ตอนที่ 91 เธอหมายความว่าอย่างไร
เหล่ายุวชนหนุ่มสาวต่างหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังรออยู่ที่หน้าประตูเมืองแล้ว เห็นได้ชัดว่าต่างซื้อข้าวของมาไม่น้อยเลย
ยากมากกว่าจะได้เข้าเมืองสักครั้ง ยิ่งใกล้จะถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว คงไม่มีโอกาสได้เข้าเมืองอีกในเร็ววัน พวกเขาจึงอดไม่ได้ที่จะซื้อของติดไม้ติดมือกลับไปไม่น้อยเลย
ผู้นำชุมชนยังคงจมดิ่งอยู่ในความตื่นเต้นอย่างมิอาจถอนตัวได้ เขาจึงไม่ทันคิดจะลงไปช่วยเหล่ายุวชนยกของเลยแม่แต่น้อย หานชีเยวี่ยจึงอาสาลงจากรถไปช่วยเหลือเอง เหล่ายุวชนชายทั้งสองรู้สึกเกรงใจ รีบเอ่ยปากว่าปล่อยให้พวกเขาทำเองก็พอ ในฐานะที่ยุวชนชายทั้งสองเป็นผู้ชาย การที่ให้เด็กสาวตัวเล็กๆ มาช่วยยกของได้อย่างไร
แต่หานชีเยวี่ยยังคงยืนกรานที่จะช่วยยกของหนักๆ ขึ้นเกวียนทีละชิ้น เธอมีกำลังวังชา ตอนที่ยกของจึงดูง่ายดายกว่าเหล่ายุวชนชายทั้งสองคนยกเสียอีก การกระทำของเธอทำให้ยุวชนชายทั้งสองคนรู้สึกเสียหน้า พวกเขาอยู่ชนบทมานานหลายปีแล้ว เหตุใดพละกำลังยังสู้เด็กสาวตัวเล็กๆ ไม่ได้เลยเล่า?
หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูคนอื่น พวกเขาจะไม่ถูกหัวเราะเยาะได้อย่างไร?
ห่าวหลิงอวิ๋นเองก็ซื้อของมาไม่น้อยเช่นกัน เธอกองข้าวของไว้ข้างๆ เท้าของตัวเอง รอให้คนอื่นมาช่วยยก
หานชีเยวี่ยเห็นแล้ว แต่ด้วยความที่ไม่ชอบห่าวหลิงอวิ๋นเป็นทุนเดิม เธอจึงไม่ได้อาสาไปช่วย
หลังจากที่คนอื่นๆ ยกของเสร็จเรียบร้อย หานชีเยวี่ยก็ตั้งใจจะปีนกลับไปขึ้นเกวียน
“หานชีเยวี่ย เธอไม่ชอบฉันขนาดนั้นเลยหรือ? ” ยุวชนสาวถามด้วยท่าทางเสมือนถูกกลั่นแกล้ง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงบีบเค้น หานชีเยวี่ยไม่สงสัยเลยแม้แต่เสี้ยวเดียวว่าถ้าเธอพูดว่าไม่ชอบออกมาจริงๆ ห่าวหลิงอวิ๋นคงจะร้องไห้ออกมาประเดี๋ยวนั้น
“เธอคิดมากไปแล้ว ฉันจะไม่ชอบเธอได้ยังไง? เพราะอย่างไรเสีย ห่าวหลิงอวิ๋นเป็นคนที่ใครเห็นก็รักก็หลงปานบุปผาแย้มบานขนาดนี้! ”
เดิมทีประโยคนี้เป็นประโยคแสนธรรมดา แต่เมื่อประกอบกับสีหน้าของหานชีเยวี่ย จู่ๆ กลับทำให้คนรู้สึกแปลกประหลาดยากที่จะอธิบายขึ้นมา ห่าวหลิงอวิ๋นรู้ดีว่าหานชีเยวี่ยเอ่ยมีนัยยะแอบแฝง แต่เธอกลับไม่สามารถโต้ตอบอะไรได้เลย
เธอพูดด้วยน้ำเสียงราวกับได้รับความอยุติธรรมว่า “ถ้าอย่างนั้นทำไมเธอไม่ช่วยฉันยกของล่ะ? พวกเขาเป็นผู้ชาย เธอยังช่วยเลย...”
