เหมิงเยี่ยนกดปิดระบบเชื่อมต่อประชุมสายด้วยท่าทางงุนงง เขาเหม่อลอยอยู่นานกว่าจะตั้งสติได้อีกครั้ง
ผลสรุปจากเบื้องบนทำให้เขารู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย เดิมทีเขาคิดว่าทีมของเด็กที่ทำดันเจี้ยนล่มต้องจบเห่แน่ ๆ แต่ใครจะไปคิดว่าพวกเขากลับได้รับคะแนนโดดเด่นภายใต้การตัดสินใจของรองประธานเช่นนี้
แปลกประหลาดจริง ๆ!
ระหว่างที่เขากำลังรู้สึกประหลาดใจ เขาก็กรอกคะแนนให้กลุ่มของเซี่ยฮุยไปพลาง ๆ โดยใส่เครื่องหมายยอดเยี่ยมไว้ด้านบน
ช่างเป็นกลุ่มเด็กนักเรียนที่โชคดีจริง ๆ!
ยิ่งเห็นว่าเด็กเหล่านี้เป็นกลุ่มนักเรียนจากสิบสามเมืองหลัง เขาก็ยิ่งแอบประเมินเด็กกลุ่มเหล่านี้ภายในใจ
เดี๋ยวก่อนนะ...
เหมิงเยี่ยนเพิ่งได้สติกลับคืนมา เด็กพวกนี้มาจากสิบสามเมืองหลังเหรอ?
แกนกลางของดันเจี้ยนถูกกำหนดไว้สำหรับกลุ่มคนที่มีพลังสูงสุดของขอบเขตพิเศษเท่านั้นที่จะสามารถผ่านด่านนี้ไปได้
ถ้าหากไม่ใช่คนที่มีพลังขอบเขตพิเศษขั้นสูงสุด พวกเขาไม่มีทางที่จะทำอันตรายต่อแกนกลางของระบบนี้ได้แน่ ๆ
เด็กกลุ่มนี้สามารถทำลายระบบดันเจี้ยนได้ขนาดนี้ เห็นได้ชัดว่าต้องมีคนที่มีพลังสูงสุดของขอบเขตพิเศษ
พวกเขาเป็นแค่เด็กนักเรียนมัธยมปลาย แต่กลับมีพลังถึงขั้นนี้!
เมล็ดพันธุ์จากสรวงสวรรค์ชัด ๆ!
คำนี้ผุดขึ้นมาในหัวของเหมิงเยี่ยน ในเวลาเดียวกันร่างกายของเขาก็เริ่มสั่นราวกับไม่สามารถควบคุมได้ เขารู้สึกตื่นเต้นจนยากเกินกว่าที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้
รวย! รวยแล้ว!
ได้เจอต้นกล้าแบบนี้ รางวัลโบนัสส่งท้ายปีนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน
เหมิงเยี่ยนทำท่าราวกับเห็นโบนัสจำนวนมาก เขาเปิดบัญชีของตัวเองขึ้นมาพร้อมกับร่างอวบอ้วนที่สั่นระริก
จริงด้วย! ต้องรีบลงมือก่อน!
ตอนที่เขากำลังตื่นเต้น เขาก็นึกขึ้นได้ว่าถ้าหากเขายังไม่รีบไปหาเด็ก ๆ เหล่านั้น และปล่อยให้คนอื่นตัดหน้ารับเด็กในทีมนี้ไป โบนัสของเขาที่ควรจะได้คงลอยหายไปกับตาแน่นอน
เหมิงเยี่ยนรีบค้นหาข้อมูลบนสายรัดข้อมือเพื่อตามหาห้องของเด็กเหล่านั้น
หลังจากเจอข้อมูลแล้วเขาก็รีบออกจากห้องพักของตัวเองเพื่อไปเซี่ยฮุยและคนอื่น ๆ ทันที
ทางฝั่งของเซี่ยฮุย
“พี่ปิงอวี่ สมาคมคงไม่คิดจะขังเราไว้ที่นี่เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากครอบครัวเราหลังจากทำดันเจี้ยนพัง แล้วค่อยปล่อยตัวเราออกไปหลังจากที่ได้รับค่าเสียหายใช่ไหม”
หลังจากรออยู่ครู่ใหญ่ก็ยังไม่มีใครมาหาพวกเขา
ประตูห้องนี้ต้องเปิดจากด้านนอกเท่านั้นจึงจากสามารถเปิดประตูได้ การรอคอยในเวลานี้ช่างน่าเบื่อจริง ๆ เฉียนตัวตัวเริ่มพูดด้วยความกังวลใจ
“คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกมั้ง”
เจี่ยปิงอวี่ได้ยินเขาพูดเช่นนั้น หลังจากหยุดคิดถึงความเป็นไปได้ เธอก็ส่ายหน้า
“แล้วทำไมถึงยังไม่มีใครมาที่นี่ล่ะ”
เฉียนตัวตัวเริ่มนั่งไม่ติดแล้ว เขาชะโงกหน้ามองประตูที่ถูกปิดสนิทซึ่งไม่มีช่องว่างให้เห็นแสงเล็ดลอดเข้ามาแม้แต่น้อย
แน่นอนว่าถึงจะชะโงกหน้ามองเขาก็ไม่เห็นอะไรอยู่ดี “ผู้สังเกตการณ์ของทีมเราหลับในป่ะเนี่ย เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นแต่กลับไม่เห็นสิ่งผิดปกติอะไรเลยเหรอ?”
