ฉึก!!!
ท่อเหล็กปลายแหลมเสียบศีรษะคุณยายลาน่าจากด้านหลังจนแทงทะลุออกเบ้าตาข้างขวา ปลายเหล็กแหลมหยุดลงห่างจากดวงตาข้างซ้ายของครูซไปไม่ถึงสองนิ้ว!
สวบ! ท่อเหล็กถูกดึงกลับออกไปทิศทางเดิม เผยให้เห็นดวงตาที่กลวงโบ๋ของหญิงชรา ลูกตาที่หายไปห้อยติดลงมาที่แก้มขวา เืสีดำข้นพุ่งทะลักออกมาเปรอะไปเต็มใบหน้าของครูซ ร่างของคุณยายลาน่าค่อยๆล้มไปทางด้านข้างทำให้ครูซมองเห็นคนที่มาช่วยตัวเองเอาไว้
"เบน!" เบนจามิน เนลสันหรือที่ครูซเรียกว่าเบน เพื่อนสนิทคนเดียวของเขาั้แ่สมัยเด็กกำลังยืนเท้าเอวโดยที่มือขวายังคงถือท่อเหล็กยาวสองเมตรอยู่ ท่าทางที่ผึ่งผายช่างดูขัดกับผมสีดำกระเซอะกระเซิงเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน บวกกับร่างกายผอมแห้งดูไร้เรี่ยวแรงที่อยู่ในชุดเสื้อยืดลายซุปเปอร์ฮีโร่ตัวเก่งยิ่งทำให้ความองอาจของเขาลดลงไปอีกเท่าตัว ดวงตาสีดำที่มีขอบตาดำคล้ำไม่แพ้กันจ้องมองตรงมาที่ครูซเหมือนจะถามว่า 'แกจะนั่งอยู่แบบนั้นอีกนานไหม'
"นายทำบ้าอะไรลงไป!! นายเพิ่งจะฆ่าคนนะ!!!" ครูซรีบลุกขึ้นมาตะคอกใส่หน้าเบนจามินทันทีที่ได้สติ มือทั้งสองข้างจับไปที่ไหล่เล็กๆของอีกฝ่ายพร้อมกับเขย่าอย่างแรง
"หุบปาก!!" เบนจามินตะคอกสวนกลับอย่างหัวเสียทำเอาครูซต้องปล่อยมือที่เขย่าเพื่อนออก
"ตอนนี้รีบเข้าบ้านก่อนเถอะ เพราะแกนั่นแหละเสียงดังพวกมันที่อยู่ใกล้ๆเลยกำลังตรงมาทางนี้แล้ว" เบนจามินพูดจบก็รีบวิ่งกลับไปที่บ้านของครูซโดนมีเ้าของบ้านวิ่งตามมาติดๆ
ภายในบ้านครูซยังคงช็อกกับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่หาย ภาพของลิชชี่ที่ถูกควักเครื่องในออกและดวงตากลวงโบ๋ของคุญยายลาน่าที่จ้องมองลงมายังคงติดตาเขาชัดเจน กลิ่นคาวเืที่เหม็นติดตัวคอยย้ำเตือนให้เด็กหนุ่มรู้ว่านี่มันไม่ใช่ความฝัน ครูซรีบวิ่งเข้าไปในครัวก่อนจะอาเจียนเอาอาหารเย็นที่เพิ่งกินเข้าไปออกมา หลังจากล้างหน้าจนอาการดีขึ้นครูซก็เดินมายืนข้างๆเบนจามินที่กำลังมองออกไปนอกหน้าต่าง
ที่ปลายสุดถนนห่างจากบ้านของครูซไปทางซ้ายเกือบๆร้อยเมตรปรากฎเงาคนสามร่างกำลังเดินตรงมาตามถนนอย่างช้าๆ
"นายเพิ่งฆ่าคนไปนะเบน"
"เคยเป็คนต่างหาก" เบนจามินแย้งก่อนที่ครูซจะต่อว่าอะไรเขาอีก
"นี่ บ้านนายมีแผ่นเหล็กหนาไว้กันประตูหน้าต่างใช่ไหม" เบนจามินหันไปถามครูซที่ยังคงมองออกไปนอกหน้าต่าง ครูซพยักหน้ารับพร้อมกับชี้นิ้วขึ้น้า เบนจามินมองตามนิ้วมือนั้นไปก็เห็นช่องเก็บแผ่นเหล็กขนาดประมาณสามนิ้วที่ซ่อนอยู่ในขอบขอบหน้าต่างเหนือหัว
