ข่าวที่เย่จื่อเฟิงทําภารกิจขั้นสูงกว่าตัวเองได้สําเร็จ แพร่กระจายไปทั่วทั้งสํานัก คนที่เคยขึ้นชื่อว่าขยะไร้ค่าจากผู้คนทั้งเมือง บัดนี้ได้ถูกยอมรับว่าเป็น อัจฉริยะผู้มากพรสวรรค์ ทําให้หลายๆ คนถึงกับรู้สึกเสียใจและสิ้นหวัง ส่วนตระกูลเย่ที่ตกต่ำจมดินอยู่นั้น บัดนี้ก็ได้เห็นประกายแสงแห่งชีวิต เนื่องจากการกระทําของเย่จื่อเฟิง
ทำให้ความคิดของคนในตระกูลที่มีต่อเย่จื่อเฟิงนั้นเปลี่ยนไปอย่างมาก ในอดีตทุกคนในตระกูลเย่ หรือแม้แต่บ่าวรับใช้ต่างปฏิบัติต่อเขาด้วยความเย็นชา ถึงแม้เขาจะมีฐานะเป็นนายน้อย แต่ก็ไม่มีผู้ใดปฏิบัติกับเขาเหมือนนายน้อยของตระกูลเลย ทว่ายามนี้ ทุกคนต่างก็ปฏิบัติกับเขาอย่างดีราวกับกำลังหวาดกลัวว่าตนเองจะไปล่วงเกินเขาเข้า
ในที่สุดแล้วเขาก็ยังเป็นนายน้อยแห่งตระกูลเย่สมชื่อ หากไม่ใช่เพราะอาการป่วยจนทําให้เขาไม่สามารถฝึกยุทธ์ ซึ่งทําให้เขาถูกเรียกว่าขยะ แต่หลังจากที่เขาได้แสดงให้เห็นถึงพลังอันแท้จริง จึงมีโอกาสที่เขาจะเจริญรอยตามบิดาของตนและขึ้นเป็นผู้นำตระกูลในอนาคต นี่ถือเป็นโชคดีของตระกูลเย่
ดังนั้นจึงไม่ใช่ทุกคนที่จะดีใจ เมื่อเห็นเย่จื่อเฟิงผงาดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
"ท่านพ่อ พี่จื่อเฟิงแค่ทําภารกิจของสํานักสําเร็จแค่ภารกิจเดียว แต่ความคิดของทุกคนกลับเปลี่ยนไปขนาดนี้ ข้าไม่ชอบเลย ข้าอยากจะสั่งสอนมันสักบทเรียน! "
นัยน์ตาของเย่หุ้ยฉือเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ตั้งแต่ยังเยาว์บิดาของมันมักบอกให้มันคอยรังแกชายผู้นี้ แต่บัดนี้ชายที่มันเคยรังแกเสมอมา กลับมีสถานะเหนือกว่าตนเองอย่างรวดเร็ว ซึ่งเย่หุ้ยฉือไม่อาจยอมรับความจริงข้อนี้ได้
เย่เฉินเองก็เกลียดเย่จื่อเฟิงไม่แพ้กัน ครั้งก่อนที่ตระกูลหลิวมาเพื่อขอยกเลิกการหมั้น เย่จื่อเฟิงได้เถียงเขากลับมา ไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสองครั้ง แต่เป็นสามครั้ง! อย่างไรก็ตาม เย่เฉินเป็นคนฉลาด เขาจะไม่เสี่ยงทําอันใดที่เขาคิดว่าทําไม่สําเร็จ
"สอนมันสักบทเรียน? อย่าประมาท ในเมื่อมันสามารถทําภารกิจได้สําเร็จ ก็แสดงว่าเจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมันแม้แต่น้อย ไม่เช่นนั้นเจ้าจะเป็นผู้เสียหน้าซะเอง! "
เย่หุ้ยฉือรู้สึกตกใจ "ท่านพ่อ ไหนเลยท่านถึงพูดกับลูกเช่นนั้น? ข้าอยู่ระดับกำเนิดปราณขั้นที่ 5 ส่วนมันอยู่แค่ขั้นที่ 3 ข้าจะเอาชนะมันไม่ได้ ได้อย่างไร? "
เย่เฉินมองอย่างเย็นชาไปที่บุตรชายของตน " เช่นนั้นข้าขอถามเจ้าหน่อยครั้งก่อนที่มันจัดการหลิวอี้เก๋อซึ่งอยู่ระดับกำเนิดปราณขั้นที่ 5 ระดับสูงสุด ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น? "
เมื่อได้ยินคําพูดบิดาของตนเย่หุ้ยฉือก็นิ่งเงียบ มันไม่รู้ว่าตนเองจะตอบอย่างไร ในตอนนั้นมันก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเย่จื่อเฟิงใช้อะไรจัดการจนทําให้หลิวอี้เก๋อถึงกลับกระอักเลือด เมื่อมันคิดทบทวนเรื่องนั้นอีกครั้ง นั่นถือเป็นการต่อสู้ที่โหดเหี้ยมมาก
เมื่อเห็นว่าบุตรชายของตนไม่อาจยอมรับความจริงได้ เย่เฉินก็ถอนหายใจออกมา "หากเจ้าอยากเอาชนะเย่จื่อเฟิง ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่...."
นัยน์ตาของเย่หุ้ยฉือเปล่งประกายขึ้นทันที "ท่านพ่อ ท่านช่วยข้าได้หรือไม่!? "
"ข้าเป็นบิดาของเจ้า หากข้าไม่ช่วยเจ้า แล้วผู้ใดจะช่วย? " เย่เฉินหัวเราะอย่างขมขื่น "ก่อนอื่น จงฟังข้า... หากเจ้าอยากเอาชนะมันก็จงอย่าใช้แต่กําลังจงใช้หัว เจ้าคิดไหมว่าทําไมเย่จื่อเฟิงถึงแข็งแกร่งขึ้นได้ในเวลาอันสั้น? "
เย่หุ้ยฉือคิดเรื่องนั้นอยู่สักพัก แต่มันนึกเท่าไหร่ก็ยังนึกไม่ออก เย่เฉินจึงบอกใบ้ลูกชายของตน
เย่เฉินเตือนว่า "คิดให้ดี เย่จื่อเฟิงไปทําอันใดมาถึงเปลี่ยนไปจากก่อนหน้านี้"
เย่หุ้ยฉือคิดทบทวนอีกครั้ง ทันใดนั้นมันก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ "ข้าจําได้แล้ว! เย่จื่อเฟิงถูกหวางหลินกับพรรคพวกซ้อมก่อนหน้านี้ หรือว่ามันจะแข็งแกร่งขึ้นหลังจากถูกซ้อมจนปางตาย? "
เย่เฉินเอาถ่มน้ำลายใส่ "ถุ้ย! เจ้าเด็กโง่! หากมันถูกซ้อมแล้วเก่งขึ้นปานนั้น เจ้าก็คงอยากจะให้ข้าช่วยซ้อมเจ้าบ้างใช่หรือไม่? บางทีเจ้าอาจจะก้าวข้ามไปจนถึงระดับผู้ฝึกยุทธ์เลยก็ได้! "
เย่หุ้ยฉือหน้าซีดเผือดแล้วส่ายหัว
เย่เฉินถอนหายใจอีกครั้ง "หากข้าคิดไม่ผิด ปัญหาน่าจะอยู่ที่เตาหลอมนั่น หรือว่าเจ้าจําไม่ได้? เย่จื่อเฟิงตอนอยู่ในคุกมันใช้เวลาทั้งหมดไปกับหลอมยา! "
เย่หุ้ยฉือรู้สึกไม่แน่ใจ "แต่จากที่พ่อบ้านตู้บอก เย่จื่อเฟิงกลั่นสกัดออกมาได้แต่ขี้เถ้าเท่านั้นนี่ คงต้องบอกว่าไม่ได้ใกล้เคียงกับยาเลยแม้แต่น้อย"
เย่เฉินส่ายศีรษะ "ตอนแรกข้าเองก็คิดเช่นนั้น จึงไม่ได้สนใจอันใดมาก แต่หลังจากที่เห็นเย่จื่อเฟิงจัดการหลิวอีเก๋อและเห็นท่าทีของฮูหยินถังเปลี่ยนแปลงไป ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล บางทีมันอาจจงใจทําขี้เถ้ายาขึ้นมาหลอกก่อนแล้วค่อยปรุงยาจริงๆ ขึ้นมาที่หลังก็ได้"
"ไม่มีทาง... ไอ้เจ้าขยะนั่นมันไม่เคยเรียนศาสตร์แห่งการปรุงยาเลย แล้วมันจะมีปัญญาปรุงยาออกมาได้อย่างไร ส่วนท่าทีของฮูหยินถัง บางทีอาจเป็นเสวี่ยอี๋ที่ไปเกลี้ยกล่อมนางก็ได้" เย่หุ้ยฉือครุ่นคิดก่อนตอบออกมา
เย่เฉินยิ้มอย่างเย็นยะเยือก " เจ้าคิดจริงๆ หรือว่ายัยหนูเสวี่ยอี๋นั่นจะสามารถเกลี้ยกล่อมถังเฟิงได้? ฮ่าๆ ๆ .... ข้ารู้ดีว่าถังเฟิงเป็นคนเช่นไร หากนางไม่ได้ประโยชน์ล่ะก็ นางไม่มีทางช่วยเย่จื่อเฟิงแน่ ส่วนผลประโยชน์นั้น... ข้าพนันได้เลยว่านั่นจะต้องเกี่ยวข้องกับยา"
เย่หุ้ยฉือเข้าใจในสิ่งที่บิดาของตนสื่อแล้วจึงพยักหน้า อันที่จริงมันก็แปลกจริงๆ นั่นแหละ ที่อยู่ๆ วันดีคืนดีเย่จื่อเฟิงเกิดนึกคึกขอเตาหลอมยาขึ้นซะดื้อๆ ทีแรกเขาคิดว่าจื่อเฟิงนั้นตั้งใจจะละลายเงินเล่นเพื่อแกล้งบิดาของมัน แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจื่อเฟิงจะมีแผนบางอย่างอยู่ในใจ
"แต่อย่างไร ทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่พวกเราคาดเดาอยู่ดี"
ใบหน้าของเย่เฉินแข็งเกร็งทื่อขึ้นมาทันที ลูกชายของเขาพบจุดบอดเพียงหนึ่งเดียวในความคิดของเขา นั่นคือเขาไม่มีหลักฐานว่ามันคือเรื่องจริง
ร่องรอยแห่งความเกลียดชังเผยให้เห็นบนนัยน์ตาของเย่เฉิน "ไม่ว่ายังไงก็ตาม เมื่อเย่จื่อเฟิงผงาดขึ้นมาได้เราก็ต้องถีบมันให้ร่วงลงไปได้ เช่นนั้นหากไปให้มันแข็งแกร่งไปมากกว่านี้มันจะต้องมาแก้แค้นเราในภายหลัง อีกอย่างนั่นก็หมายความว่าเจ้าไม่มีทางได้ขึ้นเป็นผู้นำตระกูล ตามธรรมเนียมแล้วหากนายน้อยอันดับหนึ่งของตระกูลไม่สามารถสืบทอดตําแหน่งผู้นำตระกูลได้ ตําแหน่งนี้ก็จะตกเป็นของนายน้อยอันดับสองแทน"
"ท่านพ่อ! บอกข้าทีว่าข้าต้องทําเยี่ยงไร! "
เย่เฉินก้าวไปด้านหน้าแล้วยิ้มอย่างมีเลศนัยก้มศีรษะลงมา "ยื่นหูมา..."
.....
ความคิดของทั้งตระกูลเย่เปลี่ยนไปแล้ว เย่จื่อเฟิงไม่ได้ยินผู้ใดเรียกเขาว่าขยะไร้ค่าอีกต่อไป นั่นทําให้ทั่วทั้งตระกูลรู้สึกสงบ
ท่ามกลางผู้คนเหล่านี้ คนที่ดีใจที่สุดคือเย่เสวี่ยอี๋
"ท่านพี่จื่อเฟิง ข้ารู้ว่าวันนี้จะต้องมาถึง ข้ารู้ว่าท่านจะต้องลบฉายาขยะไร้ค่าออกไปได้ และจะกลับมาเข้าสู่วิถีแห่งการฝึกยุทธ์! นี่เป็นเรื่องดีจริงๆ! "
เมื่อเห็นเย่เสวี่ยอี๋ดีใจ เย่จื่อเฟิงก็รู้สึกดีใจเช่นกัน การที่มีครอบครัวคอยเป็นห่วงเป็นใยนั้นเย่จื่อเฟิงรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่ดีที่สุดตั้งแต่ย้ายมาร่างนี้ก็ว่าได้
แต่ภายในหัวใจของเขายังคงห่างไกลจากคำว่ายินดี แม้ว่าความสามารถของจะกลายเป็นที่ประจักษ์ จนลบล้างฉายาขยะไร้ค่าออกไปได้ แต่นั่นก็ทําให้คนอื่นรู้สึกริษยามีความเป็นปฏิปักษ์ต่อเขาเช่นกัน
ภายในตระกูลเย่ยังมีเย่เฉินกับเย่หุ้ยฉือ ที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่ากำลังคิดไม่ซื่อกับเขา เย่จื่อเฟิงรู้สึกกังวลว่าพวกนั้นจะทําอะไรกับตนเอง นั่นเป็นเหตุผลเดียวที่เขาขอให้ถังเฟิงเก็บเรื่องของเขาไว้เป็นความลับ หากพวกนั้นรู้ว่าเขามีพรสวรรค์ในการปรุงยา พวกนั้นต้องขัดขวางเขาอย่างแน่นอน
ตอนนี้เย่จื่อเฟิงยังอ่อนแอเกินไป ชื่อเสียงของเขาภายในตระกูลเองก็เพิ่งจะเพิ่มขึ้นเท่านั้น หากมีอันใดเกิดขึ้นก็มีเย่เสวี่ยอี๋เพียงคนเดียวที่จะช่วยเหลือเขาด้วยความจริงใจ ด้วยความแข็งแกร่งในปัจจุบันทำให้เขาไม่อาจมองข้ามเรื่องของสองคนนี้ไปได้
นั่นคือเหตุผลที่ทําไมเขาถึงให้ความสําคัญกับการฝึกยุทธ์มากที่สุด
"เสวี่ยอี๋ เรื่องส่วนผสมที่ข้าให้แม่เจ้าเตรียมให้..." เย่จื่อเฟิงทวงถามทันที
เสวี่ยอี๋ยิ้มแล้วเปิดกระเป๋าของตน "ไม่ต้องห่วง ทั้งหมดอยู่ในนี้"
"ดี นําสมุนไพรพวกนี้ลงไปที่ห้องสำนึกตนกับข้า เมื่อข้าปรุงยาเสร็จแล้ว ข้าจะให้ของดีๆ กับเจ้า" เย่จื่อเฟิงยิ้มพร้อมกับพยักหน้า เขาหยิบกระเป๋าที่มีนอแรดสามชิ้นและสมุนไพรที่ได้จากหอสมบัติ
"ขอบคุณพี่จื่อเฟิง" เมื่อได้ยินว่าเขาจะให้ของดีๆ กับตน เสวี่ยอี๋ก็รู้สึกดีใจมาก
"แต่ท่านเพิ่งจะกลับมา ยังไม่ได้พักผ่อนเลย แล้วท่านอยากจะไปที่คุกอีก? ร่างกายท่านจะไม่เป็นไรงั้นรึ? " เย่เสวี่ยอี๋เป็นห่วงร่างที่อ่อนแอของพี่ชายตน
เย่จื่อเฟิงส่ายหัว "อย่าได้ต้องกังวลไปเลย ร่างกายของข้าไม่ได้อ่อนแอเช่นก่อนแล้ว ข้าสู้อยู่กับแรดสายฟ้ามาสามวันสามคืนยังไม่เป็นไรเลย แล้วการปรุงยาจะทําให้ข้าเหน็ดเหนื่อยได้ยังไง? "
เมื่อได้ยินเรื่องนี้ เย่เสวี่ยอี๋ก็ยิ้มออกมาอย่างเบิกบาน
"อ้อใช่ ข้าอยากจะถามท่านก่อนหน้านี้แต่ไม่มีโอกาส ท่านปราบแรดสายฟ้าพวกนั้นได้ยังไง เล่าให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่"
"ได้ เตรียมทุกอย่างให้พร้อมแล้วเดินมากับข้า ข้าจะบอกเจ้าระหว่างที่เราเดินไป" เย่จือเฟิงยิ้มอย่างลึกลับ
ทั้งสองคนเดินไปคุยไปอย่างสนุกสนาน
"อย่างนี้นี่เอง ท่านพี่จื่อเฟิงใช้เตาหลอมเล็กดูดซับไอปราณสายฟ้าจากหญ้าวิญญาณอัสนี! หูววว! ท่านวางแผนเอาไว้อยู่ก่อนแล้วงั้นหรือ? " เย่เสวี่ยอี๋รู้สึกชื่นชม
เย่จื่อเฟิงพยักหน้า "ปกติแล้ว สัตว์อสูรที่มีคุณสมบัติพิเศษจะอาศัยอยู่ใกล้ๆ สถานที่ที่มีแหล่งให้พลังงานธาตุเดียวกัน ดังนั้น เมื่อข้าเห็นว่าภารกิจนั้นต้องจัดการสัตว์อสูรที่มีคุณสมบัติพิเศษ ข้ารู้สึกดีใจมาก นั่นเป็นเพราะข้ารู้วิธีการต่อสู้กับพวกมันอยู่แล้ว...."
เย่เสวี่ยอี๋รู้สึกตกใจ แม้ว่านางจะสามารถทําสิ่งที่น่าตกใจอย่างที่เย่จื่อเฟิงได้ทําในไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่ในตอนที่นางได้ฟังพี่ชายเล่าเรื่องราวต่างๆ ออกมานั้น เขาดูราวกับจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ เขาแตกต่างจากเย่จื่อเฟิงก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง
"ท่านพี่จื่อเฟิง ท่านปิดเรื่องที่แอบเรียนเรื่องรอบตัวงั้นรึ? มิเช่นนั้น ท่านจะรู้เรื่องที่แม้แต่ข้ายังไม่รู้ได้ยังไง? อ๋อ! อ๋อ! ข้ารู้แล้ว! ตำรา ‘สาวงามต่างแดน’ ทั้งหมดนั่นจริงๆ แล้วเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการปรุงยาใช่ไหม? "
เย่จื่อเฟิงหัวเราะออกมาอย่างขมขื่นแล้วส่ายหน้า เขาไม่รู้จริงๆ ว่าจะลบประวัติอันดํามืดของชายผู้นี้ได้อย่างไร
แล้วในที่สุดทั้งสองก็เดินมาถึงห้องเก็บฟืน
"เอาล่ะ เสวี่ยอี๋ เอาสมุนไพรพวกนั้นใส่ในเตาปรุงยา หลังจากนั้นประมาณหนึ่งชั่วยามข้าจะค่อยๆ ใส่ส่วนผสมหลักลงไปในเตา" เย่จื่อเฟิงวางสัมภาระของตนลงหน้าประตู
เย่เสวี่ยอี๋ยิ้ม นางทําตามสิ่งที่เย่จื่อเฟิงบอกโดยใส่ทุกอย่างลงในเตาปรุงยา
"ท่านพี่จื่อเฟิง ตั้งแต่ที่ข้าพูดคุยกับท่าน ข้าไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่ามีส่วนผสมพวกนี้อยู่ในเตาปรุงยามาก่อนท่านใส่มันไว้หรือเปล่า? มีอะไรขาวๆ แดงๆ ในนี้..."
เมื่อเขาหันมองไปรอบๆ ก็ดูเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขารีบลุกขึ้นสบถในทันที
"บัดซบ นี่เป็นกับดัก! "
ในเวลาเดียวกัน เขาใช้เวลาทั้งหมดที่มีพุ่งไปยังเสวี่ยอี๋ เขาจับเสวี่ยอี๋ที่กําลังตกใจแล้วกดนางลงบนพื้น แล้วใช้ตัวเองเป็นโล่กําบัง
ด้านหลังของทั้งสอง เตาหลอมยามีไฟลุกท่วมแล้วก็ระเบิดเสียงดัง ‘ตูมมม!!!’
จบตอน