เทพสงครามหวนจุติ

    พลังที่ฉีกกฎเกณฑ์

    ตอนที่ 56


    พลังที่ฉีกกฎเกณฑ์




    คำกล่าวของเสวี่ยเอ๋อร์ อัดแน่นไปด้วยสำนึกฆ่าฟัน พาให้หานเฟิงที่รับฟัง ยังรู้สึกหัวใจสั่นสะท้านขึ้นมา มันรับรู้ได้ถึงความมุ่งมั่น ที่จะชำระแค้นของนาง


    “ ให้ข้าช่วยเจ้า...”


    เสวี่ยเอ๋อร์ส่ายหน้า “ ท่านมีสิ่งที่ท่านต้องกระทำ ยังไม่ขอรบกวนท่าน อีกอย่าง ถึงแม้ข้ากล่าวว่า ต้องการชำระแค้น หากนั่นยังมิใช่ในเร็ววันนี้”


    หานเฟิงขบคิดอยู่ครู่ ก็สองคิ้วขมวดมุ่น “ เช่นนี้มันย่อมคิดหาหนทางกำจัดเจ้าอีกครั้ง เจ้าควรกลับไปที่ตำหนักนางเซียน มิควรอยู่ต่อในสถานที่เช่นนั้น”


    เสวี่ยเอ๋อร์ส่ายหน้า แววตาอัดแน่นไปด้วยความเชื่อมั่น “ ข้าย่อมรู้ หากข้าเองมิได้โง่เขลาเลินเล่อ จนไม่คิดระแวดระวังป้องกันตัว”


    “ แต่…” หานเฟิงพยายามกล่าวแย้ง หากถูกคำของเสวี่ยเอ๋อร์หยุดยั้งคำกล่าว


    “ อีกอย่าง ข้ายังมีแดนผู้พิทักษณ์อย่างตำหนักนางเซียนหนุนหลัง ทั้งตำแหน่งผู้พิชิต ที่ธิดามังกรมอบให้ ก็ทำให้เจ้าตำหนัก ประคบประหงมเอาใจใส่ข้าราวกับเทพเทวา”


    “ แต่ข้ายังไม่วางใจ ไหนเลยจะปล่อยเจ้าให้อาศัยอยู่ท่ามกลางคมเขี้ยวอสรพิษเช่นนั้น”


    “ แล้วท่านทำสิ่งใดได้?”


    คำนี้ของนางพาให้หานเฟิงพูดไม่ออก ใช่ มันทำสิ่งใดได้ นางที่อย่างน้อยก็มีศักดิ์เป็นถึงองค์หญิง อีกทั้งยังมีแดนผู้พิทักษ์หนุนหลัง แต่ตัวมันเล่า มันมีสิ่งใดให้เปรียบกับนาง


    “ อย่างน้อยให้ข้าอยู่ข้างกายเจ้า…” หานเฟิงยังคงมิยินยอม


    “ ข้ารู้ว่าท่านรักข้า เป็นห่วงข้า กลัวว่าข้าจะมีภัย แต่ท่านเองก็ต้องเข้าใจหัวอกข้าด้วยเช่นกัน ว่าข้าเองก็รักเป็นห่วงท่าน หากนำท่านกลับไป ข้าใยมิใช่ต้องกลายเป็นห่วงกังวลยิ่งแล้ว... อีกทั้งยามนี้ ท่านถูกมันตั้งประกาศจับ กลายเป็นคนร้ายของอาณาจักร ไม่มีที่ใดในอาณาจักรนี้ ที่ท่านคงอยู่ได้อย่างปลอดภัยไร้เรื่องราว”


    “ แต่…” หานเฟิงก็ยังคงไม่ยินยอม


    “ ถามท่าน หากข้าอยู่ในห้วงอันตราย ท่านจะทำเช่นไร?” เสวี่ยเอ๋อร์กล่าวถามหานเฟิงที่สีหน้ายังคงบ่งบอกชัดว่าไม่ยินยอมพร้อมใจ


    “ ข้าย่อมกระทำทุกสิ่งอย่างเพื่อช่วยเหลือเจ้า ไม่เว้นแม้แต่ชีวิตข้าก็สละได้” หานเฟิงกล่าวอย่างจริงจัง