"ช่วยกันเอาลงก่อนเถอะอยู่แบบนี้ไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไร" เบนจามินเสนอขึ้น ขนาดคนแก่อายุแปดสิบยังแรงเยอะขนาดนั้น ถ้าเปลี่ยนเป็คนหนุ่มตัวใหญ่ล่ะก็ แค่ประตูหน้าต่างคงเอาไม่อยู่ แผ่นเหล็กหนาที่ทำจากทังสเตนถูกสองหนุ่มช่วยกันดึงลงมาปิดประตูหน้าต่างชั้นล่าง เนื่องจากไม่มีไฟฟ้าระบบป้องกันภัยจึงไม่สามารถเปิดใช้งานได้ทั้งคู่เลยต้องใช้มือดึงกันเอง กว่าจะปิดหมดก็เล่นเอาเบนจามินหอบเลยทีเดียว ที่ชั้นล่างมืดสนิทจนมองไม่เห็นอะไรเบนจามินจึงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดไฟฉาย
"ขึ้นไปคุยกัน้าเถอะ" ครูซพูดขึ้นก่อนจะเดินนำขึ้นไปชั้นสอง ภายในห้องนอนของครูซข้าวของทุกอย่างถูกจัดวางไว้อย่างเป็ระเบียบ ห้องของครูซอยู่ติดกับฝั่งถนนทำให้สามารถมองเห็นด้านนอกได้ชัดเจน แสงจันทร์ที่ส่องเข้ามาในห้องทำให้ทั้งสองพอมองเห็นอะไรๆอยู่บ้าง
"นายนี่ไม่เปลี่ยนเลยนะ ยังเ้าระเบียบอยู่เหมือนเดิม" เบนจามินพูดขึ้นขณะทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงจนผ้าห่มที่ดึงไว้จนตึงยับยู่ยี่
"ใครเขาจะซกมกเหมือนนายกัน" ครูซที่กำลังเดินไปนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามหันมาแขวะจนคนฟังได้แต่เบะปากเพราะเถียงไม่ออก
"จะว่าไปก็ไม่เปลี่ยนเลยจริงๆล่ะนะ ั้แ่ตอนเราเด็กๆของทุกอย่างยังวางไว้เหมือนเดิมเป๊ะเลย โต๊ะ เก้าอี้ เตียง ตู้ ของเก่าเดิมทั้งนั้น" เบนจามินพูดขึ้นหลังจากพิจารณาไปรอบห้องนึกถึง่วัยเด็กที่เขามาเล่นที่นี่ประจำ
"แล้วพ่อแม่นายล่ะ?"
"พ่อกับแม่ฉันก็ไปทำงานต่างประเทศเหมือนทุกทีนั่นแหละ" เบนจามินตอบ ั้แ่ตอนตอนเขาเด็กๆแล้วที่พ่อกับแม่ของเขาต้องไปทำธุรกิจที่ต่างประเทศบ่อยๆ เนื่องจากอาศัยอยู่บ้านติดกันบวกกับแม่ของเบนจามินเห็นครูซเป็เด็กที่เรียบร้อยและมีระเบียบ จึงตัดสินใจนำเบนจามินมาฝากไว้กับบ้านของครูซแทนการจ้างพี่เลี้ยง ทั้งคู่เลยสนิทและเล่นด้วยกันมาั้แ่เด็กจนเบนจามินโตพอที่จะดูแลตัวเองได้หลังจากนั้นเขาก็แทบไม่ได้มาบ้านครูซอีกเลย แต่ทั้งสองก็ยังคงเป็เพื่อนสนิทและไปเรียนด้วยกันเสมอ "แล้วพ่อนายไปไหน?" เบนจามินเป็ฝ่ายถามบ้าง
"ถูกเรียกตัวให้ไปช่วยในเมืองั้แ่หัวค่ำแล้ว" สีหน้าของครูซเครียดลงทันทีที่พูดถึงเื่นี้ เื่ที่เขาเจอวันนี้มันเหลือเชื่อเกินไปจริงๆ เขานึกภาพไม่ออกเลยว่าพ่อเขาที่อยู่ในเมืองต้องเจอกับอะไรบ้าง
"ติดต่อได้ไหม?"
