ในห้องทรงพระอักษรด้านหลังท้องพระโรงว่าราชการหลังเสร็จสิ้นประชุมเช้าเสวี่ยอ๋องก็เข้ามาทูลถึงธุระสำคัญที่ทำให้พระหทัยขององค์จักรพรรดิเต้นแรง
อดีตที่ทรงหลงลืมไปกลับย้อนคืนมาให้คิดถึง...เจวียนเอ๋อร์
ทรงลืมสาวงามแห่งเมืองซานเทียนไปได้อย่างไรเวลาล่วงผ่าน เส้นทางชีวิตที่ไม่อาจจะแก้ไขให้สมดั่งใจ ความสนิทเสน่หาแต่หนหลัง มิอาจจะสานต่อใดๆได้อีกปัจจุบันมีเพียงเด็กชายตัวน้อยวัยประมาณขวบครึ่งเท่านั้นที่ดั้นด้นมากับน้าสาวเพื่อตามหาบิดาที่ทอดทิ้งเขา
ด้วยความร้อนพระทัยยามบ่าย จักรพรรดิเสียเจิ้งจึงเสด็จออกจากวังหลวงอย่างลับๆ มีองครักษ์ติดตามสองนายและอีกหลายสิบที่คอยอารักขาในระยะห่าง เพราะทุกก้าวย่างล้วนต้องระแวดระวังภัยแม้คนที่เติบโตในตำหนักเดียวกัน ก็ควรเผื่อใจให้ทรงมองเขารอบด้าน ใครใช้ให้ ราชโองการของพระบิดาระบุข้อความเช่นนั้น
คานตำแหน่งระหว่างพระองค์กับอนุชาเสวี่ยจิ้งโดยมีโอรสนอกกำแพงวังเป็ตัวแปร...
ก่อนหน้านี้พระอนุชาไม่รู้เนื้อความในราชโองการจึงทรงออกอุบายขอแบ่งกำลังพลในมือเขาในขณะที่เหล่าพระมาตุลาลอบไปจัดการเผิงเซิ่งอี้ ด้วยเหตุผิดแผนเพราะใจเร็วพระอนุชาและตระกูลเผิงจึงต่างล่วงรู้ถึงความหวาดหวั่นหทัยเื่ราชบัลลังก์สายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องจึงคล้ายมีรอยร้าวจางๆ ไม่สนิทแน่นแฟ้นดังเก่า
ตามที่ทรงตกลงกับพระอนุชาก่อนหน้านั้นคือจะเป็ผู้ซักถามฉวนลี่ถิงด้วยองค์เอง เพื่อสืบพิรุธบางอย่าง เื่ของเจวียนเอ๋อร์มีเพียงคนสนิทติดตามไม่กี่คนเท่านั้นที่รับรู้ทรงไม่เคยพบสมาชิกครอบครัวของหญิงสาวด้วยเหตุที่นางสมัครใจลักลอบสานสัมพันธ์กับพระองค์น่าเสียดายที่เื่ราวในกำแพงวังทำให้ทรงหลงลืมหญิงงามไปเนิ่นนาน
บ้านเมืองย่อมสำคัญกว่าความรักหญิงชายมิใช่หรือไรหากเจวียนเอ๋อร์ยังอยู่ ทรงคิดว่านางต้องเข้าใจเหตุผลจำเป็ข้อนี้ดี
ที่เรือนหนึ่งสันติสุขพอฉวนลี่ถิงรู้ว่าบิดาของอาเฉินตกลงจะมาพบกะทันหัน ก็รู้สึกยินดีเป็อย่างมากนางกับหลานชายจึงรีบเตรียมตัวเพื่อรอพบหน้าเขาอยู่ในห้องโถงของเรือน
ครั้นชายหนุ่มแปลกหน้าคนหนึ่งก้าวเข้ามาในห้องเมื่อเห็นสามีของพี่สาวเต็มๆ ตา ฉวนลี่ถิงจึงดึงหลานชายที่เล่นอยู่ใกล้เข้ามากอดไว้ด้านหน้า
การเสด็จเป็การส่วนพระองค์นั้นไม่มีพิธีรีตองมากนักจักรพรรดิเสียเจิ้งทอดพระเนตรหญิงสาวนางมีส่วนคล้ายสาวงามในความทรงจำมากถึงแปดในสิบส่วน
“เจวียนเอ๋อร์”
“คารวะนายท่านข้าเป็น้องสาวของพี่เจวียนเอ๋อร์ นามว่าฉวนลี่ถิง” ฉวนลี่ถิงย่อกายให้เขามองข้ามไหล่เขาไปยังนายท่านเสวี่ยซึ่งพยักหน้ายืนยันว่าคนผู้นี้ใช่บิดาของอาเฉินแน่แล้ว
“เ้าคล้ายนางมาก”ต่างแค่แววตา เจวียนเอ๋อร์ดวงตาทอประกายอ่อนหวานหยดย้อยกิริยาท่าทางนุ่มนวลราวภาพฝัน ส่วนสตรีเบื้องพักตร์สายตาเป็ประกายสุกใสก็จริงทว่าแฝงแววแข็งกร้าวดื้อรั้นไม่ยอมคนทรงมองต่ำลงมายังเด็กชายตัวน้อยที่ยืนอยู่ด้านหน้าของนาง ความรู้สึกบอกว่า ‘ใช่’ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
“นี่คงเป็อาเฉินสินะ”ทรงก้าวพระบาทออกไปใกล้อีกนิด
“เ้าค่ะ” นางตอบรับแล้วดุนหลังหลานชาย หวังจะให้เขาได้มองหน้าบิดาใกล้ๆ “เข้าไปหาบิดาเ้าเร็ว”
แต่อาเฉินกลับก้มหน้าไม่มองทั้งยังขืนตัวไว้ เมื่อจักรพรรดิยื่นหัตถ์จะจับ เด็กชายก็หลบเบียดชิดร่างน้าสาวคนเป็บิดาถึงแก่ชะงัก ทรงชัก หัตถากลับ โอรสธิดาแต่ละคนเห็นพระพักตร์ล้วนวิ่งเข้ามาออดอ้อนเอาพระทัยจะด้วยรักหรือบรรดามารดาสั่งสอนมาก็สุดแล้วแต่
เซวียเสวี่ยจิ้งเสด็จเข้ามาในห้องด้วยอีกคนอาเฉินเห็นดังนั้นจึงรีบผละจากน้าสาวมุ่งไปหาผู้เป็ใหญ่ในแผ่นดินทรงมองภาพความสนิทสนมด้วยพระทัยขุ่นมัวเล็กน้อย...ทรงไม่เคยถูกหมางเมินเช่นนี้มาก่อน
“ท่านพี่คงมีเื่อยากจะคุยกับแม่นางฉวนข้าขอพาตัวอาเฉินออกไปก่อน” เพราะยังต้องปิดบังฐานะจึงตรัสเช่นสามัญชนจักรพรรดิเสียเจิ้งทรงมองมือเล็กๆของโอรสที่อยู่ในอุ้งหัตถ์ของพระอนุชาขณะทั้งสองเดินออกจากห้องไป
ทรงผายพระหัตถ์ให้ฉวนลี่ถิงนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งส่วนพระองค์ประทับอีกตัว เว้นระยะห่างพอควร นอกเรือนมีเหล่าผู้ติดตามยืนอยู่แม้อยู่กันเพียงสองคน แต่บรรยากาศรอบตัวกลับอึดอัดจนหญิงสาวรู้สึกได้นางหวังว่าเขาคงไม่ถือโกรธเื่ลูกชายไม่ยอมเข้าใกล้
“ที่ผ่านมาเ้าคงลำบากมากสินะ”
“คนที่ลำบากที่สุดคือพี่เจวียนเอ๋อร์เ้าค่ะ”ในน้ำเสียงแฝงแววตำหนิให้อีกฝ่ายรับรู้
“ข้าก็ไม่ได้อยากให้เป็แบบนี้”
ช่างแก้ตัวได้น้ำขุ่นๆเหตุผลของผู้ชายเ้าชู้โลเลเป็อย่างนี้สินะ!
ฉวนลี่ถิงนึกฉุนก่อนปลุกปลอบใจตัวเองให้กล้าเพื่อกล่าวประโยคทวงสิทธิ์ให้หลานชายได้เต็มปาก
“ข้ารู้ว่าท่านมีครอบครัวแล้วท่านจะทำอย่างไรกับอาเฉิน จะดูแลเขาเช่นไร”
“นั่นไม่ใช่เื่ที่เ้าจะเอามาคิดเป็กังวล”สุรเสียงนั้นกระด้าง ข่มพระทัยไม่ให้ถือโทษจนตรัสลงทัณฑ์นางเพราะก่อนหน้านี้พระอนุชาได้เกริ่นถึงชะตาชีวิตขมขื่นของฉวนเหลียนเจวียนที่ส่งผลให้ฉวนลี่ถิงปากกล้าเรียกหาความยุติธรรมอย่างคนไม่สนหน้าเทพหน้าเซียนที่ไหน
“ไม่กังวลมิได้ก่อนหน้านั้นกำพร้าบิดา หลังจากพี่เจวียนเอ๋อร์ตาย อาเฉินก็กำพร้ามารดาหากไม่เพราะคำสั่งเสียและดวงิญญาที่ไม่เป็สุขของนาง เื่พาอาเฉินมาตามหาท่านไม่เคยอยู่ในความคิดข้าแม้สักนิด”ฉวนลี่ถิงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยหวังให้อีกฝ่ายรู้ว่านางนั้นมีศักดิ์ศรีพอ หากเขาไม่รับนางก็มีปัญญาเลี้ยงดูอาเฉิน
นางกล้าต่อรองกับพระองค์รึ!
“ในเมื่ออาเฉินเป็บุตรชายข้าต่อให้เ้าเลี้ยงเขามาด้วยความยากลำบากมากกว่านี้ เ้าก็ไม่มีสิทธิ์รั้งเขาไว้เพราะหากข้ารู้ ข้าจะตามหาเขาจนเจอ อย่างไรเขาก็ต้องอยู่กับข้า!”
สายเืกษัตริย์จะอยู่ปะปนกับชนชั้นสามัญได้เยี่ยงไรจักรพรรดิหนุ่มทรงลุกขึ้น วาจาสามหาว ท่าทางแข็งกระด้างของฉวนลี่ถิงในตอนนี้ไม่ชวนพิสมัยเท่าหน้าตาสะสวยของนางเลยสักนิด
เพราะเสียงสนทนาดังไปถึงด้านนอกเซวียเสวี่ยจิ้งจึงรับสั่งให้นางกำนัลทั้งสองดูแลอาเฉินไว้ ก่อนกลับเข้าไปด้านในด้วยหวั่นเกรงว่าความเป็คนเถรตรงของฉวนลี่ถิงจะทำให้นางทำเื่ร้ายแรงกับคนที่ไม่อาจจะกระทำได้หากเ้าเหนือหัวไม่โปรดฟังคำแก้ตัวใดๆ ความไม่รู้ก็อาจเสี่ยงนำพาชีวิตให้สิ้นได้เช่นกัน
ผู้เป็อนุชาส่งสายพระเนตรเป็เชิงให้พระเชษฐาสงบพระทัยสักนิด
“เื่นี้ให้เ้าจัดการก่อนก็แล้วกันแล้วข้าจะมาใหม่!”
องค์จักรพรรดิทรงลุกขึ้นแล้วเสด็จผลุนผลันออกจากห้องไป
ท่าทางเอาแต่ใจของบิดาอาเฉินทำให้ฉวนลี่ถิงควันแทบออกหูอยากชี้หน้าด่าเขาให้รู้แล้วรู้รอด เห็นถึงนิสัยใจคออีกฝ่ายอย่างนี้แล้วนายท่านเสวี่ยจะช่วยนางได้กี่มากน้อย
“ข้าอยากพาอาเฉินกลับบ้านเสียเดี๋ยวนี้”นางบอกน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว ไม่อยากเสียเวลาอยู่ต่อแม้สักเค่อ
“สายเกินไปแล้วพี่ชายข้ามาที่นี่ก็เพราะมั่นใจว่าอาเฉินเป็ลูก เมื่อเขาเห็นเขาก็ไม่อาจปล่อยอาเฉินอยู่นอกสายตาได้อีก นี่คือธรรมเนียมของบ้านข้า”
“เป็ข้าเองสินะที่ทำผิดข้ารนหาเื่มาพบเขาเอง ์...ข้าไม่น่าพาอาเฉินมาที่นี่เลยพี่ชายท่านมีทางเดินตามใจเขา้า ไยข้ากับอาเฉินถึงเผื่อทางเดินสำหรับตัวเองไม่ได้บ้างเล่า”ท่าทางห่อเหี่ยวฉับพลันของหญิงสาวทำให้คนมองทรงนึกเห็นใจอยู่มาก
“ไม่ไว้ใจข้าแล้วหรือ”
“ท่านเป็น้องชายเขาที่สุดแล้วจะแทรกแซงเื่ในครอบครัวเขาได้กี่มากน้อย ข้าห่วงอาเฉิน แต่ข้าก็รู้ดีต่อให้หนีจนสุดหล้าฟ้าเขียว หากพวกท่านอยากได้อาเฉินไว้ก็จะไม่ปล่อยข้ากับครอบครัวแน่พี่เจวียนเอ๋อร์ไม่น่าพาตัวเองมาเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลเช่นพวกท่านเลย”
กรรมเวรอะไรของครอบครัวนางกันแน่นะ!
“คนย่อมไม่อาจอยู่เหนือกฎหมายถูหยางหาได้มีผู้ทรงอิทธิพลใดๆ เราพูดกันด้วยเหตุผล” พระองค์หวังว่าเหตุผลที่มีจะหว่านล้อมพระเชษฐาได้
“ข้า...”
“หากข้ารับปากใครแล้วไม่มีวันทอดทิ้งกลางคันแน่ เ้าอยู่นี่สงบจิตสงบใจก่อนเถิดไม่แน่วันพรุ่งวันมะรืนอาจจะมีเื่ให้ต้องใช้ความคิดมากกว่านี้ก็เป็ได้”
ใช่ว่าทรงไม่ห่วงกังวลเื่ชีวิตของอาเฉินหลังกำแพงใหญ่นั่นโอรสสามัญชน ไม่มีมารดาคอยปกป้องคุ้มครอง ท่ามกลางดงสนมมากหน้าล้วนริษยาแก่งแย่งความรักจากชายเดียว
อดีตนั้นฟ้าดินเป็ใจยิ่งที่พระบิดาเมตตาไม่ดึงพระองค์เข้าไปอยู่ในวังวนแห่งการ่ชิงอำนาจที่มาพร้อมเื่ราวปัญหามากมายทั้งวังหน้าและวังหลังทรงไม่เคย้าเลยสักนิด เพียงอยากอยู่อย่างสงบแสดงความจงรักภักดีให้พระเชษฐาเชื่อมั่น หมดความระแวงพระองค์เื่ชิงราชบัลลังก์ในพระทัยมีปณิธานสูงสุดคือบ้านเมืองที่บรรพกษัตริย์สร้างมาเจริญรุ่งเรืองเป็ปึกแผ่นจะไม่ทรงทำผิดต่อพระบิดา ไม่ทำผิดต่อศีลธรรมอันดีงามเป็อันขาด
“อยู่...และเชื่อคำข้าสักครั้ง”ตรัสแล้วก็ออกจากเรือนหนึ่งสันติสุขเพื่อติดตามองค์จักรพรรดิไปทิ้งไว้แต่ฉวนลี่ถิงซึ่งทอดสายตามองตามแผ่นหลังกว้าง ก่อนทอดถอนลมหายใจคำรบใหญ่
ข้าเชื่อท่านอย่าทำให้ข้าผิดหวังก็แล้วกัน