    “ กลับกัน หากท่านตกอยู่ในห้วงอันตราย ข้าเองก็เสียสละได้ โดยไม่สนค่าตอบแทน”


    คำของเสวี่ยเอ๋อร์ พาให้หานเฟิงรู้สึกอบอุ่นหัวใจ ทั้งไพล่นึกไปถึงเหตุการณ์เรื่องราวที่มันต้องเผชิญหน้ากับความเป็นความตายทั้งสองครั้งสองครา หากทั้งสองครั้งนั้นกลับได้เสวี่ยเอ๋อร์ ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือโดยไม่สนค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายออกไป ไม่ว่าจะที่ตำหนักอัคคี ที่นางสละแก่นโลหิตเพื่อให้มันได้มีชีวิตคงอยู่ หรือแม้แต่เหตุการณ์เมื่อคืนนี้ ที่นางสละตัวเอง สละความบริสุทธิ์ของตนเอง เพื่อช่วยชีวิตมัน


    หานเฟิงนัยน์ตาสั่นสะท้าน จับจ้องมองสตรีที่ตรงหน้าด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลาย


    “ ก่อนนี้ข้าเคยผิดต่อเจ้าตั้งมากมาย แต่เจ้า…” คำกล่าวของหานเฟิงเป็นอันต้องหยุดลง ด้วยนิ้วเดียวของเสวี่ยเอ๋อร์ที่ทาบปิด


    “ มิต้องกล่าวอันใดแล้ว เรื่องในอดีตที่ท่านได้เคยกระทำต่อข้า เป็นข้าล้วนให้อภัย…”


    เสวี่ยเอ๋อร์ให้อภัย หากตัวมันมิคิดให้อภัยตัวเอง มันทำร้ายนางไว้ก็มาก หากสุดท้าย กลับเป็นนาง ที่ช่วยเหลือมันในยามคับขันไปเสียทุกครั้งครา


    “ ข้าสัญญา ชีวิตนี้ ข้าจะไม่มีวันทำผิดต่อเจ้าอีก ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม” สิ้นคำกลับปรากฏหยาดโลหิตไหลออกมาจากมุมปาก


    เสวี่ยเอ๋อร์ที่เห็นเช่นนั้นก็พลันตระหนก “ ท ท่าน!!! ไฉนจึงต้องทำเช่นนี้…”


    “ คำสาบานโลหิตนี้เพื่อเจ้า…”


    “ ท่านไม่จำต้องกระทำเช่นนี้”


    “ อย่างน้อยเจ้าจักได้วางใจ ว่าข้าจะไม่ไปมีสตรีอื่น”


    “ ข้าไม่เคยห้ามท่านไม่ให้มีสตรีอื่น…”


    หากหานเฟิงเพียงยิ้มบาง ไม่ตอบคำ มันลั่นคำสาบานออกมาแล้ว เป็นสาบานด้วยโลหิต ว่าชีวิตนี้ มันจะไม่ขอกระทำผิดต่อนาง ไม่ว่าเรื่องใด หากมันผิดคำสาบาน ชีวิตของมัน จะล่วงหล่นลงสู่ห้วงอเวจี


    เสวี่ยเอ๋อร์เห็นดังนั้นก็ได้แต่ทอดถอนใจ ก่อนที่ริมฝีปากของนางจะปรากฏหยาดโลหิตไหลออกมา จนเรียกเอาเสียงตื่นตระหนกของหานเฟิงให้ดังขึ้น


    “ จ เจ้า!!!...”


    “ เราหายกันแล้ว”


    “ เจ้าสาบานอันใด?”


    “ เช่นกันกับท่าน ชีวิตนี้ ข้า เสวี่ยเอ๋อร์ ไม่ขอกระทำผิดต่อท่านเช่นกัน...”