แววตาตำหนิของเธอทำให้หานชีเยวี่ยรู้สึกอึดอัด จริงๆ เลยเชียว ได้เข้าเมืองทั้งที ทำไมต้องมาเจอคนประหลาดแบบนี้ด้วยนะ? หานชีเยวี่ยคิดในใจว่า หากรู้แต่แรกก็คงไม่มาด้วยกันกับผู้นำชุมชนแล้ว เธอเดินเองยังดีเสียกว่า ตอนขากลับจะได้แอบเอาของจากมิติกลับไปให้ที่บ้านได้ด้วย แต่ยามนี้ คิดไปก็เท่านั้น เธอต้องจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้าก่อน
หานชีเยวี่ยแสร้งยิ้มแล้วพูดว่า “ฉันยังนึกว่าห่าวหลิงอวิ๋นไม่คิดจะกลับไปแล้วเสียอีก เพราะตอนที่คนอื่นช่วยกันยกของ เธอก็ยืนดูอยู่เฉยๆนี่นา! ”
ห่าวหลิงอวิ๋นไม่คิดว่าหานชีเยวี่ยจะพูดตรงๆ แบบนี้ “ฉันแค่แรงน้อย อย่างไรเสียฉันก็เป็นผู้หญิงนะ! ”
หานชีเยวี่ยหัวเราะคิกคักก่อนพูดว่า “ประทานโทษนะห่าวหลิงอวิ๋น ฉันก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน และฉันก็ไม่ได้มีแรงเยอะขนาดนั้นเสียหน่อย! ”
หานชีเยวี่ยพูดพลางนั่งลงบนรถเกวียนอย่างมั่นคง ท่าทางนิ่งเฉยไม่คิดจะขยับเขยื้อน แสดงออกถึงจุดยืนของเธออย่างชัดเจน คำพูดของเธอดูเผินๆ แล้วเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ความจริงแล้ว ทุกคนต่างเพิ่งเห็นพละกำลังมหาศาลของเธอไปเมื่อกี้นี้เอง
ห่าวหลิงอวิ๋น “…”
ใครเชื่อก็ไปกินอุจจาระหมาแล้ว!
เธอยังอยากจะพูดอะไรต่อ ทว่ากลับถูกยุวชนชายคนหนึ่งดึงเอาไว้ ยุวชนชายไม่ใช่คนโง่ พวกเขาเห็นว่าสีหน้าของผู้นำชุมชนใกล้จะหมดความอดทนแล้ว หากปล่อยให้ห่าวหลิงอวิ๋นก่อเรื่องต่อไป พวกเขาคงจะไม่ได้ติดรถเข้าเมืองอีกเป็นแน่
“พอแล้ว พอแล้ว ห่าวหลิงอวิ๋น รีบยกของขึ้นรถเถอะ” ยุวชนชายช่วยห่าวหลิงอวิ๋นยกของขึ้นรถ
แต่ห่าวหลิงอวิ๋นยังคงจ้องมองหานชีเยวี่ยด้วยสายตาที่ราวกับว่าเธอทำผิดต่อตัวเอง ไม่ง่ายเลยกว่ายุวชนชายทั้งสองคนจะยกของของห่าวหลิงอวิ๋นขึ้นรถเสร็จ ตอนนั้นห่าวหลิงอวิ๋นถึงค่อยๆ เดินขึ้นเกวียนรถมานั่ง
“หานชีเยวี่ย พี่สามของเธอไปไหนล่ะ? ”
จู่ๆ ห่าวหลิงอวิ๋นก็ถามถึงหานซานหยางขึ้นมา หานชีเยวี่ยแทบจะหลุดขำ ส่วนคนอื่นๆ ต่างก็มีสีหน้าอับจนคำพูด ยุวชนสาวคนนี้สมองมีแต่อุจจาระหรืออย่างไร?
ชอบหานซานหยางก็ชอบไปสิ แต่ทำไมต้องมาทำตัวไม่ดีกับน้องสาวของเขาด้วย ถ้าไม่ใช่สมองกลับก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรแล้ว? อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเรื่องของบ้านคนอื่น ไม่มีใครอยากจะเข้าไปยุ่งให้มากนัก ห่าวหลิงอวิ๋นมองรถเกวียนที่ไม่มีหานซานหยางด้วยความผิดหวังเล็กน้อย แต่คิดอีกที หานซานหยางกำลังจะมีอนาคตที่ดีกว่านี้
เพียงแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่หานซานหยางจะกลับบ้าน เธอคิดในใจว่า จนกระทั่งหานซานหยางกลับมา เธอจะต้องไปสารภาพความในใจกับเขาให้ได้ ไม่รู้ว่าเป็นใครที่มอบความมั่นใจให้กับเธอนักหนา ห่าวหลิงอวิ๋นไม่เคยคิดเลยว่า การที่เธอยินดี ไม่ได้หมายความว่าหานซานหยางจะยินดีด้วย
ความจริงแล้ว วันนี้แค่ได้มาร่วมเดินทางด้วยกันครั้งเดียว หานซานหยางก็ไม่มีความประทับใจที่ดีต่อเธอเลยหานชีเยวี่ยไม่ชอบห่าวหลิงอวิ๋น แต่เธอก็ไม่ได้รังเกียจคนอื่นๆ เธอคุยกับคนอื่นๆ อย่างออกรสออกชาติตลอดทาง มีเพียงห่าวหลิงอวิ๋นที่เงียบไม่พูดจากับใครราวกับถูกกีดกันแล้ว คนอื่นๆ ต่างก็เข้ากันได้ดี
สีหน้าที่บึ้งตึงของผู้นำชุมชนเองก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง แบบนี้ต่างหากถึงจะถูกต้อง ดีที่เหล่ายุวชนส่วนใหญ่เป็นคนดี มีแค่บางคนที่ไม่ดี
หานชีเยวี่ยเห็นท่าทางของห่าวหลิงอวิ๋น เธอก็ได้แต่หัวเราะเสียงเย็นในใจ ท่าทางแบบนี้ถ้าเป็นนางเอกก็ว่าไปอย่าง แต่น่าเสียดายที่เธอไม่ใช่ เธอไม่คิดจะพูดกับห่าวหลิงอวิ๋น เกิดมาทั้งที ทำไมต้องยอมให้คนอื่นมาทำให้ตัวเองรู้สึกอึดอัดใจด้วยล่ะ?
ส่วนผู้นำชุมชน พอเห็นว่าเหล่ายุวชนส่วนใหญ่ประพฤติตัวดี อารมณ์ที่ร้อนรุ่มก็ค่อยๆ สงบลง ตลอดทางเขาก็มัวแต่คอยสังเกตรอบๆ พลางบังคับเกวียนให้มั่นคง ไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ เหล่ายุวชนสังเกตเห็นว่าอารมณ์ของผู้นำชุมชนวันนี้แปลกๆ จึงกระซิบถามหานชีเยวี่ย
หานชีเยวี่ยส่ายหน้าบอกว่าไม่รู้ โชคดีที่ทุกคนก็รู้จักกาลเทศะ เมื่อหานชีเยวี่ยไม่พูด พวกเขาก็ไม่ได้ซักไซ้ถามต่อ มีเพียงห่าวหลิงอวิ๋นที่มองคนอื่นๆ พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน โดยไม่มีใครคิดจะเริ่มพูดกับเธอก่อน และนั่นทำให้หล่อนรู้สึกเหมือนถูกกลั่นแกล้งมากขึ้นเรื่อยๆ
เธอรู้สึกว่าชุมชนถวนเจี๋ยไม่เห็นว่าพวกยุวชนเป็นคนของตัวเอง โดยเฉพาะเธอที่ถูกกีดกัน เธอมองหานชีเยวี่ยด้วยความเกลียดชัง คิดในใจว่า รอให้อนาคตเธอได้แต่งเข้าบ้านสกุลหานเสียก่อน เธอจะต้องสั่งสอนน้องสามีผู้นี้ให้รู้สำนึก
หานชีเยวี่ยไม่รู้เลยว่ายุวชนสาวผู้นี้คิดอะไรอยู่ แต่แน่นอนว่า ต่อให้หานชีเยวี่ยจะรู้ เธอก็คงไม่สนใจ อยากเข้าบ้านสกุลหานน่ะหรือ หนทางยังอีกยาวไกล! ถ้าพี่สามโง่พอที่จะชอบดอกไม้ขาวแสนบอบบางดอกนี้ล่ะก็ เธอจะตัดพี่ชายออกจากครอบครัวเลย!
ตลอดทางกลับเป็นไปด้วยความสงบสุขไม่ได้เกิดเรื่องอะไรขึ้น จนกระทั่งกลับมาถึงชุมชน ผู้นำชุมชนรู้สึกตัวแข็งทื่อไปหมดเพราะความตื่นเต้น เงินมากมายขนาดที่ไม่เคยมาก่อนในชีวิตตอนนี้ยังอยู่ในกระเป๋าเสื้ออยู่เลย ตัวเขาสั่นด้วยความหวาดเกรง กลัวว่าจะทำหาย เงินจำนวนมากขนาดนี้ ต่อให้ขายตัวเขาไปก็คงชดใช้ไม่หมด
หานชีเยวี่ยลงจากรถเป็นคนแรก ผู้นำชุมชนคิดว่าหานชีเยวี่ยทำประโยชน์ครั้งใหญ่ให้กับชุมชน จึงจงใจไปส่งเธอถึงหน้าประตูบ้าน
หลังจากที่หานชีเยวี่ยลงจากรถไปแล้ว ผู้นำชุมชนก็หันเกวียนกลับเพื่อไปคืนรถให้กับเจ้าของ เพียงแต่บ้านของเจ้าของเกวียนกับจุดรวมพลของเหล่ายุวชน ไม่ใช่ทางสายเดียวกัน ผู้นำชุมชนจึงต้องปล่อยเหล่ายุวชนลงที่ทางแยก คนอื่นๆ ไม่ได้ว่าอะไร และไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจใดๆ แต่ห่าวหลิงอวิ๋นกลับไม่ใช่
“ผู้นำชุมชน คุณจะรังแกยุวชนอย่างพวกเราแบบนี้ไม่ได้กระมังคะ? ”
ห่าวหลิงอวิ๋นอดทนมาตลอดทางแล้ว ตอนนี้ความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจทั้งหมดพลันระเบิดออกมา หานชีเยวี่ยไม่ได้ถืออะไรมาด้วยสักชิ้น ผู้นำชุมชนยังตั้งใจไปส่งเธอถึงหน้าประตูบ้าน แล้วพวกเธอที่เป็นยุวชนซึ่งหอบหิ้วของพะรุงพะรังมากมายแบบนี้ ทำไมถึงถูกทิ้งไว้ข้างทางได้เล่า?
ผู้นำชุมชนไม่มีความประทับใจใดๆ ต่อห่าวหลิงอวิ๋นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะยุวชนที่ไม่ทำอะไร เกียจคร้านเป็นที่หนึ่งแบบนี้ หากเขาชอบถึงจะเรียกว่าแปลก!
“ห่าวหลิงอวิ๋น เธอหมายความว่ายังไง?” ผู้นำชุมชนเริ่มโมโหแล้ว