
....ลมเหนือพัดแรงจนหิมะปลิวว่อน ปกคลุมทางเดินแคบที่เลียบไหล่เขา หลี่หานเหวินกระชับผ้าคลุมสีเทาหนา ขอบผ้าปกป้องใบหน้าและปาก เส้นผมและขนตาเกาะด้วยเกล็ดน้ำแข็งเล็ก ๆ
จากแคว้นใต้ที่อบอุ่น เขาเดินทางมาถึงดินแดนหิมะหนาวเหน็บแห่งแคว้นเป่ยหาน
บ้านเรือนในหมู่บ้านทางผ่านมุงหลังคาหนา ปกป้องไฟอุ่น
ผู้คนสวมเสื้อขนสัตว์หนา รองเท้าบูทสูง หมวกหนังจิ้งจอก เพื่อกันลมและความเย็นจัด
เป้าหมายของคืนนี้คือ สำนักชิงหลัวเหมิน สำนักใหญ่แห่งแคว้นเป่ยหาน
เขาแอบล่องลงเนินเขาสูงเข้าไปในลานสำนัก กำแพงสูงและหอคอยแหลมสะท้อนแสงจันทร์
เสียงหิมะบดพื้นและลมหนาวช่วยพรางร่างเขา
ทุกฝีก้าวถูกจับจังหวะอย่างแม่นยำ เพื่อไม่ให้ศิษย์เวรยามจับสัญญาณ
หิมะยังคงโปรยปรายลงมาตลอดทาง เสียงลมกระทบกำแพงไม้และหลังคาเหมือนดนตรีธรรมชาติที่ไม่หยุด
หลี่หานเหวินก้าวอย่างระมัดระวังแต่มั่นคง
เท้าของเขากดลงบนหิมะบาง ๆ ข้างนอก ก่อนลัดเลาะเข้าภายในเขตสำนัก
ลมหายใจพ่นเป็ไอขาวทุกครั้งที่เขาปล่อยออก
ความหนาวกัดผิวทุกตารางนิ้ว แต่เขาไม่สนใจ ความสนใจทั้งหมดรวมอยู่ที่ เป้าหมาย
เขาเริ่มจาก ห้องฝึก
ประตูไม้หนักดังก้องเล็กน้อยเมื่อเขาแอบเปิดเข้าไป
ข้างในเป็ลานกว้างสำหรับฝึกปราณ ศิษย์หนุ่มบางคนกำลังทดสอบแรงปราณของตัวเอง
แต่เสียงฝีเท้าและการเคลื่อนไหวของเขาถูกซ่อนด้วยเสียงลม
หานเหวินก้าวไปช้า ๆ สายตาเฝ้าดูการฝึก
เขาสังเกตว่าท่าทางของศิษย์ส่วนมากเป็แค่เซียนระดับ 1 รวมลมปราณขั้นต้นอยู่เลย บางคนก็ชำนาญ เสียงลมหายใจ เสียงไม้กระทบไม้ทุกอย่างกลายเป็ดนตรีของค่ำคืนหนาว
เขารู้สึกถึงความระมัดระวังของตัวเองทุกเสี้ยววินาที
จากนั้นเขาเดินไปยัง ห้องครัว
กลิ่นน้ำซุปอุ่น ๆ ลอยเข้ามา แต่ก็ถูกลมหนาวตัดรส
ในห้องครัว ศิษย์บางคนกำลังหั่นเนื้อ แกะผัก ใส่หม้อใหญ่
เสียงน้ำเดือด ซอสกระทบหม้อ และเสียงจานชามที่ขยับเคลื่อน รวมกันเป็ฉากที่ดูสงบแต่เต็มไปด้วยความมีชีวิต
หานเหวินก้าวเบา ๆ ผ่านทางเดินเล็ก ๆ
มือหนึ่งกำกระบี่ มือหนึ่งยกผ้าคลุมขึ้นป้องกันตัว
ทุกััของเขาต้องตึงตัวเต็มที่
สุดท้าย เขาเดินมาถึง ห้องตำรา
ห้องนี้อยู่ชั้นในสุด แสงสลัวจากตะเกียงระยิบระยับบนโต๊ะไม้
กลิ่นกระดาษเก่าและหมึกแห้งผสมกับลมหนาว ทำให้บรรยากาศเหมือน โลกอีกใบ
เมื่อหานเหวินใกล้ประตูห้อง เขาได้ยินเสียง การอ่านตำราเสียงดังชัดเจน
เสียงนั้น… เป็เสียงที่คุ้นเคยอย่างน่าใ
...น้ำเสียง และ....จังหวะคำ ....ช่างเหมือนทุกกระเบียดนิ้ว...
เขาหยุดนิ่ง จ้องไปที่ประตู
ใจเต้นแรง มือสั่นเล็กน้อย แต่ก็ยังยกมีดเจาะรูเล็ก ๆ ที่ประตู
สายตาส่องผ่านรู…
และสิ่งที่เห็นทำให้เขาใจนแทบลืมหายใจ
ชายหนุ่มสวมเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกสีเงิน นั่งอ่านตำราที่โต๊ะ
ดวงตาคม ใบหน้า คิ้ว และรอยยิ้มบางที่มุมปาก ....เหมือนมาก เหมือนทุกประการ
แต่ชายหนุ่มนั้นยังมีความเยาว์วัยและสดชื่น
ไม่มีร่องรอยพิษหรือความเ็ปที่เขาจำได้
ความใและความสงสัยพุ่งเข้ามาพร้อมกัน
หานเหวินรู้สึกถึง แรงดึงดูดทางใจและความทรงจำเก่า
มือของเขายังกำมีดแน่น แต่ใจสั่นพรุน
ทุกอย่างตรงหน้า…เหมือนความฝันและความจริงผสมกัน
ในที่สุด เขาไม่สามารถอดทนต่อความสงสัยได้อีก
เขาผลักประตูเข้าไปทันที
ชายหนุ่มเหลือบตามองเขาขึ้นลง พร้อมรอยยิ้มกวนตีน
“อ้าว… บุกรุกกลางดึกแบบนี้ คิดว่าตัวเองหล่อพอจะไม่โดนฟันหรือไง?”
น้ำเสียงนี้ ความกวนแบบนี้ ช่างเหมือนทุกกระเบียดนิ้ว
หัวใจหานเหวินสั่นพรุน ทุกรอยจำทุกอย่างกลับมาเต็ม
ชายหนุ่มลุกขึ้น เดินยืดตัวไปมา ราวกับเ้าของห้อง
“หรือ… มองหาใครอยู่หรือไง? ถ้าใช่ ฉันขอโทษนะ ไม่มีใครอยู่ในห้องนี้… ยกเว้นฉันไงล่ะ ฮ่า ๆ”
เขายักไหล่ พลางทำท่าประเมิน
“เอาเถอะ… อยากอยู่ก็อยู่ อยากไปก็ไป แต่ถ้าจะยั่วฉัน… ระวังตัวดี ๆ นะ ฮ่า ๆ”
หานเหวินยืนนิ่ง มือกำกระบี่แน่น
ลมหิมะพัดแรง ตะเกียงสั่นไหว เงาร่างของชายหนุ่มกระพริบสลับบนผนัง
ทุกท่าที การเคลื่อนไหว และคำพูดกวนตีนของเขา ...ศิษย์พี่
หัวใจหานเหวินสั่นพรุนด้วยความใและสับสน
คืนนี้… การเดินทางของเขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยการฆ่า แต่เป็การเผชิญหน้ากับความจริงเหนือจินตนาการ
และชายหนุ่มกวนตีนตรงหน้า ทำให้หัวใจเขาต้องสั่นไหวมากกว่าครั้งใด
หานเหวินยังยืนนิ่ง มือกำกระบี่แน่น สายตาไม่ละจากชายหนุ่มตรงหน้า
“เจ…เจี้ยงหยวน?” เสียงเขาสั่นพร่า
ชายหนุ่มยักคิ้ว ทำหน้ากวน ๆ
“อ้าว… เพิ่งตื่นหรือไงเนี่ย? เรียกฉันแบบนั้น… แปลว่ารู้จักฉันดีสินะ ฮ่า ๆ”
หานเหวินหัวใจแทบหยุดเต้น
“…แต่นี่…นาย…ไม่…ใช่…”
ชายหนุ่มหัวเราะดัง พลางเดินเข้ามาใกล้โต๊ะ อ่านตำราต่อ
“อ๋อ… ใช่ ฉันไม่ใช่ใครที่นายคิด… หรือไม่ล่ะ? แต่ฟังนี่นะ น้ำเสียงนายกับสายตาเวลาที่เจอฉัน… เหมือนเจี้ยงหยวนจริง ๆ เลยนะ ฮ่า ๆ”
หานเหวินกัดฟันแน่น พยายามรวบรวมสติ
“ถ้า…ไม่ใช่เจี้ยงหยวน… ทำไม…ทำไมถึงเหมือนกันขนาดนี้!”
ชายหนุ่มยักไหล่ พลางหัวเราะแ่ ๆ
“ก็… ใครจะไปสนใจว่าหน้าตาเหมือนใครล่ะ? โลกมันช่างบังเอิญจริง ๆ ฮ่า ๆ”
เขาโน้มตัวไปอ่านตำราที่เดิมราวกับไม่สนใจ แต่สายตายังคงจับจ้องหานเหวิน
หานเหวินขมวดคิ้ว พยายามสงบลมหายใจ
“หยุดพูดเล่นได้ไหม… ฉันไม่เข้าใจ… นายคือใคร!”
ชายหนุ่มยืดตัวขึ้น เดินรอบโต๊ะ ทำมือประกอบท่ากวน
“โอ้… ไม่เข้าใจหรือ? ฟังนะ… ฉันไม่ใช่เจี้ยงหยวน แต่…ฉันก็ชอบให้คนงงเหมือนนาย ฮ่า ๆ
พูดจริง ๆ โลกนี้สนุกดี เวลาเจอคนหน้าตาเหมือนใครแล้วพวกเขาใเนี่ย… มันให้ความรู้สึกดีมากเลยนะ”
หานเหวินรู้สึกเหมือนทุกอย่างในหัวกำลังปั่นป่วน
ความทรงจำเก่า ความเสียใจที่เจี้ยงหยวนจากไป ความแค้นที่เขาแบกมา… ทั้งหมดพุ่งเข้ามาพร้อมกัน
“…นาย…ทำแบบนี้…เพื่ออะไร!” เขาตะคอก แต่เสียงสั่นพร่า
ชายหนุ่มหัวเราะขำ ๆ แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มกวน
“เพื่อความสนุก… ฮ่า ๆ… และก็…อยากดูว่านายจะทำยังไงนะ”
หานเหวินกลืนน้ำลาย มือกระชับด้ามกระบี่แน่นขึ้น
“…ฉัน…ฉันต้องรู้… ต้องรู้ความจริง!”
ชายหนุ่มก้าวเข้ามาใกล้
“อืม… ความจริง… บางที… นายอาจไม่พร้อมฟังหรอกนะ ฮ่า ๆ แต่ก็อยากให้ได้เจอเอง
ฟังเสียงฉัน… ดูสายตาฉัน… นั่นก็เพียงพอจะทำให้นาย…ใจนลืมหายใจแล้วล่ะ ฮ่า ๆ”
หานเหวินรู้สึกหัวใจเต้นแรงจนแทบะเิ
ทุกคำพูด แววตา และท่าทางกวนตีนของชายหนุ่มเหมือน ศิษย์พี่เจี้ยงหยวน ทุกกระเบียดนิ้ว
ความช็อก ความสงสัย และความทรงจำเก่าผสมกันจนหัวใจแทบขาด
ชายหนุ่มเอียงคอมองเขา แอบยักไหล่
“นายอยากจะฆ่าฉันไหม? หรืออยากถามฉัน… ฮ่า ๆ โลกมันช่างสับสนดีนะ
เวลาเจอใครหน้าตาเหมือนคนที่นายคิดถึง… ความรู้สึกมัน…แปลก ๆ ใช่ไหมล่ะ?”
หานเหวินนิ่งไป มือกำกระบี่แน่น ความโกรธ ความสงสัย และความเ็ปสับสนกันไปหมด
“…ฉัน…ฉัน…ไม่เข้าใจ…ใคร…ใครกันแน่…นาย…หรือเจี้ยงหยวน…”
ชายหนุ่มหัวเราะขำแ่ ๆ พลางพิงโต๊ะ
“ไม่เข้าใจใช่ไหม? ฮ่า ๆ… ก็สนุกดีนี่นา… แต่ก็อย่าเพิ่งใจร้อน ลมหนาวคืนนี้…มันยังยาวอีกนะ”
หานเหวินยืนสงบนิ่ง แต่สายตาไม่ละจากชายหนุ่ม
ทั้งสองจ้องกันด้วยความเงียบ
หิมะพัดแรงนอกหน้าต่าง
ตะเกียงสั่นไหว
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ แต่หนักแน่นในความเงียบของห้องตำรา
“อวี้เฟิง… นายท่านอยู่ไหม? แขกมาถึงแล้ว”
ชายหนุ่มที่หน้าคล้ายเจี้ยงหยวนหยุดอ่านตำราชั่วครู่
สายตาของเขาเปลี่ยนไปทันที
ความกวนตีนที่เพิ่งเห็นหายไปหมด เหลือเพียง สง่าราศีและอำนาจเต็มเปี่ยม
ร่างสูงตรง ท่วงท่ามั่นคงทุกก้าว
เสียงตอบรับของเขาเรียบเย็น แต่แฝงพลัง
“ขอบใจ… ฉันรับทราบแล้ว”
หานเหวินยืนนิ่ง มือกำกระบี่แน่น
หัวใจเต้นแรง เส้นเืบนใบหน้าตึงตัว
ทุกการเคลื่อนไหว ทุกรอยยิ้มอ่อน ๆ ของชายหนุ่ม ขณะหันไปตอบรับผู้เรียก
ทำให้เขารู้ทันที…
ชายหนุ่มตรงหน้า… ไม่ใช่ใครอื่น
แต่คือ ประมุขสำนักชิงหลัวเหมิน อวี้เฟิง
สายตาของอวี้เฟิงหันมามองเขา
นิ่งสงบแต่เต็มไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจมองข้าม
รอยยิ้มเ้าเล่ห์กลับปรากฏเพียงเล็กน้อย
เหมือนท้าทาย และรู้ทุกความคิดของหานเหวิน
หานเหวินยังยืนนิ่งในมุมมืด
ความช็อก ความสับสน และความทรงจำเก่า พุ่งเข้ามาพร้อมกัน
ลมหิมะพัดนอกหน้าต่าง เสียงตะเกียงสั่นไหว
ความเงียบในห้องตำรา ยิ่งทำให้ค่ำคืนนี้เต็มไปด้วย ความลึกลับและตึงเครียด
อวี้เฟิงก้าวเข้ามาใกล้เพียงก้าวเดียว
ดวงตาคมเย็นเฉียบมองเขาอย่างไม่มีน้ำหนักในอารมณ์
หานเหวินยังช็อกจนไม่ทันตั้งตัว
ทันใดนั้น มือขวาของอวี้เฟิงเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
เข็มเล็ก ๆ เงียบสนิทเหมือนลม แทงเข้าที่ คอหานเหวินเพียงชั่วอึดใจ
ความเ็ปรุนแรงแผ่ซ่านจนร่างหานเหวินเซ
คอร้อนผ่าวเหมือนไฟวิ่งผ่านเส้นประสาท
สายตาเริ่มพร่ามัว ความมืดค่อย ๆ กลืนเขา
เสียงลมหิมะ เสียงเท้า เสียงตะเกียง… ทุกอย่างพร่าเลือน
ร่างเขาล้มลงบนพื้นไม้เย็น โดยมีอวี้เฟิงยืนอยู่เหนือเขา และในที่สุด… หานเหวินก็สลบไป.....