ครูซส่ายหน้าแทนคำตอบ
"แล้วเราจะเอายังไงกันต่อดี นายพอจะมีความคิดดีๆไหม?" เบนจามินถามต่อ
"ยังไม่มีเหมือนกัน เอาตรงๆตอนนี้ฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังเจอกับอะไรอยู่กันแน่ ทั้งผู้หญิงที่ถูกยิงแต่ไม่ตาย ทั้งคุณยายลาน่าที่กินลิชชี่และยังจะกินฉันอีก" ครูซตอบด้วยสีหน้าสับสน เื่ต่างๆที่เกิดขึ้นวันนี้มันเกินสามัญสำนึกของเขาไปไกลโข
"ซอมบี้"
"หา!?" ครูซหันไปมองเพื่อนด้วยความสงสัย
"ก็ซอบบี้ไง ไม่เข้าใจหรอ" เบนจามินพูดย้ำอีกรอบด้วยน้ำเสียงเซ็งๆ
"แต่ว่านั่นมันมีแต่ในหนังไม่ใช่หรอ แถมซอมบี้มันก็ต้องเป็ซากศพสิ แต่คนพวกนั้นยังเหมือนคนทั่วไปอยู่เลยนะ แถมแข็งแรงกว่าเดิมอีกต่างหาก" ครูซพยายามแย้ง เนื่องจากเขาทำใจเชื่อไม่ได้จริงๆว่าเื่ราวที่เกิดขึ้นในหนังหรือละครทีวีจะมาเกิดขึ้นในโลกความเป็จริง
"ไม่มีอะไรมายืนยันสักหน่อยว่าเื่ในหนังจะเกิดขึ้นจริงไม่ได้ เทคโนโลยีทุกวันนี้มันก็เกิดขึ้นจากจินตนาการของมนุษย์ทั้งนั้นแหละ แล้วอีกอย่างพวกในหนังน่ะตายมานานแล้ว ส่วนของพวกเรามันเพิ่งจะเกิดวันนี้เอง ดูอย่างหนังเื่ RSE สิ ยังมีพวกที่กลายพันธุ์แปลกๆเยอะแยะเลย นี่ยังไม่นับเกม L4D อีกนะ" เบนจามินพยายามอธิบายให้เพื่อนเข้าใจด้วยสีหน้าจริงจัง สำหรับเขาที่เป็เด็กเก็บตัวใช้เวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์เสียส่วนใหญ่ ก็คงจะมีแต่ความรู้เกี่ยวกับเื่ราวประหลาดพิศดารนี่แหละที่น่าภูมิใจ ไม่ว่าจะเป็ซอมบี้หรือเอเลี่ยนต่างดาว เขาล้วนศึกษาเื่พวกนี้มาหมดแล้ว
ครูซเอนหลังพิงพนักเก้าอี้เงยหน้าขึ้นมองเพดานพร้อมกับถอนหายใจออกมา ถึงมันจะฟังดูมีเหตุผลก็เถอะแต่จะให้เขาทำใจเชื่อเื่แบบนี้มันก็ไม่ไหวจริงๆ
เบนจามินยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลาก่อนจะมองไปที่หน้าต่าง
"น่าจะมาถึงกันแล้วนะ" เขาพูดขึ้นพร้อมกับลุกเดินไปที่หน้าต่างเพื่อมองหาสิ่งที่เขาพูดถึง แต่สายตาเขากลับมองไปเห็นสิ่งของที่น่าสนใจเข้าเสียก่อน เขาเอื้อมมือออกไปหยิบกล้องส่องทางไกลสีดำสนิทที่วางอยู่ตรงขอบหน้าต่างขึ้นมาพิจารณาก่อนจะเงยหน้ามองไปที่บ้างฝั่งตรงข้าม บ้านแอนเดอร์สัน เบนจามินหันกลับไปยิ้มให้เพื่อนรักแบบมีเลศนัย ขณะที่มือขวายังคงถือกล้องส่องทางไกลพร้อมโบกไปมา
ครูซตาเหลือกด้วยความใรีบลุกขึ้นไปแย่งกล้องส่องทางไกลมาจากเบนจามิน "ฉันเอาไว้ส่องนก" ครูซรีบบอกก่อนที่เพื่อนรักของเขาจะพูดอะไรออกมาพร้อมทั้งพยายามทำสีหน้าให้นิ่งและปกติที่สุด เป็สีหน้าที่เบนจามินเคยบอกเขาแล้วว่า 'ทำหน้าแบบนี้แหละแกดูมีพิรุธโคตรๆ'