“เจ้าอ้วน ช่วยสงบสติอารมณ์แล้วรออย่างใจเย็นหน่อยเถอะ”
บางทีอาจจะเป็นเพราะมัวแต่สนใจอยู่กับดันเจี้ยน หลี่เหมยจึงไม่ได้ลงไม้ลงมือกับเฉียนตัวตัวเหมือนกับที่เธอทำในทุก ๆ ครั้ง
“มองอะไรของนาย?”
เมื่อเห็นสายตาผิดปกติของเฉียนตัวตัว หลี่เหมยก็เริ่มคิ้วขมวด
“เปล่า...เปล่า...”
เฉียนตัวตัวรีบปฏิเสธ แต่ภายในใจของเขากลับรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก : ทำไมไอ้ทอมบอยถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้ น่ากลัวชะมัด
เฉียนตัวตัวแอบรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน จากนั้นเขาก็หยุดคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ในทันที
เขาหันไปมองเซี่ยฮุยที่ยังยืนพิงอยู่กับแคปซูลโปร่งแสง จึงเอ่ยถาม “พี่ฮุยไม่ร้อนใจบ้างเลยเหรอ? ถ้าหากเราไม่ได้คะแนนเพราะทำลายระบบดันเจี้ยนของสมาคม ก็เท่ากับพวกเราเหนื่อยฟรีเลยนะ”
เซี่ยฮุยไม่ได้รู้สึกกังวลแม้แต่น้อย เขาตอบด้วยเสียงเรียบเฉย “พวกเรายังไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย ก็แค่ทำลายดวงจันทร์แค่นั้นเอง”
“ฉลาดมากพี่ฮุย!”
เฉียนตัวตัวหันไปยกนิ้วโป้งชื่นชมเซี่ยฮุย
“แกรก!”
จู่ ๆ ก็มีเสียงขยับลูกบิดประตูดังขึ้น
สายตาของเซี่ยฮุยมองไปที่ประตู วินาทีต่อมาประตูก็ถูกเปิดออกจากด้านนอก
ร่างของชายวัยกลางคนซึ่งไม่ได้ต่างจากเฉียนตัวตัวปรากฏตัวขึ้น
คนที่เดินทางมาที่นี่ไม่ใช่ใครที่ไหน...เหมิงเยี่ยน
เหมิงเยี่ยนแอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
เขาเป็นผู้มีความแข็งแกร่งขั้น 9 ถึงแม้ว่าการวิ่งจากห้องพักมาที่ห้องทดสอบจะไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไร แต่เขาก็แอบรู้สึกร้อนใจอยู่ดี เพราะเกรงว่าจะมีเพื่อนร่วมงานเข้ามาแย่งตัวเด็กเหล่านี้ไป ตอนที่มาถึงห้องทดสอบ หัวใจของเขาก็ยังเต้นแรงไม่หยุด
ตอนที่เขาเข้ามาด้านในห้องก็พบว่าเซี่ยฮุยและคนอื่น ๆ ยังนั่งรออย่างใจเย็น สายตาของเหมิงเยี่ยนเป็นประกายเล็กน้อย ชายสองหญิงสี่ คนที่มีความแข็งแกร่งขั้น 9 คือใครกันนะ?
ความแข็งแกร่งของคนอื่น ๆ เขาสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ตอนที่เขาหันไปมองเซี่ยฮุยที่ยืนพิงอยู่หน้าแคปซูลโปร่งแสง ดวงตาของเขาก็แข็งทื่อไปเล็กน้อย
คงจะเป็นเขาสินะ!
หลังจากหยุดคิดคำพูดอยู่ครู่หนึ่ง เหมิงเยี่ยนก็เดินเข้ามาด้านในด้วยรอยยิ้ม
“สวัสดีนักเรียนทุกคน ฉันชื่อเหมิงเยี่ยนนะ...”
เขาเริ่มจากการแนะนำตัวก่อน จากนั้นเขาก็เริ่มเข้าเรื่องทันที “ไม่ทราบว่าพวกเธออยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยไหนกันเหรอ?”
ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เข้ามาเรียกร้องความรับผิดชอบแล้วล่ะ!
คะแนนก็ไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์เป็นโมฆะด้วย!
เจี่ยปิงอวี่มองท่าทางของเหมิงเยี่ยน ภายในใจก็เริ่มคาดเดาถึงความเป็นไปได้
ในฐานะที่เธอเป็นผู้รวบรวมสมาชิกทุกคนมาร่วมทดสอบที่นี่ เธอจึงกลายเป็นหัวหน้าทีมโดยปริยาย
เจี่ยปิงอวี่ตอบ “ครูเหมิง เป้าหมายของพวกหนูคือมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งค่ะ”
พอดีเลย!
เหมิงเยี่ยนได้ยินเจี่ยปิงอวี่พูดเช่นนั้น เขาก็รู้สึกดีใจจนเนื้อเต้น “ครูเป็นครูที่ทำหน้าที่เปิดรับนักเรียนเพื่อเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งพอดีเลย ถ้าหากพวกเธอยินดีที่จะเข้าร่วมกับทางมหาวิทยาลัย ถ้างั้นก็กรอกลงแบบฟอร์มนี้ได้เลยนะ”
เหมิงเยี่ยนกดหน้าจอแสดงผลบนสายรัดข้อมืออยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นพวกเขาทั้งหกคนก็ได้แบบฟอร์มเสมือนจริงคนละหนึ่งฉบับ
เมื่อกวาดตามองอย่างละเอียดก็พบว่าเงื่อนไขไม่ได้มีมากมายอะไร มีแค่ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อมในการเข้าศึกษา
สามารถกรอกใบสมัครเพื่อเข้าศึกษาล่วงหน้าได้เลยเหรอเนี่ย
เซี่ยฮุยก้มมองใบสมัครที่อยู่ในมือ ด้านบนนั้นมีตราประทับถูกประทับไว้อย่างสมบูรณ์ สิ่งนี้ทำให้เขาแอบรู้สึกสงสัยอยู่ภายในใจ
เขาจึงถามไปว่า “ครูเหมิงครับ คะแนนของพวกผมยังไม่ประกาศเลย พวกผมจะสมัครเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งได้ยังไงครับ?”
คำพูดของเซี่ยฮุยเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนหยุดกรอกแบบฟอร์มไปชั่วขณะ จากนั้นทุกสายตาก็มองไปที่เหมิงเยี่ยน
“เอ่อ...คะแนนของพวกเธอถูกจัดอยู่ในกลุ่มนักเรียนที่ได้รับคะแนนยอดเยี่ยมเลยนะ”
เหมิงเยี่ยนเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก ดังนั้นเขาจึงพูดอธิบายตามที่เขาเข้าใจ “ถ้าหากรวมพวกเธอ ครั้งนี้มีทั้งหมด 11 ทีมที่สามารถทำลายดันเจี้ยนได้ ดังนั้นคะแนนของพวกเธอทุกคนจึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มนักเรียนคะแนนยอดเยี่ยม”
“เอ๋...แสดงว่าไม่ได้มีแค่พวกเราเหรอเนี่ยที่...”
ตอนที่เฉียนตัวตัวกำลังพูดอุทานออกมา จู่ ๆ เขาก็รู้สึกได้ถึงสิ่งผิดปกติบางอย่าง
เขาลืมไปว่าครูยังยืนอยู่ตรงหน้า เขาจึงกลืนคำว่า “ทำลาย” ลงคอไปโดยไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก
เหมิงเยี่ยนหันไปมองเขาปราดหนึ่ง แต่กลับไม่คิดจะถามเขาเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น แม้แต่คนที่อยู่เบื้องบนก็ไม่ได้ติดใจเอาความเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำไมเขาต้องไปสนใจด้วยล่ะว่าคนเหล่านี้ทำอะไรกับดันเจี้ยนและใช้วิธีไหนที่ทำให้ดันเจี้ยนพังยับเยินขนาดนี้
แค่เขารู้ว่ากลุ่มเด็กพวกนี้เป็นเมล็ดพันธุ์จากสวรรค์ก็เพียงพอแล้ว
“ถ้างั้น...พวกเธอมีอะไรอยากจะถามอีกไหม?”
เซี่ยฮุยไม่ได้ถามอะไรต่อจากนั้น หลังจากนั้นเขาก็เริ่มกรอกข้อมูลลงบนแบบฟอร์มทันที
เมื่อเห็นคนสำคัญที่สุดในทีมกรอกแบบฟอร์มเพื่อสมัครเรียนเสร็จ เหมินเยี่ยนก็รู้สึกราวกับยกภูเขาออกจากอก
เขาพูดกับทุกคนว่า “หลังจากนี้อีกหนึ่งเดือน ไว้เจอกันที่มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งนะ”
พูดจบเขาก็เดินออกจากห้องไป
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?”
หลังจากที่เหมิงเยี่ยนเดินออกไป เจี่ยปิงอวี่ก็พูดโผล่งออกมาด้วยความสงสัย
“จากท่าทางของเขา การทำลายดันเจี้ยนของพวกเราก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าจะเป็นวิธีเสร็จสิ้นภารกิจอย่างหนึ่งมั้ง อีกอย่างไม่ได้มีแค่กลุ่มเราที่ทำแบบนี้ ยังมีกลุ่มอื่น ๆ ที่ทำแบบเราด้วย”
เซี่ยฮุยลูบคางตัวเอง จากนั้นก็พูดต่อไปว่า “ถ้างั้นก็เห็นได้ชัดแล้วว่าการทำลายดันเจี้ยนเป็นวิธีการให้คะแนนพิเศษสำหรับการสอบทดลองนี้ แต่กลุ่มที่สามารถทำเรื่องแบบนี้ได้แปลว่าจะต้องมีความแข็งแกร่งในระดับหนึ่ง”
“ถ้าหากวัดระดับมาตรฐานกับฉัน คนที่อยู่ในทีมอื่น ๆ อีกสิบทีมก็น่าจะมีความแข็งแกร่งไม่ได้ด้อยไปกว่าฉัน”
“อย่าไปสนใจเรื่องพวกนั้นเลย ตอนนี้เรากรอกใบสมัครเพื่อเข้าร่วมมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งแล้ว เป้าหมายของเราเป็นจริงแล้วล่ะ”
เซี่ยฮุยหยุดทุกคนไม่ให้คิดไปไกลมากไปกว่านี้และพูดว่า “ตอนนี้สิ่งที่เราควรทำคือการเฉลิมฉลองต่างหากล่ะ”
“พูดถูกที่สุด งั้นพวกเราไปกินหม้อไฟกันดีป่ะ”
เมื่อพูดถึงเรื่องกิน เฉียนตั๋วตั่วก็เป็นคนแรกที่ออกตัว เธอถือเป็นคนที่มีทัศนคติต่อเรื่องอาหารการกินที่ดีเยี่ยม
คนอื่นก็ไม่ได้ขัดข้อง หลังจากตกลงกันได้แล้วพวกเขาก็เดินออกจากห้องแคปซูลแห่งนี้ทันที
เซี่ยฮุยและคนอื่น ๆ เดินออกจากห้องไปได้ไม่นานก็มีใครบางคนวิ่งเข้ามาในห้องนี้
“ไปกันหมดแล้ว!”
เมื่อเห็นห้องเหลือแค่ความว่างเปล่า หลิวเสว่ก็แอบรู้สึกผิดหวังขึ้นมา แต่เมื่อย้อนกลับไปนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้น วิธีการทำลายดันเจี้ยนไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ เพราะสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือผลลัพธ์ของมันต่างหากล่ะ
“คะแนนออกมาโดดเด่น ตอนนี้ทีมที่ได้รับคะแนนแบบนี้ก็มีแค่ 11 ทีมเท่านั้น พวกเขา...คงมีคนดึงตัวไปแล้วสินะ”
ใบหน้าของหลิวเสว่เผยให้เห็นรอยยิ้ม จากนั้นเธอก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไป