบคาที่ ถูกทิ้งให้นอนตากลมตากแดดอยู่ครึ่งค่อนวัน กลายเป็เื่เม้าท์มอยสนุกปากของศิษย์ในสำนักไปหลายเดือน พอเื่เริ่มซา พี่แกก็ไปท้าประลองกับคนอื่นอีก คราวนี้หนักกว่าเดิม เพราะเล่นถูกแบกออกมาแห่ประจานรอบสำนัก...
ชื่อของ กัวเลี่ยง จึงกลับมาผงาดในความทรงจำของทุกคนอีกครั้ง... ในฐานะ "ตัวตลก" แห่งยอดเขา
ซางหัว มองกัวเลี่ยงที่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเ็า เขายิ้มเยาะด้วยความสะใจ "ไอ้แซ่กัวคนนี้ ยังมีหน้าโผล่หัวออกมาอีกเรอะ?"
ศิษย์ ขั้นสร้างรากฐาน ที่อยู่ข้างๆ กระซิบเตือนเสียงเบา "ศิษย์พี่ซาง พูดแบบนี้จะดีเหรอขอรับ... ยังไงเขาก็เป็ศิษย์สายตรงของ ผู้าุโเฉียน นะขอรับ..."
ซางหัวปรายตามองอย่างเหยียดหยาม "เ้าจะไปรู้อะไร กฎของสำนักคือผู้าุโและพวกศิษย์หลักจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้ของศิษย์ระดับล่าง ต่อให้มันเป็ศิษย์เ้าสำนักก็ไม่มีข้อยกเว้น!"
เขากับกัวเลี่ยงเหม็นขี้หน้ากันั้แ่วันแรกที่เจอ พร์ก็พอๆ กัน กินกันไม่ลง แต่ถ้ามีโอกาสทับถมให้อีกฝ่ายหน้าแตกเมื่อไหร่ เป็ต้องไม่พลาด
เห็นกัวเลี่ยงเดินผ่าน ซางหัวจึงไม่รอช้าที่จะเปิดฉากทักทาย
"อ้าว นี่มันศิษย์พี่กัวไม่ใช่เหรอ ไม่เจอกันตั้งหลายเดือน ได้ข่าวว่าวันก่อนโดนเด็กขั้นสร้างรากฐานอัดจนปางตายไม่ใช่เหรอ จุ๊ๆๆ ศิษย์น้องอย่างข้าเป็ห่วงแทบแย่แหน่ะ"
กัวเลี่ยงเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ผิดคาดที่คราวนี้เขาไม่โวยวาย กลับตอบเรียบๆ ว่า "ข้ากดระดับพลังลงไปสู้กับเขา แพ้ก็คือแพ้ ไม่มีอะไรต้องแก้ตัว"
ซางหัวยังไม่เลิกรา "ศิษย์เอกของผู้าุโเฉียนผู้ยิ่งใหญ่ พ่ายแพ้หมดรูปให้กับเด็กโนเนม พูดออกไปนี่มันน่า... ฮ่าๆๆ"
กัวเลี่ยงจ้องหน้าเขาเขม็ง "ศิษย์น้องซาง... ความหมายของเ้าคือ ตัวข้ามันกระจอก... หรือท่านอาจารย์ของข้ากระจอกกันแน่?"
ซางหัวหน้าเปลี่ยนสี แม้ผู้าุโเฉียนจะไม่ยุ่งเื่เด็กตีกัน แต่เขาก็ไม่กล้าพอจะไปลบหลู่เกียรติของผู้าุโ จึงรีบแก้ตัวเสียงเย็น "ผู้าุโเฉียนพลังแก่กล้า ข้าย่อมเลื่อมใส แต่สำหรับศิษย์พี่กัวน่ะ..."
ความหมายในคำพูดนั้นชัดเจนจนไม่ต้องแปล
เขาคิดว่ากัวเลี่ยงคงจะโกรธจนเืขึ้นหน้า แต่กัวเลี่ยงกลับสงบนิ่ง เงียบไปครู่หนึ่ง
ในขณะที่ซางหัวกำลังได้ใจ เตรียมจะซ้ำเติมอีกดอก กัวเลี่ยงก็พูดสวนขึ้นมาว่า
"เรามาพนันกันหน่อยไหม?"
...
ซูหยุนถอนหายใจยาว ลืมตาขึ้นช้าๆ สิ่งสกปรก ในกายเขาถูกชำระล้างไปกว่าเจ็ดส่วนแล้ว ตอนนี้เขาสามารถทะลวงเข้าสู่ ขั้นขัดเกลาิญญา ได้ทุกเมื่อ แต่เขาไม่คิดจะทำเช่นนั้น ความบริสุทธิ์ของพลังปราณคือไพ่ตายที่คนอื่นเทียบไม่ติด เขาต้องทำให้สมบูรณ์แบบที่สุด
เขาคำนวณเวลาคร่าวๆ อีกประมาณ 2-3 ปี แดนลับหลิงเสวียน ถึงจะเปิด ถึงตอนนั้นเขาน่าจะชำระสิ่งสกปรกได้ถึงเก้าส่วน ซึ่งถือว่าเป็ระดับอัจฉริยะที่หาตัวจับยาก
แต่ถ้าจะให้สุด... เขาต้องรอ วารีหยกจือ จากแดนลับนั่นก่อน แล้วค่อยทะลวงขั้นทีเดียว
กำลังคิดเพลินๆ เสียงของจ้าวหู่ก็ดังมาจากหน้าประตู "เรียนผู้ดูแล มีศิษย์สายในชื่อ ซางหัว มาขอพบ... บอกว่า... จะมาขอแลกเปลี่ยนฝีมือกับท่าน..."
ซูหยุนตาสว่างทันที "บอกมันไป ข้างานยุ่ง ไม่มีเวลา!"
ชั่วอึดใจต่อมา ได้ยินเสียงจ้าวหู่ร้อง 'โอ๊ย' ตามด้วยเสียงห้าวหาญดังลั่นลานบ้าน "ศิษย์น้องซู ไยไม่ออกมาพบกันหน่อยเล่า?"
ซูหยุนเปิดประตูผัวะ เห็นจ้าวหูหน้าซีดเผือด เอามือกุมอก ดูท่าจะโดนซัดจนช้ำในไม่น้อย
เขาหรี่ตามองซางหัว ในใจหมายหัวไว้แล้วว่า 'เดี๋ยวจะจัดหนักให้หายซ่า'
ซางหัวก็ประเมินซูหยุนเช่นกัน นอกจากระดับพลัง ขั้นผลัดเปลี่ยนกายา ระดับปลายที่ทำให้แปลกใจเล็กน้อย ที่เหลือก็ดูธรรมดาๆ แบบนี้ก็ดี จะได้ไม่ต้องเสียเวลากดพลังลงมาสู้
ซูหยุนสูดหายใจ ปั้นหน้ายิ้มแย้ม "ศิษย์พี่มาถึงก็ลงไม้ลงมือกับคนของข้า แบบนี้ต้องมีคำอธิบายนะ"
ซางหัวโยนขวดหยกให้จ้าวหู่อย่างไม่ยี่หระ "ค่าทำขวัญแค่นี้ พอใจรึยัง?"
จ้าวหู่หน้าบานเป็กระด้ง ยารักษาในขวดนี้สำหรับซางหัวอาจเป็แค่เศษเงิน แต่สำหรับศิษย์นอกอย่างเขา มันคือของล้ำค่า เจ็บตัวคราวนี้คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม!
ซางหัวหันมาหาซูหยุน "ศิษย์น้องพอใจแล้วสินะ? งั้นเรามาประลองแลกเปลี่ยนฝีมือกันหน่อยเป็ไง?"
ซูหยุนหัวเราะร่า "ศิษย์พี่ช่างเป็คนตรงไปตรงมา งั้นข้าก็ไม่อ้อมค้อมนะ"
ตุ้บ!
เขาโยนถุงมิติใบหนึ่งลงบนโต๊ะ ยิ้มกล่าวว่า "สู้กันเฉยๆ มันจืดชืด มาวางเดิมพันกันหน่อยดีกว่า? ในนี้มีหนึ่งพัน ผลึกิญญา ถ้าศิษย์พี่ชนะ ก็เอาไปได้เลย"
ซางหัวรู้สึกทะแม่งๆ 'ฉากแบบนี้... ทำไมมันคุ้นๆ ชอบกล?'
แต่จะให้ถอยตอนนี้ก็เสียหน้าแย่ ลำพังเื่พนันกับกัวเลี่ยงก็เสี่ยงพอแล้ว ขืนหนีหางจุกตูด ชื่อเสียงคงเน่าเฟะยิ่งกว่ากัวเลี่ยงแน่ๆ
เขาเลิกคิดมาก 'ต่อให้มีแผนชั่วอะไร แต่ในโลกนี้พลังคือความจริง!'
คิดได้ดังนั้นเขาก็โยนถุงผลึกิญญาหนึ่งพันก้อนลงไปเช่นกัน สายตามุ่งมั่นจ้องมองซูหยุน
...
ณ ยอดเขาชุ่ยเวย
ซางหัวไพล่มือไว้ข้างหลัง ท่าทางสบายๆ "ศิษย์น้อง เชิญลงมือก่อนได้เลย"
ซูหยุนมองบน 'ศิษย์พี่คนนี้ไปเอาความมั่นหน้ามาจากไหนเนี่ย?'
ในเมื่อขอมา... ก็จัดให้!
เขาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว
ตึง!
บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปฉับพลัน แรงกดดันมหาศาลแผ่พุ่งออกมาจากร่างเขาเป็ศูนย์กลาง กระจายไปทั่วทิศ ศิษย์มุงทั้งหลายต่างพากันโห่ร้อง
"แม่เ้า! ผู้ดูแลทำไมโหดงี้!"
"ฮึ! ผู้ดูแลซูเป็อัจฉริยะฟ้าประทาน พวกเราจะไปเทียบได้ยังไง!"
"สหาย... ช่วยพยุงข้าที ข้ายืนไม่ไหวแล้ว..."
"แค่ก... เวอร์ไปแล้วพวกเอ็ง..."
ซางหัวมองกลุ่มกองเชียร์ด้วยความมึนงง 'ศิษย์เขานอกนี่มันเป็บ้าอะไรกันหมด?'
ยังไม่ทันจะได้คิดต่อ ซูหยุนก้าวเข้ามาอีกก้าว แรงกดดันเพิ่มขึ้นอีกสามส่วน ซางหัวรีบดึงสติกลับมา สีหน้าเริ่มเคร่งเครียด 'ไอ้หมอนี่... มีของจริงว่ะ'
ก้าวที่สาม... สี่... ห้า...
ยิ่งซูหยุนเดินเข้ามาใกล้ แรงกดดันก็ยิ่งอัดแน่นจนแทบจะจับต้องได้ ซางหัวเริ่มหายใจติดขัด
เขาไม่ลังเลอีกต่อไป ขืนปล่อยให้ซูหยุนชาร์จพลังต่อไปแบบนี้ เขาคงแพ้โดยไม่ได้ออกท่าแน่
ซางหัวคำรามลั่น สลัดแรงกดดันออกไป กระตุ้น ทะเลิญญา ในร่างจนเดือดพล่าน พลังปราณหมุนวนแผ่พุ่งออกมาเป็คลื่นความร้อนจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว
เมื่อรวบรวมพลังถึงขีดสุด เขาก็ถีบตัวพุ่งทะยาน พื้นดินที่ยืนยุบเป็หลุมลึก ร่างของเขาพุ่งเข้าใส่ซูหยุนราวกับลูกะุ!
ซูหยุนตาเป็ประกาย รวบรวมพลังทั้งหมดไว้ที่หมัดขวา ลังเลอยู่เสี้ยววินาที
'ลดแรงลงหน่อยดีกว่า เดี๋ยวตาย...'
แล้วก็ชกออกไปเต็มแรง!
ตูม!
ซางหัวรู้สึกเหมือนตัวเองเป็เรือลำน้อยกลางมหาสมุทร ที่กำลังเผชิญหน้ากับสึนามิั์ เพียงพริบตาเดียว ร่างของเขาก็ปลิวว่อนเหมือนใบไม้แห้ง!
ปัง!
ร่างของเขากระแทกพื้นอย่างแรง สายตาที่มองซูหยุนเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
"เ้า..." เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ความเ็ปแล่นริ้วขึ้นมาที่หน้าอก ภาพตัดวูบ แล้วก็สลบเหมือดไป
ซูหยุนจ้องมองถุงมิติที่เอวของซางหัวด้วยสายตาละห้อย 'ปล้น... หรือไม่ปล้น... ปัญหาโลกแตกจริงๆ'
แต่พอมองไปเห็นสายตาเทิดทูนบูชาของเหล่าศิษย์น้องรอบๆ เขาก็จำใจต้องรักษาภาพพจน์ (อย่างเสียดาย)
เขาไม่สนใจเสียงเยินยอ ชี้นิ้วไปที่ จางซาน "ส่งศิษย์พี่ซางกลับถ้ำเขาซะ ทำให้มันเอิกเกริกหน่อย เข้าใจไหม?"
จางซานตบหน้าอกผาง "ผู้ดูแลวางใจได้ ข้าจัดให้เนียนกริ๊บ!"
...
กัวเลี่ยงมองดูสภาพร่อแร่ของซางหัวที่ถูกหามกลับมาด้วยความสะใจสุดขีด 'ในที่สุด... หน้าตาข้าก็กู้คืนมาได้บ้างแล้ว!'
เขานึกถึงพวกที่เหลือที่เขาไปวางยาเดิมพันไว้ ใจก็เต้นระรัวด้วยความคาดหวัง 'ความสุขมันเป็แบบนี้นี่เอง!'
พวกที่เหลือพอเห็นสภาพของซางหัว ใจก็หล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เริ่มลังเลที่จะมาตามนัด แต่พอเห็นสายตายั่วยุของกัวเลี่ยงในฝูงชน ก็จำใจกัดฟัน 'เอาวะ! ลองไปดูให้รู้ดำรู้แดง ดีกว่าเสียพนันให้ไอ้กัวเลี่ยงมัน!'
...
ครึ่งเดือนต่อมา...
เกิดปรากฏการณ์ประหลาดขึ้นในสำนัก เรียกเหล่าศิษย์ที่มุงดูมาได้เพียบ
ภาพที่เห็นจนชินตาคือ ศิษย์สายในคนแล้วคนเล่า ถูกศิษย์สายนอกหน้าตาเ้าเล่ห์คนหนึ่งแบกใส่หลังเดินออกมา และดูเหมือนจะจงใจ เพราะพี่แกเดินช้ามาก แถมเลือกเดินแต่เส้นทางที่คนพลุกพล่าน พอมีคนมอง ก็จะหยุดเดินแล้วสาธยายวีรกรรม (ความพ่ายแพ้) ของคนบนหลังอย่างออกรสออกชาติ...
...
กัวเลี่ยงยืนเด่นเป็สง่าอยู่กลางลาน เบื้องหน้าคือศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้ง 7 คนที่หลงกลเขา รอบด้านรายล้อมไปด้วยเหล่าศิษย์ที่มุงดูจำนวนมหาศาล
ซางหัวมองเหล่าศิษย์ที่มามุงดูด้วยความอับอายระคนโกรธแค้น ในใจด่ากราด 'ไอ้ชาติชั่วซูหยุน! ไอ้เลวกัวเลี่ยง! พวกเอ็งต้องฮั้วกันแน่ๆ!'
นอกจากจะเสียผลึกิญญาจนกระเป๋าฉีกแล้ว ยังต้องมาขอขมาไอ้คนที่เขาเกลียดขี้หน้าที่สุดต่อหน้าธารกำนัลอีก มันเจ็บใจจนแทบกระอักเื
แต่พอเหลือบมองเพื่อนร่วมชะตากรรมข้างๆ เขาก็รู้สึกดีขึ้นมานิดนึง 'อย่างน้อย... ข้าก็ไม่ได้ซวยคนเดียว'
'เอ๊ะ... ทำไมเรากลายเป็คนมีความสุขบนความทุกข์คนอื่นไปแล้วล่ะเนี่ย...'
กัวเลี่ยงหน้าบานเป็จานดาวเทียม เห็นคนมามุงเยอะขึ้นเรื่อยๆ ก็แกล้งะโเสียงดัง "หรือว่าศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลายจะเบี้ยวสัญญา?"
ซางหัวกัดฟันกรอด สบตากับพวกพ้อง แล้วจำใจก้มหัวประสานมือ พูดพร้อมกันเสียงดังฟังชัด
"ที่ผ่านมาพวกข้าโง่เขลาเบาปัญญา เข้าใจศิษย์พี่กัวผิดไป ขอศิษย์พี่กัวโปรดให้อภัยด้วย!"
กัวเลี่ยงยิ้มแก้มปริ แสร้งทำท่าทางใจกว้างดั่งมหาสมุทร
"พูดหนักไปแล้วๆ ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลาย ถึงพวกเ้าจะแยกแยะผิดถูกไม่เป็ สมองทึบไปบ้าง... แต่ข้าในฐานะศิษย์พี่ผู้ใจกว้าง ย่อมเลือกที่จะให้อภัย! ลุกขึ้นๆ!"
ปากบอกให้ลุก แต่ตัวยืนเฉย ไม่คิดจะเข้าไปประคองแม้แต่นิดเดียว
ซางหัวและพรรคพวกอับอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบเดินจ้ำอ้าวจากไปทันที ในใจปฏิญาณตน 'ปิดด่าน! กลับไปข้าจะปิดด่านฝึกวิชา! ถ้าเื่ยังไม่เงียบ ข้าจะไม่ออกมาให้ใครเห็นหน้าอีกเลย!'
นับแต่นั้นเป็ต้นมา ตำนานของ
'คู่หูนักขุดหลุม'
(ซูหยุน & กัวเลี่ยง) ก็ถูกเล่าขานไปทั่วสำนัก ทำเอาผู้คนได้ยินชื่อเป็ต้องหน้าถอดสีกันเป็แถว