"หึๆ มองพลาดไปได้ยังไง ของใหม่ที่สมัยก่อนมันไม่เคยมีมาวางแถวนี้" เบนจามินพูดกับตัวเองเบาๆ แต่ครูซก็ยังได้ยินชัดเจนเต็มสองหู เขาทำได้แค่ส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ ทั้งคู่ยืมมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยกัน ภาพที่ทั้งสองเห็นเล่นเอาครูซกับเบนจามินขนลุกเกลียว ท้องไส้ของครูซเริ่มปั่นป่วนอีกครั้งด้วยความสะอิดสะเอียน ที่ด้านล่างตอนนี้มีชายสามคนกำลังรุมกินศพของคุณยายลาน่าอยู่ แขนและขาถูกฉีกออกจากร่างอย่างละข้าง อวัยวะภายในถูกควักกระจายเต็มพื้น ใบหน้าถูกกัดกินกว่าครึ่งจนจำเค้าเดิมแทบไม่ได้ ชายสามคนที่กำลังกัดกินศพ คนแรกมีร่างกายเตี้ยป้อมกำลังนั่งแทะแขนอยู่ คนที่สองเลือกที่จะกินขามีร่างกายสูงโย่ง ส่วนชายคนสุดท้ายที่มีร่างกายอ้วนใหญ่ก้มหน้าลงไปกัดกินอวัยวะภายในของศพ ที่น่าแปลกใจคือทั้งสามล้วนมีศีรษะโล้นเตียนเหมือนกันไม่มีผิด
"แก๊งสามช่า" เบนจามินเอ่ยขึ้นมาลอยๆ
"อะไรนะ?" เป็รอบที่สองของวันที่ครูซต้องหันไปมองเพื่อนด้วยความสงสัย
"ฉันจะเรียกพวกมันว่าแก๊งสามช่า" เบนจามินทำหน้าตาจริงจังขณะพูดถึงชื่อเรียกกลุ่มคนข้างล่างที่ตัวเองนึกออก
ครูซส่ายหน้าอย่างเอือมระอากับนิสัยของเพื่อนคนนี้ ั้แ่สมัยก่อนแล้วที่เบนจามินมักจะชอบตั้งชื่อเรียกแปลกๆให้กับพวกอัธพาลที่มาแกล้งพวกเขา เบนจามินไม่เคยถามเหตุผลว่าทำไมครูซถึงไม่จัดการอัธพาลพวกนั้นทั้งๆที่ตัวเองก็ต่อยตีเก่งกว่า ทุกคนย่อมมีเหตุผลของตัวเอง แค่ครูซยอมเป็เพื่อนกับคนแบบเขาก็ดีมากแล้ว ด้วยความสามารถและหน้าตาของครูซที่จัดว่าใช้ได้ ถ้าเขายอมเปิดใจเข้ากับคนอื่นสักหน่อยคงเป็าางานพรอมได้อย่างสบาย
"พ่อนายมีอุปกรณ์เจ๋งๆเก็บไว้บ้างไหม?" เบนจามินถามขึ้น
"ไม่รู้สิ พวกปืนส่วนใหญ่พ่อเก็บเอาไว้ในห้องใต้ดิน ฉันไม่รู้ว่ากุญแจอยู่ไหนเลยยังไม่เคยลงไปสักครั้ง" ครูซทำหน้าเหมือนนึกอะไรบางอย่างก่อนจะพูดขึ้น "แต่ในห้องนอนอาจจะมีของที่เอาไว้ใช้ตอนฉุกเฉินอยู่ก็ได้ " ครูซพูดจบก็เดินออกไปยังห้องนอนฝั่งตรงข้าม ห้องนอนของพ่อ
ครูซเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนพร้อมกับมองไปรอบๆ เขาคิดว่าคนอย่างพ่อเขาที่ลงทุนติดตั้งระบบป้องกันภัยขนาดนี้คงต้องมีอะไรที่ใช้ประโยชน์ได้ซุกเอาไว้บ้างแหละ หลังจากมองหารอบห้องแล้วไม่พบอะไร ครูซจึงก้มลงไปมองหาที่ใต้เตียง แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่าฝุ่นสักเม็ดยังไม่มีให้เห็น เด็กหนุ่มค่อยๆเคลื่อนตัวออกมาก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักข้างหัวเตียง ด้านในครูซเห็นรูปที่พ่อกับแม่ถ่ายคู่กันสมัยยังเป็หนุ่มสาว หญิงสาวที่มีผมสีทองยาวสลวย ดวงตาสีฟ้าเป็ประกายสดใสกำลังสวมกอดชายคนรักจากด้านหลังด้วยสีหน้าที่มีความสุข ครูซหยิบกรอบรูปขึ้นมามองด้วยแววตาที่เศร้าสร้อย อเล็กซานดร้า เบเกอร์ แม่ของครูซ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนแม่จะอยู่ในใจเขาเสมอ
ครูซค่อยๆบรรจงวางกรอบรูปลงที่เดิม ก่อนจะปิดลิ้นชักกลับเข้าที่ เด็กหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อปัดความคิดฟุ้งซ่านในหัวทิ้งไป ครูซขยับเข้าไปค้นที่บนเตียงต่อ ในที่สุดเขาก็เจออะไรบางอย่างที่ใต้หมอน
มีดM9 เป็มีดทหารติดปลายปืนด้ามจับสีดำ ใบมีดยาว7.5นิ้ว ครูซเอื้อมมือไปหยิบมีดขึ้นมาถือไว้พร้อมกับถอนหายใจออกมา
"อย่างว่าแหละ คนอย่างพ่อแค่มีดเล่มเดียวในมือก็อันตรายยิ่งกว่าปืนแล้ว" ครูซบ่นกับตัวเองก่อนจะเดินกลับไปที่ห้องพร้อมมีดในมือ
"เป็ไง มีอะไรเจ๋งๆไหม" เบนจามินที่ยังยืนมองแก๊งสามช่าอยู่ที่เดิมเอ่ยถาม
"มีแค่มีดเล่มเดียว สงสัยคงต้องหาทางลงไปห้องใต้ดินทีหลัง" ครูซเดินกลับมายืนอยู่ข้างๆเบนจามินเหมือนเดิมและมองตามลงไปยังชายสามคนที่กำลังยืนมองท้องฟ้าเหมือนตอนที่เขาเจอคุณยายลาน่าไม่มีผิด
"นั่นพวกมันกำลังทำอะไรน่ะ?"
"ไม่รู้สิ พวกมันยืนนิ่งแบบนี้มาสักพักั้แ่กินอิ่มแล้วสงสัยมันหลับมั้ง" เบนจามินตอบด้วยน้ำเสียงกวนๆพร้อมกับยักไหล่
"จริงสิคนแถวนี้หายไปไหนกันหมด? ทำไมถึงเหมือนไม่มีใครอยู่บ้านเลย" ครูซที่เพิ่งรู้สึกได้ถึงความผิดปกติถามขึ้น ถ้ามีคนอยู่ก็น่าจะมีคนแตกตื่นกันบ้างสิ แต่นี่มันเงียบสงบราวกับแถวนี้มันร้างไปแล้ว
"นายไปอยู่ที่ไหนมา ก็ั้แ่มีข่าวออกมานั่นแหละว่าในเมืองเริ่มจะคุมสถานการณ์ไว้ไม่อยู่ คนแถวนี้ก็ขับรถหนีออกจากเมืองไปกันจนหมดแล้ว"
"ตอนนั้นฉันน่าจะอาบน้ำอยู่น่ะ" ครูซนึกไปถึงตอนที่ตัวเองกำลังอาบน้ำ ตอนนั้นเขาได้ยินเสียงรถจริงๆแต่ไม่ได้คิดอะไรเพราะยังไม่เห็นข่าว
"ตอนนี้อย่าเพิ่งคิดอะไรเลย พักผ่อนกันก่อนเถอะ เราไม่รู้สถานการณ์ในเมือง พรุ่งนี้อะไรๆอาจจะจบลงก็ได้" เบนจามินบอกกับเพื่อนขณะเดินไปรื้อหาหมอนกับผ้าห่มในตู้เสื้อผ้า เขาเคยมานอนกับครูซบ่อยมากจนรู้หมดแล้วว่าอะไรอยู่ตรงไหน ไม่จำเป็ต้องให้เ้าของบ้านมาบริการ เมื่อได้ของที่้าเบนจามินก็ทิ้งตัวลงนอนที่พื้นข้างเตียงทันทีก่อนจะหลับไปอย่างรวดเร็ว
"ก็หวังว่ามันจะเป็แบบนั้นแหละนะ" ครูซพูดกันตัวเองเบาๆ เด็กหนุ่มก้มหน้าลงมองเสื้อยืดสีขาวของตัวเองที่ตอนนี้เต็มไปด้วยคราบเืสีดำ เขาสะบัดหัวไล่ความคิดต่างๆออกไปก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำอีกรอบ