ตอนที่ 3 ศพบ่าวรับใช้จริงหรือ
ฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้ผลิบานผู้คนเริ่มออกจากบ้านเพื่อชมดอกไม้บ้าง เพื่อออกมาจับจ่ายซื้อของบ้างทำให้ภายในตัวอำเภอซานซูเต็มไปด้วยผู้คนมากมายทั้งคนในอำเภอและต่างอำเภอ รวมทั้งคนจากต่างแคว้นที่ทั้งเข้ามาค้าขายและซื้อของกลับแคว้นของตน ทุกคนต่างมีรอยยิ้มสุขใจโดยเฉพาะเถ้าแก่ตามร้านค้าต่างมีรอยยิ้มกว้างเนื่องจากการค้าขายได้กำไรมาก แต่รอยยิ้มของทุกคนต้องหยุดลงเมื่อมีคนะโเสียงดังว่า “พบคนตาย ๆ พบศพลอยน้ำมา ทุกคนมาดูเร็ว!” ทุกคนที่ได้ยินต่างชะงักและมองหน้ากันไปมาจากนั้นต่างก็เดินออกจากร้านค้าแล้วเดินไปดูที่แม่น้ำที่ไหลผ่านตัวอำเภอ รวมทั้งฮวาเจียงซิ่วที่กำลังตรวจดูร้านค้าของตน
ฮวาเจียงซิ่วเดินมาถึงริมแม่น้ำก็พบคนจำนวนหนึ่งกำลังมุงดูศพ
ที่เ้าหน้าที่ทางการนำขึ้นมาจากแม่น้ำ ผ้าที่ยังไม่ปกปิดใบหน้าคนตายทำให้เห็นว่าใบหน้าของศพนั้นเต็มไปด้วยาแฉกรรจ์ ราวกับถูกโบยจนตาย ตาที่เริ่มบวมปิดั์ตาแน่น สภาพศพที่เริ่มเปลี่ยนรูปคงยากที่จะระบุนามได้ ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงความทารุณของคนที่ทำร้ายศพว่าช่างโหดร้ายนัก ฮวาเจียงซิ่วมองเห็นเพียงเท่านั้นก็หันหน้าหนีด้วยความหวาดกลัว เมื่อเขาหันหน้าหนีก็ได้พบกับคนที่เคยช่วยบุตรสาวและบุตรชายของตนจากการจมน้ำ ที่ยืนอยู่ด้านขวาของเขาไม่ไกล ใบหน้าที่มีหนวดเคราน่ากลัวยามนี้ช่างดูน่ากลัวยิ่งนัก กรามที่บดกันแน่นจนขึ้นสัน เมื่อไล่ลงไปจะเห็นว่ามือทั้งสองต่างกำแน่น ั์ตาแดงก่ำราวกับจะไปฆ่าใครทำให้เขาที่กำลังจะเข้าไปทักชะงัก แต่ก็เดินเข้าไปอยู่ดีด้วยคำนึงถึงบุญคุณที่ผ่านมา
“พ่อหนุ่ม ยินดีพี่ได้พบกันอีกครั้ง” ฮวาเจียงซิ่วเอ่ยทักเมื่อเดินมาใกล้เขา หวังจงที่ตอนนี้กำลังมองศพด้วยสายตาดุดันเมื่อได้ยินเสียงคนทักจึงได้ระงับอารมณ์โกรธของตนแล้วหันมาคารวะฮวาเจียงซิ่ว
“นายท่านฮวา ผู้น้อยขอคารวะ”
“อืมลุกขึ้นเถิด ๆ คนกันเองทั้งนั้น เฮ้อ เ้าเห็นศพแล้วใช่หรือไม่ช่างน่าสงสารนัก คงถูกทรมานอย่างหนักก่อนตาย” ฮวาเจียงซิ่วเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าสลดสงสารคนตาย