    “ เจ้าไม่เคยกระทำผิดต่อข้า ไม่เห็นต้องทำเช่นนี้”


    “ อย่างน้อยท่านจักได้วางใจ ว่าข้าจะไม่ไปมีชายอื่น”


    หานเฟิงถูกคำของตนย้อนคืนกลับมาถึงกลับไปต่อไม่ถูก แต่ลึกๆมันกลับดีใจ และอบอุ่นหัวใจยิ่ง


    เสวี่ยเอ๋อร์เอ๋อร์ที่เห็นหานเฟิงทำหน้าเหลอหลาก็พลันยิ้ม “ ในเมื่อไม่มีใดแล้ว ท่านรีบจากไปเถอะ ก่อนที่พวกมันจะตระหนักได้ แล้วตามมาพบเข้า”


    หานเฟิงที่ได้ยินคำของเสวี่ยเอ๋อร์ จากที่กำลังยินดี ก็พลันเป็นซึมลง ‘ พึ่งจะพบกัน เข้าใจกัน กลับต้องจากกันอีกแล้วหรือ?...’


    หากยังคงกล่าวออกมาว่า “ ทราบแล้ว” 


    แต่กล่าวจบกลับดึงรั้งร่างของนางเข้ามากอด ก่อนประทับริมฝีปาก จุมพิตนางอย่างดูดดื่ม กระทั่งเนิ่นนาน กว่าที่มันจะยอมถอนคลายริมฝีปากกลับออกมา


    “ หลังจากนี้ ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าใด กว่าที่เราสองจะได้หวนกลับมาพบกันอีก” หานเฟิงกล่าวคำขึ้น สีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง ไม่อยากแยกจาก


    “ ทุกสิ่งล้วนเป็นโชคชะตา ท่านข้า เราสอง ได้ครองคู่กันมา จะเรียกว่าสองชาติภพก็คงได้ นี่จึงเป็นบุญวาสนา ที่มีต่อกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน ถึงแยกจากกันครานี้ หากสักวัน ยังคงต้องหวนกลับมาพบกัน”


    หานเฟิงพยักหน้ารับอย่างเซื่องซึม “ พบกันคราหน้า ข้าจะตบแต่งเจ้าเป็นภรรยา อย่างถูกทำนองคลองธรรม”


    เสวี่ยเอ๋อร์ยิ้มบาง ก้าวเท้าถอยหลังไปสองก้าว ก่อนจะหยิบเอาก้อนศิลาขขึ้นมาบี้บีบจนแตก ร่างของนางพลันพล่าเลือน ทิ้งคำกล่าวเอาไว้ประโยคหนึ่ง ก่อนที่ร่าง จะเลือนลับหายไป


    “ ข้าจะรอวันนั้น...”


    ไปแล้ว เสวี่ยเอ๋อร์จากไปแล้ว หานเฟิงได้แต่เหม่อมองอย่างเซื่องซึมโง่งม มันสูดหายใจเข้าลึก ก่อนที่แววตาจะเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น


    “ ข้าจะแข็งแกร่งขึ้นโดยไว เพื่อที่วันหนึ่ง ข้า หานเฟิงผู้นี้ จะทำให้คนทั้งโลกได้รับรู้ ว่าเจ้าคือภรรยาของข้า อย่างเต็มภาคภูมิ”


    มันกล่าวด้วยประกายตามุ่งมั่นจริงจัง กล่าวจบก็สืบเท้าเดินจากไป ทิศทาง มุ่งสู่ตะวันออก เป้าหมายยังคงเป็นบ้านของตน



    กระทั่งที่หานเฟิงจากไปเนิ่นนาน ผืนป่า อันเป็นสักขีพยานรักของหานเฟิงและเสวี่ยเอ๋อร์ ก็ได้ปรากฏสองเงาร่างทอดเดินมา เป็นสองเงาร่างที่อยู่ในชุดคลุมสีดำ หนึ่งเตี้ย หนึ่งสูง


    เป็นซวงเอ๋อร์และจิ่วโม่


    “ นี่ นังหนู เร่งฝีเท้าหน่อยได้หรือไม่ เชื่องช้าอยู่เช่นนี้ หากพวกมันคิดสืบเสาะตามหา พวกเราคงได้ถูกพบเจอ” ผู้กล่าวย่อมเป็นจิ่วโม่


    “ ข้าเดินไม่ไหวแล้ว เหนื่อยยิ่ง ทั้งหิวยิ่ง ท่านให้ข้าขี่หลังได้หรือไม่?” ซวงเอ๋อร์กล่าวอย่างอ่อนล้า


    “ เพ่ย ข้าไม่ใช่พี่ใหญ่ของเจ้า แผ่นหลังข้าแบกเอาไว้ด้วยเกียรติยศและศักดิ์ศรี ไหนเลยจึงยินยอมให้ผู้ใดขึ้นขี่”


    “ เช่นนั้นท่านก็หาอะไรให้ข้ากินหน่อยได้หรือไม่ ข้าหิวยิ่ง หิวจนตาลายแล้ว”


    “ น้อยๆหน่อยนังหนู ข้าเองก็หิวไม่แพ้เจ้าหรอก ไว้ข้ามพ้นป่าผืนนี้ไป ข้าจะหาอะไรให้เจ้ากิน...”


    ซวงเอ๋อร์ทำตาละห้อย แต่แล้ว ดวงตาของนางก็ลุกวาว “ นี่กลิ่นอะไร!!!... ใช่อาหารหรือไม่?”


    จิ่วโม่ได้ยินคำก็พลันเป็นทำจมูกฟุดฟิดรับกลิ่นในอากาศ ก่อนที่มันจะปั้นหน้าเหยเก ยกมือขึ้นปัดจมูกเป็นพัลวัน


    “ บัดซบ บัดซบ… นี่มันกลิ่นคาวโลกีย์ของพวกมนุษย์ เสียจมูกยิ่ง เสียจมูกยิ่ง...”


    “ คาวโลกีย์?...” ซวงเอ๋อร์ที่ได้ยินคำก็กล่าวขึ้นอย่างสงสัย หากไม่วายที่จะทำจมูกฟุดฟิดดอมดม


    “ บัดซบ นังหนู อย่าไปดม หาอะไรอุดจมูกไว้ แล้วรีบผ่านไปโดยเร็ว” จิ่วโม่กล่าวเสียอู้อี้ เป็นมันใช้สองนิ้วคีบบีบจมูก


    “ กลิ่นคาโลกีย์คืออันใด ไฉนดมไม่ได้” ซวงเอ๋อร์กล่าวถามอย่างงุนงงสงสัย


    “ กลิ่นของพวกมนุษย์หน้าไม่อาย แอบมาสมสู่กันกลางป่ากลางเขา”


    ได้ยินคำสมสู่ ก็พาให้ซวงเอ๋อร์ใบหน้าแดงเถือก คำนี้นางรู้จัก แต่แล้ว “ หืม!!!...ข้าได้กลิ่นพี่ใหญ่”


    “ บัดซบ เช่นนั้นคงเป็นพี่ใหญ่เจ้าหนีรอดออกมาได้ แถมยังไม่วายคว้าเอาสตรีมาควบขี่อย่างไม่อายฟ้าดิน” จิ่วโม่กล่าวคำประชดประชัน ก่อนจะรีบคว้าแขนซวงเอ๋อร์ก้าวจากไปโดยไว



    “ ฮัดชิ้ววว…” 


    หานเฟิงที่กำลังกระโจนทะยานไปตามผืนป่าจามขึ้น จำต้องยกมือขึ้นถูจมูก มันยามนี้กำลังเคลื่อนที่ไปยังทิศตะวันออกอย่างเต็มกำลัง เพราะมันยังรู้สึกไม่ปลอดภัย หากยังคงอยู่ในอาณาจักรนภาทมิฬแห่งนี้ ทว่า มันเองก็รู้สึกลังเล มันอยากจะแวะพัก จัดการกับแก่นหยินพรหมจรรย์ของเสวี่ยเอ๋อร์ที่ได้รับมาโดยเร็ว 


    ก่อนหน้าที่มันร่วมรักกับเสวี่ยเอ๋อร์ ลำพังเคล็ดหยินหยางเทวะบรรจบ ที่สำแดงขึ้นมาด้วยตัวเองเมื่อองค์ประกอบพร้อม ก็ทำให้ทั้งมันและนาง ต่างก็เก็บเกี่ยวไปมิใช่น้อย กระทั่งที่ตัวหานเฟิงเอง ระดับพลังของมันยังเติบโตขึ้นมาอีกหนึ่งขั้น ยามนี้มันจึงมีความสำเร็จอยู่ที่ ขอบเขตปราณปฐพีขั้นที่หก ซึ่งตามที่มันคิดคำนวน หากสามารถดูดซับแก่นหยินพรหมจรรย์ที่ได้รับมาจากเสวี่ยเอ๋อร์จนแล้วเสร็จ อาจทำให้มันเยียบเข้าสู่ขอบเขตปราณปฐพีขั้นที่เก้าก็เป็นได้ เพราะแก่นหยินพรหมจรรย์ของเสวี่ยเอ๋อร์ มิใช่แก่นหยินพรหมจรรย์ทั่วๆไป หากเป็นแก่นหยินพรหมจรรย์จากเส้นชีพจรลมปราณหยินพิสุทธิ์ ดังนั้น ผลลัพธ์ของมัน จึงไม่สามารถหยั่งคิดคำนวน


    “ ข้าต้องหาที่ซ่อนตัว ดูดซับแก่นหยินพรหมจรรย์ของเสวี่ยเอ๋อร์โดยไว…”



    ย้อนกลับไปที่นครหลวงนภาทมิฬ ในตำหนักบรรทมขององค์หญิงเยี่ยหลัน เสวี่ยเอ๋อร์ ที่บัดนี้กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง หากสองตานางมิได้หลับ นางมิได้เข้าฌานดูดซับแก่นหยางพรหม์จรรย์ที่ได้รับมาจากหานเฟิง แต่ที่นางกำลังทำ คือนั่งมองดวงแสงสองดวง ที่กำลังเริงระบำอยู่กลางฝ่ามือ 


    ดวงแสง ที่หนึ่งนั้นเป็นสีดำดุจรัตติกาล หากอีกดวง กลับเป็นสีทองเรืองรอง เป็นดวงแสงสีทอง ที่เคยอาศัยอยู่ในห้วงจิตของหานเฟิง หากแต่บัดนี้ มันกลับมาเต้นอยู่บนฝ่ามือของเสวี่ยเอ๋อร์ ทั้งแลดูมีชีวิตชีวายิ่ง



    และในขณะเดียวกัน ที่ตำหนักบรรทมของรัชทายาท


    “ บัดซบ!!!” เสียงตวาดกร้าวที่เต็มไปด้วยโทสะดังขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยเสียง “ เพล้งงง!!!” เป็นถ้วยกระเบื้องถูกเขวี้ยงแตกละเอียด


    “ เจ้าบอกว่ามันถูกคนช่วยเหลือหลบหนีไปได้…”


    นิ้วที่สั่นสะท้านของเยี่ยหยุนเฟย ชี้ไปยังนายทหารที่กำลังนั่งคุกเข่า ร่างสั่นเทา


    “ ทั้งที่อยู่ภายใต้จมูกของข้า แต่เจ้ากลับปล่อยมันหนีรอดออกไปได้…” เยี่ยหยุนเฟยกล่าวอย่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน


    “ หาตัวมันให้พบ หากมันตายก็ต้องเห็นศพ มิเช่นนั้น พวกเจ้าก็อย่าได้คิดจะมีชีวิตกลับมา”




    เจ็ดวันผ่านไป ที่แนวผาหินแห่งหนึ่ง ยังคงอยู่ในเขตแดนของอาณาจักรนภาทมิฬ


    “ ตูมมมม….”


    เสียงระเบิดดังขึ้นจากแนวผาหิน เศษดินหินกระจัดกระจายปลิวว่อน ฝุ่นควันฟุ้งตลบ ก่อนจะก้าวเดินออกมาด้วยเงาร่างหนึ่ง เป็นเงาร่างในชุดดำ เป็นหานเฟิง


    หานเฟิงที่ยามนี้สองตาสาดประกายไปด้วยพลังที่อัดแน่นเต็มเปี่ยม เป็นเมื่อห้าวันก่อน มันได้ขุดผา ซ่อนตัวดูดซับแก่นหยินพรหมจรรย์ของเสวี่ยเอ๋อร์ มายามนี้ ระดับความสำเร็จของมัน จึงทวีขึ้นมาอีกอักโข หากมิใช่ขั้นที่เก้าขอบเขตปราณปฐพีเช่นที่มันคาดเดา แต่เป็น...


    “ ขั้นที่สิบ ขอบเขตปราณปฐพี...”


    “ หากมิใช่เพราะต้องปรับสมดุลพลังให้คงที่ก่อน ข้าคงใช้เม็ดยาที่เสวี่ยเอ๋อร์มอบให้มา ทะลวงผ่านขอบเขตนภาไปในคราเดียว”


    กล่าวจบ ก็หงายฝ่ามือขวา ก่อนที่เปลวอัคคีสีทองร้อนแรงจะลุกโชนขึ้นมา แล้วจึงกล่าวว่า


    “ เพลิงหยาง...”


    จากนั้น ก็หงายแบฝ่ามือซ้าย ก่อนที่อัคคีธาตุอีกกลุ่มหนึ่งจะถูกจุดขึ้นมา ทว่า อัคคีกลุ่มนี้กลับปลดปล่อยออกมาเป็นคลื่นพลังที่เย็นเยียบ ทั้งเปลวอัคคี ยังเป็นสีดำ


    “ เพลิงหยิน…”


    หานเฟิงกำมือ เปลวอัคคีทั้งสองที่ส่งผลลัพธ์ต่างกันอย่างสุดขั้วก็มอดดับ แววตาของมันสาดประกายด้วยความตื่นเต้นยินดี


    “ เมื่อหยิน และหยาง บรรจบพบกัน…”


    “ บังเกิดเป็นพลัง ที่ฉีกซึ่งทุกกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติไป...”


    “ จะว่าไปก็เคยได้ยินมาอยู่บ้าง แต่พอเกิดขึ้นกับตัวเองเช่นนี้… นี่กลับคล้ายกับฝันไป”


    หานเฟิงส่ายศีรษะ แหงนหน้ามองดวงตะวันที่กลางหาว ก่อนที่ริมฝีปากจะอ้าเปิด เป็นถ้อยคำกล่าวต่อมา


    “ ในชีวิตที่แล้ว เป็นเพราะเสวี่ยเอ๋อร์ที่ไม่สามารถบ่มเพาะบำเพ็ญ แก่นหยินพรหมจรรย์ของนาง จึงมิได้แฝงไว้ด้วยพลังจากเส้นลมปราณหยินพิสุทธิ์ หาไม่แล้ว ข้าก็คง…”


    “ ไม่สิ ถึงยามนั้น ข้าจะรับเอาแก่นหยินพรหมจรรย์ที่แฝงไว้ด้วยพลังจากเส้นลมปราณหยินพิสุทธิ์ของนางมาได้ แต่ก็ยังไม่สามารถถือครองพลังอันพลิกกฏเกณฑ์เช่นนี้ได้อยู่ดี เพราะตัวข้าในยามนั้น ก็ยังไม่ได้ครอบครองเส้นชีพจรลมปราณหยางพิสุทธิ์เช่นกัน…”


    “ แต่พอกล่าวเช่นนี้ นี่กลับคล้ายจะเป็นโชคชะตาฟ้าลิขิต…”


    “ แต่จะว่าฟ้าลิขิต... ไฉนฟ้าจึงลิขิตให้ข้า และเสวี่ยเอ๋อร์ ได้ย้อนคืนกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง…”


    “ ที่แท้ เป็นฟ้า ต้องการสิ่งใด?...”




    “ เป็นข้าต้องการให้มันโผล่หัวออกมา”


    เป็นเสียงกล่าวดังลั่นที่พาให้ม่านมุกสั่นไหวเกรียวกราว ผู้กล่าวคือธิดามังกรหลงเสวี่ยเอ๋อร์ เบื้องหน้าม่านมุกคือหญิงรับใช้ผู้หนึ่ง ที่กำลังนั่งคุกเข่าอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว


    “ ในเมื่อพวกเจ้าหาตัวมันไม่พบ เช่นนั้น ข้า ก็จะเชิญ ให้มันออกมาพบข้า ด้วยตัวเอง”