ยามที่หลี่จิ้งถิงเดินทางกลับบ้านพอเห็นท้องฟ้าเริ่มจะมืดสลัว เด็กหญิงก็นิ่วหน้าด้วยความเป็ห่วงมารดา ่เวลานี้ท่านแม่ของนางจะต้องอยู่คนเดียวเพียงลำพังเพราะคนอื่น ๆ ต่างก็ต้องพากันแยกย้ายกลับเรือน ไปจัดการกิจวัตรประจำวันกันแล้ว
พอคิดได้ดังนั้นหลี่จิ้งถิงจึงยิ่งรีบเร่งฝีเท้าอย่างกังวลใจ จนทำให้นางสะดุดล้มคะมำลงกับพื้น หัวเข่าทั้งสองข้างครูดเข้ากับพื้นดินก่อให้เกิดาแเืไหลซิบ ๆ เป็แนวยาว แต่เด็กหญิงก็ต้องฝืนอดทนอดกลั้นความเ็ปเอาไว้ด้วยอยากจะกลับให้ถึงเรือนโดยเร็วที่สุด
ส่วนทางด้านหลี่เยี่ยนฟางที่วันทั้งวันได้แต่นอนซมอยู่บนเตียง ทันทีที่นางลืมตาตื่นพอหันซ้ายหันขวาไม่เห็นหน้าบุตรสาว ก็รู้สึกร้อนอกร้อนใจด้วยความเป็ห่วง ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดใจนัก
‘ทั้งหมดเป็ความผิดของข้าเองที่เป็คนไม่ได้เื่’
ด้วยหัวใจที่ร้อนรุ่มไปหมดหลี่เยี่ยนฟางจึงทนนั่งรออยู่เฉย ๆ ไม่ไหว นางตั้งท่าจะลุกขึ้นจากเตียงเพื่อออกไปยืนรอหลี่จิ้งถิงที่หน้าเรือน แต่หลังจากเงี่ยหูฟังให้ดีก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากด้านนอกจากนั้นก็เป็เสียงบานประตูถูกผลักเข้ามาเบา ๆ
“ท่านแม่ลูกกลับมาแล้ว”
คราแรกหลี่เยี่ยนฟางเห็นบุตรสาวกลับมาได้อย่างปลอดภัยก็โล่งอกแต่เมื่อคนเป็แม่มองเห็นบุตรสาวมีเหงื่อออกเต็มใบหน้า เสื้อผ้าเลอะเทอะไปด้วยฝุ่นดินก็นิ่งงันไปเล็กน้อยในใจคิดกังวลไปว่าระหว่างทางหลี่จิ้งถิงพบเจออุปสรรคอะไรมาใช่หรือไม่
“เข้ามาใกล้ ๆให้แม่ดูหน่อยสิ เหตุใดจึงมีท่าทางผิดปกติเช่นนี้”
หลี่จิ้งถิงเดินมาหยุดห่างจากมารดาสองสามก้าวจงใจพยายามเดินให้เป็ปกติแต่จนแล้วจนรอดก็ไม่อาจปิดบังสายตาของหลี่เยี่ยนฟางไปได้
“าเ็ตรงที่ใดหรือ”หลี่เยี่ยนฟางเอ่ยถามหลังจากนิ่งเงียบไปสักพัก
หลี่จิ้งถิงพยายามส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมกับหลบสายตา
“ถิงเอ๋อร์เข้ามาใกล้ๆ แม่เดี๋ยวนี้” หลี่เยี่ยนฟางเอ่ยเสียงเย็นอย่างเฉียบขาด เมื่อเห็นท่าทางอ้ำอึ้งของบุตรสาว
หลี่จิ้งถิงที่ยืนหลุบตาต่ำอยู่สะดุ้งวาบจำยอมกระทำตามคำสั่งมารดา นางค่อย ๆ ก้าวเดินอย่างเชื่องช้าพอเห็นหลี่เยี่ยนฟางไล่สายตาลงไปมองเบื้องล่าง เด็กหญิงก็จำใจยกชายกระโปรงที่มีรอยเปรอะเปื้อนขึ้นสูงเผยให้เห็นาแบริเวณหัวเข่า ที่มีคราบเืเป็หย่อม ๆ และรอยขูดขีดเป็ทางยาว
พอได้เห็นาแของหลี่จิ้งถิงหลี่เยี่ยนฟางก็ใพยายามจะลุกขึ้นยืนอย่างลนลาน
“เ้ายังมีาแตรงที่ใดอีกหรือไม่”
“ท่านแม่รีบนั่งลงก่อน”
สองเสียงประสานขึ้นพร้อมกันและก็เป็หลี่จิ้งถิงที่รวดเร็วกว่า เด็กหญิงรีบวิ่งเข้าไปประคองมารดาให้นั่งลงก่อนจะเอ่ยปลอบหลี่เยี่ยนฟางที่กำลังอกสั่นขวัญผวา
“ท่านแม่ ลูกไม่ได้เป็อะไรมากท่านก็รู้ว่าถนนหนทางในหมู่บ้านเราไม่ค่อยดี ดังนั้นลูกก็เลยสะดุดล้มลงจนหัวเข่า...”
หลี่จิ้งถิงยังพูดไม่ทันจบหลี่เยี่ยนฟางก็คว้าตัวบุตรสาวเข้ามากอดเอาไว้จนแน่น
“เจ็บมากหรือไม่”
“เจ็บแค่นิดเดียวเ้าค่ะลูกทนไหว”
หลี่เยี่ยนฟางนิ่วหน้ารู้ดีแก่ใจว่าหลี่จิ้งถิงโกหกแต่นางก็ไม่คิดจะเปิดโปงบุตรสาว
หลังจากได้ตรวจดูร่างกายของหลี่จิ้งถิงจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีาแตรงที่ใดอีกจริง ๆ หลี่เยี่ยนฟางจึงค่อยเอ่ยปลอบพลางตบหลังบุตรสาวเบา ๆ
“ไม่เป็อะไรมากก็ดีแล้วรีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย จากนั้นแม่จะได้ใส่ยาปิดแผลให้เ้า”
เห็นมารดามีท่าทีผ่อนคลายลงหลี่จิ้งถิงก็เงยหน้าฉีกยิ้มให้
“ลูกจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลยท่านแม่นั่งรอลูกอยู่ตรงนี้ ไม่ต้องลุกขึ้นมานะเ้าค่ะ”
หลี่เยี่ยนฟางขยับมุมปากจะยิ้มตอบแต่ยามนี้นางยิ้มไม่ออกจริง ๆ
พอหลี่จิ้งถิงหันหลังจากไปหลี่เยี่ยนฟางก็มีสีหน้าหม่นหมองลงทันที ในอกรู้สึกเ็ปจนหายใจไม่ออกความเป็ห่วงกังวลในยามนี้ของนางก็คือ หลี่จิ้งถิงที่นี่ไม่มีผู้ใดที่หลี่เยี่ยนฟางจะสามารถวางใจฝากฝังบุตรสาวได้
และตัวนางในตอนนี้ก็ไม่ใช่ผืนฟ้าที่คอยปกป้องดูแลหลี่จิ้งถิงได้อีกแล้ว นางกลายเป็คนที่ต้องพึ่งพิงบุตรสาว เป็ภาระที่เด็กหญิงต้องพยายามประคับประคองให้มีชีวิตอยู่ให้นานที่สุดเท่านั้น
ด้วยความกดดันและผิดหวังในชีวิตอย่างหนักหน่วงทำให้น้ำตาของหลี่เยี่ยนฟางไหลพรั่งพรูออกมาไม่หยุดนางทั้งนึกตัดพ้อ์และตำหนิตนเอง
หลายวันมานี้การนอนหลับของหลี่เยี่ยนฟางแต่ละครั้งยาวนานมากขึ้นทุกทีร่างกายเองก็ดูเหมือนจะทรุดโทรมลงมากเช่นกันเกรงว่าคงจะมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกไม่นานแล้ว
ด้วยความหวาดหวั่นทำให้ยามนี้หัวใจของคนเป็แม่ห่วงกังวลไปสารพัดจนข่มตาหลับไม่ลง นางก้มหน้าลงมองบุตรสาวที่นอนซุกอยู่ในอ้อมอกยามนอนหลี่จิ้งถิงมักจะกอดนางเอาไว้ตลอด คนเป็แม่เองก็โอบเอวบุตรสาวเอาไว้ด้วยเช่นกัน
หลี่เยี่ยนฟางใคร่ครวญอย่างรอบคอบแล้วว่าต้องรีบจัดการเื่ราวของบุตรสาวให้เรียบร้อยเสียก่อน ที่ชีวิตของนางจะถูกกลบฝัง
ดังนั้นั้แ่รับรู้ถึงอาการเจ็บป่วยของตนเองหลี่เยี่ยนฟางก็ได้ตัดสินใจลงมือเขียนจดหมายบรรยายชีวิตที่รันทดของนางั้แ่แอบหนีออกจากเรือน อาการเจ็บป่วยที่ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่รวมถึงเื่ราวทั้งหมด เกี่ยวกับหลี่จิ้งถิงลงไปในจดหมายที่เขียนถึงบิดามารดาอย่างไม่ปิดบังระหว่างเขียนไปขอบตาก็แดงเรื่อไป ก่อนจะไหว้วานให้คนไปส่งมอบให้ที่จวนหยวนจิ้งโหว
ตอนนี้สำหรับบุตรสาวหลี่เยี่ยนฟางก็เหมือนต้นไม้ที่กำลังจะยืนต้นตายไม่สามารถคุ้มแดดคุ้มฝนให้ได้อีกแล้ว ดังนั้นท่านตาท่านยายของหลี่จิ้งถิงจึงเป็เพียงความหวังเดียวของนางที่จะฝากฝังบุตรสาวเอาไว้ได้
หลี่เยี่ยนฟางคิดว่าเมื่อบิดามารดาได้รับจดหมายจะต้องรีบเดินทางมาหาพวกนางสองแม่ลูกในทันทีแต่ทว่าเพียงชั่วพริบตาเวลาก็ผ่านไปเกือบจะหนึ่งปีแล้วผลลัพธ์กลับไม่เป็อย่างที่หลี่เยี่ยนฟางคิดเอาไว้
หรือจะเป็เพราะว่านางได้สร้างความเ็ปให้พวกท่านทั้งสองมากเสียจนไม่อาจให้อภัยได้บิดามารดาถึงได้ไม่สนใจความเป็ความตายของบุตรสาวคนนี้อีกต่อไปแล้ว
ยิ่งคิดก็ยิ่งหวาดหวั่นหลี่เยี่ยนฟางหมดหนทางแล้วจริง ๆ นางโน้มตัวลงกอดร่างหลี่จิ้งถิงเอาไว้จนแน่น
นางกลัวเหลือเกินกลัวจะต้องพรากจากสิ่งที่รักไป!
นับย้อนเวลาดูแล้วนี่นับเป็ครั้งที่เท่าใดแล้วนะ ที่หลี่เยี่ยนฟางนอนหลับสนิทยาวนานจนหลี่จิ้งถิงเป็กังวลเด็กหญิงยื่นนิ้วมือเล็ก ๆ ไปอังอยู่ที่ปลายจมูกของมารดาพอรับรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหวอย่างแ่เบาของลมหายใจร่างกายที่แข็งเกร็งของหลี่จิ้งถิงก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง
‘ท่านแม่ยังหายใจอยู่’
เป็อีกครั้งที่หลี่จิ้งถิงนึกหวาดกลัวแทบแย่หากว่ามารดายังเป็เช่นนี้อยู่เรื่อย ๆ เกรงว่า...
ก่อนที่หยดน้ำตาจะเอ่อล้นออกมาเด็กหญิงก็คิดขึ้นมาได้ว่า นางไม่มีเวลาจะมานั่งร้องไห้ คำพูดของท่านหมอที่มาตรวจอาการของมารดาในคราก่อนยังดังก้องสะท้อนอยู่ในใบหู
“แม่หนูน้อยมารดาของเ้านับจากนี้ อวัยวะภายในจะค่อย ๆ หยุดการทำงานลงอย่างช้า ๆนางจะเคลื่อนไหวน้อยลง นอนหลับยาวนานมากขึ้น ดูจากสภาพร่างกายของนางข้าแนะนำให้เ้าเตรียมทำใจเอาไว้เสียแต่เนิ่น ๆ”
ท่านหมอมองคนป่วยที่นอนอยู่บนเตียงนางหลับสนิทหายใจอย่างแ่เบา แม้จะไม่ได้พลิกผ้าห่มขึ้นดู เขาก็คาดเดาได้ว่าร่างกายของนางน่าจะซูบผอมจนเนื้อหนังหดติดกระดูกไปหมดแล้ว
เมื่อเห็นเด็กหญิงปิดหน้าร้องไห้อย่างสิ้นหวังเขาก็เอื้อมมือไปประคองนางพลางพูดปลอบใจว่า“อย่างน้อยมารดาของเ้าก็ไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน นางจะได้จากไปอย่างสงบ”
ที่ท่านหมอกล้ากล่าววาจาทำร้ายจิตใจเช่นนี้เป็เพราะตัวของหลี่จิ้งถิงเองเป็คนร้องขอ
ยามนั้นเด็กหญิงมีสีหน้าเ็ปเกินบรรยายหลี่จิ้งถิงรู้ดีว่าเด็กตัวเล็ก ๆ เช่นนาง ดู ๆ แล้วเหมือนจะพึ่งพิงอะไรไม่ได้ แต่ทว่าพวกนางมีกันอยู่แค่สองคนแม่ลูกเท่านั้นจริงๆ
“ท่านหมอเ้าคะเื่อาการป่วยของท่านแม่ ท่านสามารถพูดตรง ๆ กับข้าได้เลยมิต้องอ้อมค้อมข้ากลัวว่าหากขืนท่านยังคงปิดบังต่อไป เกรงว่าแม้แต่แสงอาทิตย์สุดท้ายข้าก็จะไม่ได้เห็น”
พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ หลี่จิ้งถิงกำลังจะบอกท่านหมอเป็นัยว่านางกลัวจะพลาดโอกาสที่จะได้เอ่ยลามารดานั่นเอง
ท่านหมอปิดปากเงียบไม่พูดรู้สึกลำบากใจขึ้นมาทันใด แต่เมื่อเห็นหลี่จิ้งถิงก้มหน้าลง พูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า
“ฮือ...ข้าขอร้องท่านหมออย่าได้ปิดบังความจริงกับข้าอีกเลย”
“แม้ว่าดวงอาทิตย์จะดับแต่ชีวิตก็ยังไม่สิ้นสุดทางเดิน หากเ้าให้สัญญากับข้าได้ว่าจะก้าวเดินต่อไปแม้จะไร้แสงตะวัน ข้าก็ให้สัญญาว่าจะไม่ปิดบังความจริงกับเ้า”
หลี่จิ้งถิงพยักหน้าตอบนางฟังความหมายในคำพูดของท่านหมอออก เขาอยากให้นางมีชีวิตอยู่ต่อ ถึงแม้จะไร้มารดาคอยอยู่เคียงข้างแล้วก็ตาม
เดิมนางคิดว่ามารดาอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ยาวนานกว่านี้แต่คิดไม่ถึงคำตอบที่ได้รับ จะทำให้นางหน้าซีดจนขาว สองตาแดงก่ำ แข้งขาอ่อนไปหมดในใจของหลี่จิ้งถิงรู้สึกสิ้นหวังและเ็ป
จากนั้นในทุกวันหยดน้ำตาของหลี่จิ้งถิงก็ไม่เคยหยุดไหล
เด็กหญิงนอนร้องไห้อย่างหนักอยู่คนเดียวในทุกค่ำคืนโดยไม่มีผู้ใดรับรู้
ยิ่งได้เห็นหลี่เยี่ยนฟางนอนหลับอย่างยาวนานเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ๆ หัวใจของหลี่จิ้งถิงก็ยิ่งหวาดกลัว
หลี่จิ้งถิงคิดว่านางยอมรับในโชคชะตาได้แล้ว แต่ก็ค้นพบว่ามันไม่ใช่ นางแค่ไม่มีทางเลือก
สุดท้ายคำพูดของท่านหมอก็เป็จริงดังคาด
เช้าวันนั้นหลี่จิ้งถิงเฝ้าอดทนรอให้มารดาตื่นอยู่นานผ่านไปครู่ใหญ่ในแววตาของนางเริ่มมีแววตื่นตระหนก เด็กหญิงบังคับใจตัวเองให้สงบนิ่งก่อนจะค่อย ๆ ยื่นนิ้วมือเข้าไปอังที่ปลายจมูกของหลี่เยี่ยนฟางอย่างนึกหวาดหวั่น
หลี่จิ้งถิงกัดริมฝีปากจนแน่นพลางยื่นมือไปอังที่ปลายจมูกอยู่อย่างนั้นซ้ำไปซ้ำมา จนกระทั่งแน่ใจถึงสถานการณ์ในตอนนี้
‘ที่แท้ท่านแม่ของนางก็จากไปเงียบๆ เช่นนี้งั้นหรือ’
ต่อจากนี้หลี่จิ้งถิงจะไม่มีแม่ให้เรียกหาอีกแล้วและเมื่อนางเรียกหา “แม่” จะไม่มีผู้ใดขานรับอย่างนุ่มนวลอีกต่อไป
หลี่จิ้งถิงรู้สึกว่าหัวใจของนางกำลังแตกสลายอย่างไม่มีชิ้นดีเด็กหญิงไม่รู้ว่าควรจะรับมือกับการสูญเสียอย่างไรดี
น่าแปลกระหว่างที่ผู้คนในหมู่บ้านกำลังยุ่งวุ่นวายกับการจัดงานศพของหลี่เยี่ยนฟางหลี่จิ้งถิงกลับมีท่าทีสงบนิ่ง เด็กหญิงไม่มีแม้กระทั่งน้ำตาสักหยด
นางนั่งนิ่งคุกเข่าเผากระดาษเงินกระดาษทองพลางโค้งคำนับแเื่อย่างเงียบสนิทไร้เสียง
บรรดาผู้ใหญ่คนอื่นๆ ต่างเข้ามาปลอบใจ พร้อมบอกกับนางว่า “ต่อไปเสี่ยวถิงต้องเข้มแข็งนะ” หรือไม่ก็“เสี่ยวถิงเด็กดีอย่าเสียอกเสียใจให้มากไปเลยนะ”
อาจเป็เพราะคำพูดเ่าั้ทำให้หลี่จิ้งถิงยิ่งเข้าใจ จากนี้ไปบนโลกนี้เหลือเพียงแค่นางตัวคนเดียวแล้ว
นั่นยิ่งทำให้หลี่จิ้งถิงยิ่งไม่อยากร้องไห้ในใจของเด็กหญิงแค่อยากให้ท่านแม่ได้พักผ่อนอย่างมีความสุขไม่อยากให้ท่านแม่ต้องเป็กังวลและจากไปอย่างสงบเท่านั้น
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
น้องใจสลาย พี่ก็ใจสลายตามไปด้วย
เสี่ยวถิงเข้มแข็งมากจริง ๆ
ใครอยากส่งกำลังใจให้น้อง ส่งมาได้เลยนะคะ