เยี่ยนจือผุดลุกจากเตียงนอน แววตาไหวกระเพื่อมราวผิวน้ำถูกรบกวนกระพรวนสีรุ้งบนข้อมือหลุดกลิ้งตกพื้น ส่งเสียงดังกังวาน เห็นรอบด้านที่คุ้นเคยจึงยกมือขึ้นตบอกเบาๆ พยายามควบคุมลมหายใจและการเต้นของหัวใจให้สงบลงเป็ปกติ
เป็เพียงฝันหรอกหรือ เหตุใดถึงได้รู้สึกเหมือนจริงยิ่งนัก
นางย่นคิ้วเล็กน้อยยามนึกถึงความฝันประหลาดเมื่อครู่
เหยาเหยา...ฟังดูแล้วเป็ชื่อของสตรี นามนี้ช่างคุ้นเคย ทว่ารอบกายนางหาได้มีสตรีชื่อเหยาเหยาไม่
เกิดเสียงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
ช่างเถอะ...มันเป็เพียงฝันเท่านั้น ใช่...เป็เพียงฝัน นางกล่าวกับตัวเอง
“องค์หญิง?”
นางกำนัลชุดสีฟ้าอ่อนจางเดินไปเลิกม่านมัดไว้กับเสาอย่างคล่องแคล่วพลางสำรวจบริเวณรอบห้อง พบกระพรวนสีรุ้งที่องค์หญิงชอบสวมติดข้อมือไว้ตลอดตกบนพื้นจึงก้มลงเก็บ ก่อนมองร่างอรชรบนเตียง แววตาฉายชัดถึงความเป็ห่วง
“เมื่อครู่รั่วหลีได้ยินเสียงของหล่นนึกว่าองค์หญิงกำลังได้รับอันตราย องค์หญิงไม่เป็อะไรใช่หรือไม่เพคะ”
“ไม่มีอะไร ข้าเพียงฝันไปเท่านั้น”
รั่วหลีถอนหายใจอย่างโล่งอก “ขอบคุณ์นี่เป็กระพรวนที่องค์หญิงทำตกเพคะ”
เยี่ยนจือรีบรับกระพรวนสีรุ้งมาสวมใส่ พลิกข้อมือสำรวจไปมากระพรวนนี้เป็สิ่งเดียวที่อาจารย์ให้มา จะได้รับความเสียหายไม่ได้เด็ดขาดเห็นว่าไม่มีสิ่งใดบุบสลาย นางยิ้มขอบคุณนางกำนัล
“ขอบคุณเ้ามาก”
รั่วหลีถูกรอยยิ้มงดงามราวบุปผาแรกแย้มทำเอาตาพร่า
ดวงตากลมโตดุจผลซิ่ง หางตาชี้ขึ้นเล็กน้อย เปล่งประกายสดใสมีชีวิตชีวาคิ้วกิ่งหลิวเรียวงาม ใบหน้าผุดผาดเอิบอิ่มมีน้ำมีนวล หน้าผากนูนเกลี้ยงใสระหว่างคิ้วปรากฏรูปดอกปี่อั้นสีแดงสดประทับอยู่ ขนตางอนยาวราวปีกผีเสื้อจมูกโด่งเชิดรั้นน้อยๆชวนให้คนอยากยื่นมือบีบอย่างหมั่นเขี้ยว
เนื่องจากเป็นางกำนัลที่เพิ่งเข้ามาใหม่ไม่นานแม้จะเห็นใบหน้าขององค์หญิงเก้ามาแล้วหลายครายังอดตะลึงในความงามน่าทะนุถนอมนี้อีกครั้งไม่ได้
“ตอนนี้ยามใดแล้ว” เยี่ยนจือไม่สนใจรั่วหลีนางกวาดสายตามองเลยผ่านไปหน้าต่างโปร่งใส ฉลุลายดอกท้อ
“ทูลองค์หญิง ยามนี้เพิ่งต้นยามเฉิน (7:00-9:00น.) ทุกอย่างสำหรับงานมงคลถูกตระเตรียมเรียบร้อยแล้วเพคะ”
“งั้นหรือ” ดวงตากระจ่างใสหลุบต่ำ ปรากฏแผนการมากมาย
เยี่ยนจือคิดว่าการพยายามทำตัวสงบเสงี่ยมอยู่ในถิ่นของตนไม่เคยคิดจะสู้รบตบมือกับผู้ใดไม่อาจทำให้นางหลีกพ้นเื่การแก่งแย่งชิงอำนาจแสนน่าปวดหัวเ่าั้ได้เลยเพราะท้ายสุดนางก็ต้องตกเป็หมากในกระดานของผู้อื่นอยู่วันยังค่ำแม้แต่เสด็จพ่อที่บอกว่ารักนางนักหนายังไม่ให้สิทธิ์ในการเลือกคู่ครอง
องค์หญิงเก้าแห่งแคว้นจินเช่นนางจะให้ใครมาจับจมูกจูงไปทางใดก็ได้หรือแน่นอนว่าไม่มีทาง
คิดแล้วคิ้วเรียวยิ่งขมวดยุ่งนางอยากจะหนีห่างจากเื่น่าเบื่อนี้ยิ่งนัก
งานมงคลที่ว่า เป็งานแต่งระหว่างนางกับซ่งจื่อซิงแม่ทัพใหญ่ผู้มากความสามารถทั้งบุ๋นและบู๊เขาขึ้นชื่อว่าเป็ชายงามลำดับสองของแคว้นจิน เป็รองเพียงไท่จื่อเท่านั้น
แน่นอนว่าเป็ถึงชายงามลำดับสองของแคว้นย่อมมิใช่เพียงรูปร่างหน้าตางดงามหรือหล่อเหลา หากฐานะทางบ้านความสามารถในด้านต่างๆต้องดีเป็เลิศ ด้วยเหตุนี้เหวินฮ่องเต้เสด็จพ่อของนางจึงยัดเยียดให้นางแต่งกับซ่งจื่อซิง
คิดแล้วก็น่าโมโหหลังเสด็จแม่ซึ่งมีศักดิ์เป็ฮองเฮาคลอดนางออกมาลืมตาดูโลกไม่นานก็สิ้นใจตายเสด็จพ่อจึงรักทะนุถนอมนางมาั้แ่แรกเกิดไม่คิดว่าจะมอบนางให้กับแม่ทัพใหญ่ง่ายดายเพียงนั้น
“กลับจากศึกคราวนี้ได้รับชัยชนะมาสู่แคว้นแผ่นดินสงบสุขไร้ผู้รุกราน ประชาชนชื่นบานดีใจกันถ้วนหน้า เ้าก็อายุไม่น้อยแล้วแต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะตบแต่งสตรีสกุลใดมาเป็ภรรยาเยี่ยนจือเองก็เพิ่งถึงวัยปักปิ่นไม่นานนี้ เจิ้นรักนางมาก ไม่อาจวางใจมอบให้ผู้ใดทว่าหากเป็เ้าเจิ้นก็วางใจว่าเ้าจะสามารถดูแลนางได้อย่างดีไม่น้อยไปกว่าเจิ้นแน่นอน”
ซ่งจื่อซิงคุกเข่าก้มมองพื้นพลันเงยหน้าขึ้นเหลือบมองนางที่ยืนอึ้งพูดสิ่งใดไม่ออกเล็กน้อย
“หากเป็พระประสงค์ของฝ่าากระหม่อมย่อมไม่อาจปฏิเสธได้พะยะค่ะ”
ปฏิเสธเสียสิ ปฏิเสธไปเลย เ้าจะตกลงง่ายๆเช่นนี้ได้อย่างไรท่านแม่ทัพใหญ่!เยี่ยนจือโอดครวญในใจ
ส่วนเหวินฮ่องเต้ตบเข่าฉาดใหญ่ พออกพอใจยิ่ง
“ดี ดี ดีมาก แม่ทัพใหญ่ เยี่ยนจือรับราชโองการเอกบุรุษมากความสามารถไร้ผู้ใดเปรียบ หลายปีจึงจะปรากฏมีความดีความชอบกำจัดศัตรูจากแคว้นเหลียนจนพ่ายแพ้ราบคาบนำความสงบสุขคืนสู่แผ่นดิน องค์หญิงเก้ารูปโฉมงดงาม กิริยามารยาทอ่อนช้อยอีกทั้งสติปัญญาปราดเปรื่อง ทั้งคู่เหมาะสมกันดุจยวนยาง มอบสมรสพระราชทาน จบราชโองการ”
นั่นคือเื่เมื่อสองปีก่อน เยี่ยนจือมีอายุสิบห้าซ่งจื่อซิงสิบแปดปีเต็มนางได้แต่คุกเข่ารับราชโองการพระราชทานสมรสที่เหวินฮ่องเต้ป่าวประกาศด้วยโอษฐ์เองไม่เต็มใจอย่างยิ่ง
หลังจากนั้นข่าวองค์หญิงล้มป่วยเพราะโรคประหลาดก็แพร่สะพัดไปทั่วราวกับไฟลามทุ่ง งานแต่งระหว่างแม่ทัพใหญ่กับเยี่ยนจือจึงถูกเลื่อนออกไปถึงสองปีแน่นอนล้วนเป็แผนของนางทั้งสิ้น
กระทั่งตอนนี้เลื่อนงานแต่งไม่ได้อีกแล้ว ทางเดียวคือแอบหนีไปเท่านั้น
“เสร็จแล้วเพคะองค์หญิง”
เสียงนางกำนัลนางหนึ่งดังขัดความคิดผมถูกเกล้าจนเจ็บหัวสวมมงกุฎหงส์หนักอึ้ง ใบหน้าประทินโฉมจนกลิ่นหอมฟุ้งริมฝีปากทาชาดเอิบอิ่ม
เยี่ยนจือมองชุดสีแดงมงคลบนตัว รู้สึกไม่ชอบใจเท่าใดนัก
แม้นางจะอายุสิบเจ็ด ผ่านวัยออกเรือนที่เหมาะที่ควรแล้วแต่การตบแต่งเป็ภรรยาให้กับบุรุษที่นางไม่ได้พึงใจเพียงนิดมิสู้ให้หนีไปเสียยังดีกว่า
อืม...เอาอย่างนี้เสียแล้วกัน นางลอบยิ้มมุมปาก แววตาพร่างพราวระยับ
คอยดูซิว่าวันนี้มารดาจะหนีอย่างไร!
“องค์หญิงเพคะ?” เมื่อไร้การตอบรับนางกำนัลคนเดิมจึงส่งเสียงเรียก
เยี่ยนจือละสายตาจากคันฉ่อง ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงมองนางกำนัลฝ่ายเครื่องแต่งกายทั้งแปด ยืนประสานมือสงบเสงี่ยม
“พวกเ้าออกไปก่อน” นางโบกมือไล่
“เพคะ” แปดเสียงกล่าวพร้อมเพรียง ยอบกายถอยจากไป
นางรีบเดินไปเปิดหีบ แก้วแหวนเงินทองเปล่งประกายแข่งกันจนตาพร่าทว่ากลับเลือกหยิบตั๋วเงินปึกใหญ่ใส่ถุงผ้าเท่านั้น เงินทองหาไม่ได้ง่ายๆย่อมเป็สิ่งจำเป็ ความหนักอึ้งบนหัวทำให้เคลื่อนไหวล่าช้า
“มงกุฎบ้านี่! คอยดูเถอะว่ามารดาจะจัดการเ้าอย่างไร!”
หากใครได้ยินเข้า คำกล่าวว่าองค์หญิงเก้ากิริยามารยาทงามคงไม่เป็ความจริงเสียแล้ว
ถอดมงกุฎหงส์ออกอย่างทุลักทุเล เหลือเพียงปิ่นทองระย้าไม่กี่ชิ้นบนหัวเยี่ยนจือยกเท้าถีบประตูอย่างสง่าผ่าเผย เดินพ้นประตูออกไปสองเก้าองครักษ์เฝ้าหน้าประตูสองคนก็เคลื่อนไหว ยกแขนขวางมิให้นางเดินไปไหน
“วันนี้เป็งานอภิเษกของพระองค์ฝ่าามีรับสั่งให้กระหม่อมอยู่เฝ้ามิให้องค์หญิงเดินออกไปจากตำหนักจนกว่าพิธีจะเริ่มองค์หญิงเก้าจะไปที่ใดพะยะค่ะ”
นิ้วเรียวงามดุจลำเทียนงอภายใต้ชายเสื้อบังเกิดรอยยิ้มกว้างชวนให้คนรู้สึกหวาดระแวง องครักษ์สองคนสบตากัน
“มารดาก็จะหนีอย่างไรเล่า”
เสด็จพ่อช่างไม่รู้จักลูกเลยจริงๆ จะคุมขังนางทั้งทีแต่มีทหารเพียงสองคน ไม่เป็การดูถูกฝีมือนางไปหน่อยหรือ
คิดพลางดีดนิ้วชี้ซัดเข็มพิษปักชีพจรเอี่ยเหมิน[1]ของพวกเขาจนล้มลง จากนั้นเอามือไพล่หลังวางมาดเลียนแบบผู้มีทรงความรู้
นางกำนัลผู้หนึ่งเห็นเหตุการณ์ จึงแหกปากะโน่ารำคาญหู
“แย่แล้ว! แย่แล้ว! องค์หญิงเก้าคิดจะหนีงานอภิเษก!”
เสียงดังแปดหลอดนำพาคนมากมายวิ่งวุ่นมาทางนี้
เยี่ยนจือหรี่ตาลง นางไม่โง่พอที่จะอยู่ต่อสู้กับคนกลุ่มมากกระชับถุงผ้าใส่ตั๋วเงินแน่น วาดมือดีดเข็มร้อยด้ายทั้งสิบพุ่งเข้าถักทอสกัดกั้นคนทางหนึ่งรีบใช้วิชาตัวเบาเหาะเหินขึ้นบนกิ่งไม้และกำแพง
ชุดสีชาดต้องแสงอาทิตย์จนเจิดจ้า แยงตาผู้คน
ลมพัดชายเสื้อสีแดงไหวปลิวดวงหน้าผุดผาดงามล้ำหันไปฉีกยิ้มหวานหยดย้อย
วิชาต้องมนตร์เสน่ห์ถูกนำมาใช้ ระหว่างคิ้วมีรูปดอกปี่อั้นเด่นชัดปิ่นทองระย้ากระทบกันดังเป็ท่วงทำทวงไพเราะ เรือนผมสีดำเงางามยาวสลายดุจม่านน้ำตก
วูบหนึ่งคล้ายลมพัดกลิ่นหอมอ่อนจางต้องจมูก
เหล่าทหารที่ฝ่าฟันด่านด้ายสกัดกั้นออกมาได้อ้าปากค้าง
“ทะ...เทพเซียน”
หลี่ตงหัวหน้าทหารเวรยามไม่ถูกวิชามนตร์เสน่ห์ครอบงำเอ่ย
“เทพเซียนอันใดกันของพวกเ้านั่นองค์หญิงเก้านามเยี่ยนจือ นางกำลังจะหนีงานอภิเษก!”
เงียบกริบลูกน้องใต้บังคับบัญชายังยืนนิ่งเหม่อลอยหลี่ตงมีสีหน้ามืดครึ้ม ยกมือตบหัวผู้อยู่ใกล้ตนที่สุด กล่าวอย่างเดือดดาล
“พวกโง่! ยืนบื้ออยู่ทำไม ไปตามจับนาง!”
เพียงไม่นาน ท้องถนนคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจับจ่ายซื้อขายสินค้าะโโหวกเหวก ด่าทอทหารกลุ่มหนึ่งที่กำลังไล่ตามหญิงงามชุดแดงบาดตายกใหญ่ผักผลไม้กระจัดกระจาย แผงขายสินค้าลมระเนระนาด
พวกชาวบ้านล้วนไม่เคยเห็นองค์หญิงเก้าจึงไม่รู้ว่านางมีหน้าตาเช่นไรแต่พอจะได้ยินข่าวคราวมาบ้างว่านางมีตราประทับของความอัปมงคล
นั่นก็คือดอกปี่อั้นบนหน้าผาก บุปผาในขุมนรกดังเมื่อปี่อั้นฮวาเบ่งบานใบจะร่วงโรยเหตุนี้ฮองเฮาจึงสิ้นพระชนม์หลังจากทรงคลอดองค์หญิงเก้า
พอจะเดาเหตุการณ์ได้รางๆ กลุ่มคนก็ให้ความสนใจจับตามองฟังว่าวันนี้เป็วันอภิเษกระหว่างองค์หญิงเก้ากับแม่ทัพใหญ่ไฉนเ้าสาวที่ควรอยู่ในห้องหับรอเ้าบ่าวมารับ จึงถูกทหารตามไล่ล่าเช่นนี้เล่า
หากไม่ใช่นางหนีมา!
“องค์หญิง! กลับไปกับพวกเราเสียเถิดพะยะค่ะ!”
เยี่ยนจือหัวเราะอย่างนึกสนุก นางแอบฉกฉวยกลีบบุปผามากำหนึ่งยืนบนหลังคาโปรยลงสู่เบื้องล่าง ถึงตำแหน่งเหมาะๆจึงวาดมือส่งพลังหยุดชะงักการตกของดอกไม้ ก่อนเหาะเหินไป ใช้เท้าเหยียบกลีบบุปผาลอยตัวกลางอากาศ
เปลือกตาปิดลง แขนไขว้บนอก พลางงอนิ้วเล็กน้อย เมื่อหมุนร่างหนึ่งรอบนางลืมตา วาดกางแขนออกพลังยุทธ์สีแดงพุ่งกระจายซัดทหารที่ไล่ตามมาล้มลงกระอักเลือกคำโต
เยี่ยนจือใ ะโลงสู่พื้น กลีบบุปผาร่วงโรยมือขาวผ่องจับคำนับขอโทษขอโพย
“ล่วงเกินพวกท่านแล้วข้าเพียง้าหลบหนีงานแต่งในครั้งนี้ ไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายพวกท่านจริงๆนะ”
นางไม่ได้มีเจตนาจะทำร้าย!
เหล่าทหารโอดครวญ หากไม่ได้มีเจตนาเหตุใดถึงรู้สึกว่าอวัยวะภายในล้วนบอบช้ำเช่นนี้เล่าไม่ทันไรพวกเขาก็กระอักเือีกครั้ง
“องค์หญิง ได้โปรดกลับไปกับพวกเราเถิดพะยะค่ะ”หลี่ตงเอามือกุมท้อง ขอร้ององค์หญิงผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็ตัวอัปมงคลและไร้ประโยชน์
เมื่อได้ยิน ริมฝีปากเล็กดุจผลอิงเถาพลันแย้มยิ้มหวานซ่านหลี่ตงสังหรณ์ใจไม่ดี เสียงของนางกล่าวราวน้ำผึ้งเดือนห้า
“เื่นี้ก็ต้องดูความสามารถของพวกท่านก่อนว่าจะมีปัญญาจับข้าได้หรือไม่”
ไม่รอสิ่งใด หลังกล่าวจบ ร่างอรชรพลิ้วกายรวดเร็วเหาะเหินขึ้นหลังคาอีกครั้ง นางยิ้มอ่อนจาง
ชายเสื้อสีแดงไหวตามสายลมร่างขององค์หญิงเก้าเลือนรางทุกขณะ ไม่นานนักก็หายลับไปจากสายตา
........................................................................................................
[1] ชีพจรเอี่ยเหมิน คือท้ายทอย บริเวณตีนผมบนกระดูกสันหลังส่วนคอ