หลิวเวยอันเดินแทรกผ่านฝูงคน สิ่งแรกที่เห็นคือหมูตัวหนึ่ง เป็นหมูป่าที่ตัวใหญ่จนเกินจริง มันตัวสีดำลายสีขาว คิ้วเข้มตาโต ยาวเกือบสามเมตรครึ่ง แขนขาทั้งใหญ่และแข็งแรง ท้องนูนป่อง ตอนมันนอนอยู่บนพื้นเป็นเหมือนภูเขาเนื้อก้อนหนึ่ง ขนหมูชี้ตั้งราวกับเข็มเหล็ก แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือเขี้ยวฟันของมัน เขี้ยวโค้งมนดังมีด ความยาวกว่าสามสิบเซนติเมตร ใหญ่ยิ่งกว่ามีดพกทั่วไปเสียอีก ตั้งแต่หัวจรดเท้าของมันต่างส่งกลิ่นอายความแข็งแกร่งและดุร้ายออกมา โชคดีที่มันตายไปแล้ว
มันมีแผลอยู่บนตัวอยู่สามที่ ตรงหัวใจแผลหนึ่งที่ตอนนี้เลือดยังไม่หยุดไหล แต่หลิวเวยอันเดาว่าแผลนี้น่าจะแทงไม่ลึกพอ ไม่ได้แทงเข้าไปถึงหัวใจ ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องฟันที่คออีกครั้งหนึ่ง ส่วนแผลที่คอตัดโดนที่เส้นเลือดใหญ่ หมูตัวนี้น่าจะตายเพราะเสียเลือดมากเกินไป รอยฟกช้ำบนตัวมันก็สามารถยืนยันเรื่องนี้ได้ ยังมีแผลอีกที่ตรงตาซ้าย มันถูกแทงจนตาบอด ใช้เพียงสามดาบก็จัดการกับหมูป่าดุร้ายตัวโตเช่นนี้ได้แล้ว หลิวเวยอันรู้สึกนับถือเป็นอย่างมาก
หมูป่าวางทับอยู่บนรถวัวคันหนึ่ง วัวที่ลากรถเป็นวัวแก่ เพราะมันรับน้ำหนักไม่ไหว จึงค่อย ๆ เดินเสียงดังแกร็ก ๆ ช้าดังหอยทากแต่ดูจากรอยล้อที่ลึกลงไปแล้วสามารถรู้ได้ว่าวัวแก่ตัวนี้ใช้แรงทั้งหมดของมันแล้ว ไม่ได้อู้งานแต่อย่างใด พอเขากวาดสายตาไปถึงตัวเจ้าของรถ ในดวงตาหลิวเวยอันประกายความตะลึงออกมาเจ้าของรถคือสาวน้อยคนหนึ่ง อายุราว ๆ สิบเจ็ดสิบแปด ไม่ห่างจากเขามากเท่าไหร่ แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่อายุ แต่เป็นหน้าตาตางหาก ถ้าจะให้ใช้ประโยคหนึ่งมาบรรยายละก็ คงจะเป็นคิ้วตาดั่งภาพวาด ผิวขาวดุจหิมะ รูปร่างผอมบาง ขายาวเอวเล็ก แต่สิ่งที่ทำให้หลิวเวยอันลืมยากที่สุดก็คือดวงตาอันสว่างสไวคู่นั้น มันราวกับน้ำที่ใสสะอาด เปล่งปลั่งความดื้อรั้นออกมาจากดวงตา
เธอถือดาบโค้งไว้ในมือ กำลังพูดถกกับชายร่างใหญ่คนหนึ่งอยู่ วัวแก่ไม่จำต้องมีคนมาควบคุมมันก็สามารถค่อย ๆ เดินไปข้างหน้าเรื่อย ๆ เองได้
“นี่แม่หนูน้อย ไม่ใช่ว่าพวกเราอยากจะหาเรื่องเจ้า แต่เพราะเจ้าเดินช้าซะขนาดนี้ มันทำให้คนอื่นเสียเวลากันไปหมด ถ้าไปด้วยความเร็วแบบนี้กว่าจะถึงเมืองสือโถวก็ห้าหกโมงแล้ว ถึงเจ้าจะไม่รีบ แต่คนอื่น ๆ เขาต้องรีบออกจากเกมกัน”
“พวกเราเป็นคนมีน้ำใจทั้งนั้น เรามีรถคันใหญ่ วัวก็แข็งแรง อยากจะช่วยเจ้า พวกเราก็ไม่เก็บเงินเจ้าสักหน่อย เจ้าจะดื้อไปทำไมกัน?” ชายวัยกลางคนกลังชายร่างใหญ่กล่าว
ชายวัยกลางคนน่าจะเป็นผู้นำของขบวนรถนี้ ส่วนชายร่างใหญ่น่าจะเป็นหัวหน้าองครักษ์ ขบวนรถเฟยหม่าเป็นขบวนรถที่ได้รับการรับรอง มีหน้าที่รับผิดชอบในด้านความปลอดภัยของสิ่งของ ไม่ใช่แบบที่พวกรับงานอิสระอย่างเฮยหนิวจะมาเทียบได้
“มีน้ำใจกับผีละสิ ข้าว่าเป็นเพราะถูกใจสาวน้อยคนนี้ซะมากกว่า” คนที่มามุงดูข้าง ๆ หลิวเวยอันด่าออกมาเบา ๆ ใจหลิวเวยอันกระตุกเล็กน้อย แต่ในตอนที่เขากำลังจะถามออกไปก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งถามออกมาแทนเขาแล้ว
“หมายความว่ายังไง?”
คนที่พูดก่อนหน้านี้หันหน้าไปมองซ้ายขวาแวบหนึ่ง เห็นว่าขบวนรถเฟยหม่ายืนอยู่ค่อนข้างไกล จึงกล่าวเสียงต่ำ “ตอนที่ถนนยังโล่งอยู่ สาวน้อยยืนชิดข้างทางให้พวกเขาไปก่อน แต่พวกเขากลับหยุดอยู่กับที่ไม่ขยับ บอกว่าให้ผู้หญิงไปก่อน รอจนมีผู้คนเยอะแล้วค่อยมาแกล้งทำเป็นคนดีตอนนี้ ช่างไร้สาระสิ้นดี คนที่กีดขวางทางผ่านไม่ใช่สาวน้อยคนนั้น แต่เป็นขบวนรถเฟยหม่าตางหาก พวกเขารถกว้างม้าตัวก็ใหญ่จึงผ่านไปไม่ได้ ถ้าเป็นรถวัวคันอื่นนะ ไปเรียงข้างกับรถของสาวน้อยยังได้เลย ทางจะติดขัดได้อย่างไร”
“ขบวนรถเฟยหม่าจะทำอย่างนี้ไปทำไมกัน”
“ตอนแรกข้าก็ยังไม่รู้หรอก แต่ต่อมาก็ได้รู้แล้ว เจ้าเห็นรถม้าคันนั้นไหม? คันที่สาม ใช่ ๆ ๆ คันที่หรูหราที่สุดนั่นแหละ นั่นเป็นนายน้อยของขบวนรถเฟยหม่า คน ๆ นี้บ้ากามเป็นพวกบ้ากาม”
พอได้ยินคำพูดนี้ รอบ ๆ ต่างเต็มไปด้วยเสียง “อ๋อ” ตอนนี้ทุกคนเข้าใจกันหมดแล้วว่าหมูไม่ใช่ปัญหาแต่คนต่างหากที่เป็นปัญหา
หัวหน้าองครักษ์หมดความอดทน มองมาด้วยสายตาดูดัน กล่าวอย่างเย็นยะเยือกว่า“พวกข้ามีความอดทน แต่ลูกน้องข้าไม่ได้มีความอดทนมากนัก พวกเขาต่างใช้ชีวิตบนคมดาบกันทั้งนั้น ถ้าอดไม่อยู่ที่จะทำอะไรเกินประมาณล่ะก็ ถึงเวลานั้นจะทำให้ต่างฝ่ายต่างดูไม่ดีเอา”
“จะแตะหมูของข้า ก็ต้องลองถามดาบข้าดูก่อน” หน้าของเธอเกร็งตึงไปทั้งหน้า แววตาดื้อรั้น ไป ๆ มา ๆ ก็พูดอยู่แค่คำนี้
เมื่อชายวัยกลางคนที่นำขบวนเห็นเช่นนี้ ก็ได้ฉายความเย็นยะเยือกออกมาทางสายตา พลางค่อย ๆ ถอยหลังกลับไป และนี่ ก็เป็นเหมือนสัญาญาณอย่างหนึ่ง ทันใดนั้นหัวหน้าองครักษ์สีหน้าเหี้ยมเกรียมแวบหนึ่งก่อนหันหลังกล่าวเสียงดังว่า “พวกเราสาวน้อยคนนี้ไม่ไว้หน้าพวกเรา ทุกคนว่าเราควรจะทำยังไงดี?”
“พลิกรถวัวให้คว้ำแล้วทุบไปเลย” จำนวนองครักษ์มีไม่น้อย รวม ๆ แล้วมีประมาณยี่สิบคนเลยทีเดียว พวกเขายื่นมีดดาบขึ้น พลางร้องคำรามเสียงดัง บุคลิกเช่นนี้ไม่เหมือนองครักษ์กลับเหมือนโจรป่าเสียมากกว่า
ผู้คนที่มามุงดูเหมือนหลิวเวยอันเห็นเช่นนี้ สีหน้าเปลี่ยนไปทันที รีบถอยไปด้านหลัง รักษาระยะห่างกับขบวนรถเฟยหม่าไว้ บางคนถึงขั้นลากรถวัวถอยออกห่างไปด้วยเลย
“สาวน้อย ให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย จะเอารถลากถอยออกไปด้านข้างหลีกทางให้พวกเรา หรือจะทำตามที่พวกเราบอก ก็เลือกเอาเองแล้วกัน” หัวหน้าองครักษ์มองดูหญิงสาวตรงหน้าด้วยสีหน้าได้ใจ ในดวงตามีความเสียดายแวบผ่านไปเล็กน้อยหญิงสาวที่สวยขนาดนี้ เสียดายที่นายน้อยถูกใจ สิ้นเปลืองอีกแล้ว จู่ ๆ ก็เขาก็รู้สึกถึงความอันตรายพุ่งเข้ามา ตอนที่เขากำลังจะถอยหลังก็รู้สึกเย็นวาบที่คอ จากนั้นก็รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนพลิกผันอย่างรวดเร็ว สายตาของเขามองเห็นทุกอย่างได้กว้างกว่าเดิมมาก ทันใดนั้นก็เขาเห็นเลือดสดพุ่งกระฉูดจากลำคอศพที่ไม่มีหัว ในใจผงะเล็กน้อย เรือนร่างนี้ทำถึงได้ดูคุ้นชินขนาดนี้? จากนั้นเขาก็ตายไปพร้อมกับคำถามมากมาย
ใครก็นึกไม่ถึง ว่าหญิงสาวจะกล้าลงมือก่อน แถมยังลงมือได้เด็ดขาดโหดเหี้ยมเช่นนี้ เพียงดาบเดียวก็ตัดคอหัวหน้าองครักษ์ขาดแล้ว ทุก ๆ ต่างตกตะลึงไปกันหมด แม้แต่หลิวเวยอันเองก็คิดไม่ถึงว่าเธอจะลงมือปุบปับ
หญิงสาวใช้ดาบตัดคอหัวหน้าองครักษ์ก่อนจะพุ่งเข้าไปหาขบวนรถอย่างรวดเร็วในทันที มีแสงสะท้อนออกมาจากดาบของเธอ ทันใดนั้นองครักษ์ทั้งสี่คนก็เอนล้มลงนอนพื้น ตามด้วยเสียงร้องโอดครวญที่ดังขึ้น
เสียงร้องดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในพริบตาเดียว ศพบนพื้นก็มีเพิ่มขึ้นสิบกว่าศพ จนในที่สุดหญิงสาวก็ถูกองครักษ์ล้อมไว้ องครักษ์สิบกว่าคนต่างล้อมเธอเอาไว้พลางจู่โจมเธอไม่หยุด แต่ทว่าวินาทีต่อมาทุกคนก็รู้แล้วว่า การถูกรุมนี้ไม่ทำให้เธอกลัวสักนิด เธอเคลื่อนไหวคล่องแคล่วราวกับจิ้งจอกวิเศษ สามารถหลบอันตรายไปได้อย่างเฉียดพลันทุกครั้ง จากนั้นดาบโค้งของเธอก็แวบผ่านไป ตามมาด้วยหัวคนที่กระเด็นตกลงพื้น
ในขณะที่หยดเลือดสาดกระเด็นอยู่กลางอากาศ ก็มีองครักษ์ล้มตายบนพื้นเพิ่มอีกสองคน ทันใดนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้น ตุบ องครักษ์คนหนึ่งถูกสะเทือนออกไปไกลราวสองเมตร ในตอนนี้ทุกคนถึงได้รู้ว่า แม้หญิงสาวจะใช้การเคลื่อนไหวในการโจมตีเป็นหลัก แต่พละกำลังขอเธอก็อยู่เหนือกว่าองครักษ์มากด้วยเช่นกัน เพียงไม่ถึงสิบนาทีก็เหลือองครักษ์เพียงสี่คนที่ยังดั้นด้นสู้ต่อไปได้
ทุกคนต่างก็ตกอยู่ในความตกตะลึงกันหมด เดิมที พวกเขาคิดว่ากำลังดูเหตุการณ์ที่น่าสลดอย่างหมาป่ากัดกินกระต่าย คิดไม่ถึงว่าท้ายที่สุด เรื่องราวจะกลับตาลปัตร กลายเป็นกระต่ายกัดหมาป่าเสียอย่างนั้น องครักษ์อีกคนร้องโหยหวนพลางล้มลงไปกองกับพื้น ทำให้เหลือองครักษ์เพียงสามคนเท่านั้น
ตู้ม
อยู่ ๆ รถม้าด้านหลังหญิงสาวก็ระเบิดออก ท่ามกลางเศษไม้ที่ลอยกระเด็น ฝ่ามือของใครคนหนึ่งพุ่งฝ่าอากาศเข้ามากระแทกลงที่แผ่นหลังของหญิงสาวด้วยความเร็วปานดั่งสายฟ้า หญิงสาวร้องอุทาน ก่อนจะกระอักเลือดออกมา เธอถูกพลังระลอกนั้นผลักให้ลอยกระเด็นออกไปไกล ยังไม่ทันที่ร่างจะร่วงลงบนพื้นดิน คนในชุดสีฟ้าก็มาปรากฎตัวอยู่ที่เบื้องหลังอย่างเงียบงัน และพุ่งฝ่ามือออกมาข้างหน้า ส่งพลังฝ่ามือที่น่าเกรงขามออกมา
ณ กลางอากาศ หญิงสาวพบว่ามีบางสิ่งผิดไปจากปกติ จึงหมุนตัวกลับไปทางคนชุดฟ้า แล้วพุ่งฝ่ามือออกไปเช่นกัน คนชุดฟ้าเห็นดังนั้นก็ประกายความเยาะหยันออกมาทางแววตา พลันฝ่ามือที่พุ่งออกมาก็รวดเร็วขึ้นเป็นเท่าตัว
ในตอนที่ฝ่ามือของคนทั้งสองกำลังจะประสานเข้าด้วยกัน จู่ ๆ หญิงสาวก็ลดฝ่ามือลง แล้วเหวี่ยงแขนขวาออกไปแทน รังสีคมเฉียบของคมดาบพุ่งออกไปข้างหน้า ทิ้งรอยโค้งที่แสนงดงามเอาไว้กลางอากาศ ทันใดนั้น ความเยาะหยันในดวงตาของคนชุดฟ้าก็แปรเปลี่ยนมาเป็นความหวาดกลัวแทน
ตู้ม...
ฝ่ามือของคนชุดฟ้ากระแทกลงที่ไหล่ซ้ายของหญิงสาว แกรก... กระดูกสะบักของหญิงสาวแหลกละเอียดในพริบตา ทำให้แขนซ้ายคล้อยตกลงมาอย่างอ่อนแรง ขณะที่ดาบของหญิงสาวกลับฟันผ่านลำคอของคนชุดฟ้าไปอย่างเต็มแรง ศรีษะของเขากลิ้งทะยานอยู่กลางอากาศ ความหวาดผวาบนใบหน้าก็ชะงักลงอย่างกะทันหัน
“น้องรอง!”
คนชุดฟ้าอีกคนมุดออกจากรถม้า เห็นภาพดังกล่าวเข้าพอดี เขาเบิกตากว้างพลางร้องคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว เมื่อชักดาบจากด้านหลังออกมา คนชุดฟ้าคนที่สองก็พุ่งตรงไปที่หญิงสาว เขาเริ่มง้างดาบและเหวี่ยงฟันออกไปในรัศมีสามร้อยเมตร ดาบนั้นเหวี่ยงตรงมาที่ศรีษะของหญิงสาวอย่างแม่นยำพร้อมกับพลังที่น่าหวาดผวา พลังนั้นหนักแน่นและยิ่งใหญ่ปานดั่งภูผา แต่สิ่งที่ทำให้หลินเวยอันคิดไม่ถึงก็คือ แทนที่จะหลบเลี่ยง หญิงคนนั้นกลับยกดาบขึ้นมาต้านด้วยมือเพียงข้างเดียว เตรียมจะรับการโจมตีนั้นเอาไว้โดยตรง
เคร้ง…
ดาบสองเล่มประสานเข้าด้วยกัน เสียงกระทบของโลหะดังก้องไปทั่วทุกสารทิศ ทำให้ทุกคนที่ได้ยินรู้สึกปวดแก้วหูไปตาม ๆ กัน ดาบที่เหวี่ยงลงมาถูกกระแทกจนลอยกระเด็นออกไปอีกครั้ง ขณะที่ขาทั้งสองข้างของหญิงสาวก็ถูกกดจนจมเข้าไปในพื้นดินเบื้องล่างเช่นกัน ข้อเท้าที่จมหายเข้าไปใต้ดินบ่งบอกว่าพลังโจมตีของดาบนี้มหาศาลเพียงใด หญิงสาวปล่อยให้เลือดที่กระอักออกมาไหลเปื้อนเสื้อผ้าบนร่างกาย ดาบโค้งในมือถูกฟันออกไปอีกคราโดยมีเป้าหมายคือลำคอของคนชุดฟ้าคนที่สองนั้น ก่อนหน้านี้ น้องรองของเขาก็คือชายชุดฟ้าเมื่อครู่ก็ถูกจบชีวิตลงด้วยกระบวนท่านี้ คนชุดฟ้าคนที่สองสะดุ้งเฮือก เขารีบยกดาบของตนขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ เขาเปลี่ยนทิศทางของดาบที่กลางอากาศ จากนั้นก็ยกดาบขึ้นเพื่อป้องกันลำคอของตนเอง
ทว่าตอนที่ดาบโค้งพุ่งเข้ามาใกล้ จู่ ๆ มันก็พุ่งเฉียดดาบใหญ่ไป การโจมตีที่เคยเป็นดั่งอินทรีย์ ตอนนี้กลับกลายมาเป็นอสรพิษที่แสนเจ้าเล่ห์ มันเปลี่ยนแปลงเป้าหมาย พุ่งไปปักที่กลางหัวใจของคนชุดฟ้าคนที่สองแทน คนชุดฟ้าคนนั้นถอยไปด้านหลังหลายก้าวด้วยความเร็วปานสายฟ้าเพื่อหลบจากการโจมตีในครั้งนี้ แต่นั่นก็ทำให้เขามีสภาพสะบักสะบอมไม่น้อย คนอื่น ๆ ที่มองอยู่พากันอ้าปากค้างอย่างตกตะลึง ในสถานการณ์เช่นนี้ หญิงสาวกลับยังโจมตีต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง แถมการโจมตียังทรงพลังจนน่าหวาดผวาเลยทีเดียว
น่าเสียดายที่หลิวเวยอันเล็งเห็นช่องโหว่ของหญิงสาว จากจังหวะของลมหายใจ สีหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป กับเวลาในการรวบรวมพลังที่นานขึ้น ทำให้เขารู้ว่าหญิงสาวทนสู้ต่อไปได้อีกไม่นานแล้ว แขนซ้ายที่หักส่งผลกระทบต่อการโจมตีของนาง บวกกับนางเพิ่งถูกโจมตีด้วยฝ่ามือไปไม่นาน ทำให้พลังชีวิตถูกเผาผลาญลงอย่างต่อเนื่อง ที่ยังทนสู้มาได้จนถึงตอนนี้ ก็เพราะความมุ่งมั่นและความอดทนที่น่าเหลือเชื่อของนางนั่นเอง
เคร้ง…
ในการปะทะครั้งที่สาม ดาบโค้งถูกฟันจนหักเป็นสองท่อน แม้หญิงสาวจะหลบเลี่ยงด้วยความเร็วสูง แต่ปลายดาบของศัตรูก็ยังฟันโดนร่างกายจนได้ รอยแผลสีเลือดเริ่มต้นขึ้นที่แขนซ้าย ลากยาวผ่านหน้าอก ต่อเนื่องไปจนถึงแขนขวา ไม่นานเลือดสดก็ไหลซึมออกมานอกเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว
“ไปตายซะ!”
คนชุดฟ้าที่สองหัวเราะเหี้ยมเกรียม ดาบในมือแทงตรงมาที่หัวใจของหญิงสาวราวจอมอสรพิษที่กำลังมุ่งเข้าไปหาเป้าหมาย เพราะอาการบาดเจ็บภายในที่รุนแรง ทำให้หญิงสาวขยับร่างกายไม่ได้ด้วยซ้ำ จึงไม่มีทางหลบเลี่ยงการโจมตีได้เลย นางมองดูดาบนั้นพุ่งเข้ามาประชิดตัวต่อหน้าต่อตาโดยที่ไม่อาจทำอะไรได้ทั้งนั้น ทว่าแววตาคู่นั้นกลับยังอัดแน่นไปด้วยความดื้อรั้น ไม่ได้ฉายความหวาดกลัวหรือขี้ขลาดออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย
ฟิ้ว…
เสียงแหวกอากาศดังขึ้น ลำแสงสีขาวระลอกหนึ่งพุ่งฝ่าห้วงอากาศเข้ามาอย่างฉับพลัน คนชุดฟ้าคนนั้นรับรู้ได้ถึงรังสีสังหารที่ถาโถมเข้ามาปกคลุม เขาสะดุ้งตกใจ รีบดึงดาบกลับมาอย่างสุดกำลัง แล้วยกมันขึ้นไปกำบังศรีษะเอาไว้แทน
ฉึก…
เลือดสดไหลทะลักออกมาจากกลางหน้าผากปานดั่งบุปผาที่เบ่งบาน ลูกศรพุ่งทะลุกะโหลกในเสี้ยววินาที สุดท้ายดาบเล่มนั้นก็ช้าเกินไป ดวงตาของคนชุดฟ้าค่อย ๆ ปิดลงอย่างช้า ๆ อย่างไม่เต็มใจ
“ช้าก่อน...”
ชายหนุ่มในชุดสง่าเดินลงมาจากรถม้าที่แสนหรูหราคันหนึ่ง เขาน่าจะมีอายุประมาณยี่สิบปี แววตาที่เต็มไปด้วยความกะล่อนมองเห็นภาพตอนคนชุดฟ้าคนที่สองล้มลงพอดี เขาหน้าถอดสี รีบร้องคำรามด้วยความโกรธ “พวกเจ้าทำงานประสาอะไรกัน จะอยู่กินมื้อเย็นที่นี่หรือไง?”
“นายท่าน โปรดอภัยให้พวกเราด้วย ข้าจะเร่งมือให้เสร็จเดี๋ยวนี้เลย” ผู้นำขบวนที่ยืนดูสถานการณ์อยู่ไม่ไกลหน้าเสีย จู่ ๆ ร่างของเขาก็หายวับไปอย่างกะทันหัน เมื่อปรากฎตัวขึ้นอีกครั้ง เขาก็ไปยืนอยู่ข้างกายหญิงสาวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขาไม่รอช้า พุ่งกรงเล็บไปที่ลำคอของนางทันที
กลุ่มคนสะดุ้งตกใจ พวกเขาไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าแท้จริงแล้วผู้นำขบวนที่ดูอ่อนแอปานบัณฑิตคนนี้ จะเป็นยอดฝีมือที่ซ่อนพลังเอาไว้ ช่างเป็นคนที่โหดร้ายยิ่งนัก ถึงมองคนของตนตายลงต่อหน้าต่อตาอย่างไม่แยแสเช่นนี้
ทว่าในตอนที่กรงเล็บกำลังจะสัมผัสกับผิวหนังของหญิงสาว จู่ ๆ อันตรายก็มาเยือนอีกครั้ง หัวหน้าขบวนรีบหดมือกลับมาด้วยความเร็วสูง เขาคว้าบางสิ่งที่กลางอากาศ ก่อนจะกำมือแน่น จับลูกศรที่พุ่งเข้ามาได้อย่างพอดิบพอดี
กร็อบ…
ลูกศรถูกหักออกเป็นสองท่อน ทว่าผู้นำขบวนก็ถูกพลังโจมตีอันมหาศาลผลักจนถอยกลับไปหลายก้าวเช่นกัน สายตาที่อัดแน่นไปด้วยความหวาดผวาทอดมองไปที่ร่างของหลิวเวยอันที่ยืนอยู่นอกรัศมีสามสิบเมตร พลันความหวาดผวาระคนสงสัยก็ระเบิดขึ้นทางสีหน้า เขาถามด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“นายเป็นใคร? ทำไมต้องมายุ่งเรื่องของฉัน?”
-โปรดติดตามตอนต่อไป-