หวังจงที่ได้ยินอารมณ์ที่เก็บกดไว้ก็เริ่มปะทุขึ้นทางแววตาของเขา แต่คำพูดที่เอ่ยออกมาช่างนุ่มนวลขัดกับสีหน้ายิ่งนัก “ใช่แล้วขอรับ ข้าที่เคยล่าสัตว์หรือฆ่าสัตว์มามากมายยังไม่โหดร้ายเท่าคนที่ทำกับศพนี้
พวกคนที่ทำช่างโหดร้ายนัก”
“อืม ต่อไปนี้คงต้องระวังตัวกันให้มากขึ้น ไม่รู้ว่าทางการจะจัดการกับคดีนี้อย่างไร หวังว่าจะจับคนร้ายได้โดยเร็ว”
“ขอรับ ข้าก็ขอให้เป็เช่นนั้น”
“ศพก็เก็บไปแล้ว ข้าขอแยกไปก่อนแล้วกัน วันนี้อุตส่าห์เป็วันดีการค้ากำลังไปได้ดีจากที่ขายไม่ค่อยได้ตอนหน้าหนาวกลับต้องมามีคดีฆ่าคนตาย เฮ้อ” ฮวาเจียงซิ่วตบลงที่ไหล่ของเขาพลางส่ายหน้าแล้วหันหลังเดินจากไป หวังจงโค้งตัวลาและมองตามหลังเขาไปก่อนจะหันกลับมามองศพที่เ้าหน้าที่กำลังนำไปที่ที่ว่าการอำเภอด้วยแววตาดุดันก่อนจะเดินจากไป
ฮวาเจียงซิ่วหลังจากกลับเข้าร้านเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรให้ต้องจัดการจึงได้ให้หลงจู๊ของร้านดูแลต่อจากนั้นก็ตรงกลับบ้าน
เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งวันเ้าหน้าที่นำใบประกาศผลการสืบคดีผลกลับเป็ว่าผู้ตายคือบ่าวรับใช้ในจวนโซ่วอ๋องเฉิงฝานเจี้ยนที่กระทำการผิดลักขโมยของสำคัญในจวนแล้วโดนจับได้จึงได้ถูกลงโทษจนตาย ก่อนที่ข้ารับใช้ในจวนจะนำศพออกไปทิ้งที่สุสานไร้ญาติ แต่เหตุใดศพจึงได้ลอยมาตามแม่น้ำนั้นเกิดจากที่ข้ารับใช้เห็นมีเสือตัวใหญ่ออกมาจากชายป่าจึงหวาดกลัววิ่งหนีทำให้ศพกลิ้งตกลงไปในแม่น้ำ ด้วยหวาดกลัวว่าโซ่วอ๋องจะเอาผิดจึงได้ปกปิดไว้จนมาเห็นว่าศพลอยอืดเข้าไปในตัวอำเภอจนเป็ที่หวาดกลัวของชาวเมือง โซ่วอ๋องได้ทำการลงโทษข้ารับใช้ที่จัดการงานไม่เรียบร้อยและขออภัยชาวเมืองที่ทำให้หวาดกลัว หวังจงที่อ่านแผ่นกระดาษที่ติดประกาศด้วยสายตากราดเกรี้ยวจนผู้พบเห็นต่างไม่กล้าเข้าใกล้เขา แต่ด้วยความอยากรู้ก็ได้พากันเดินมาอ่านประกาศและวิจารณ์กัน
“จวนโซ่วอ๋องก็ช่างน่ากลัวนัก แค่ขโมยของถึงกับทรมานกันจนตายขนาดนี้”
“เ้าก็ว่าไป ข้าได้ยินว่าคนตายขโมยเอกสารสำคัญไป หากหลุดหายไปอาจจะเป็อันตรายต่อบ้านเมืองเชียวนะ แบบนี้ก็สมควรแล้วไม่แน่คนตายอาจเป็สายลับจากนอกด่านก็เป็ได้”
“เ้าได้ยินมาแน่ชัดแล้วหรือ”
“ข้ารู้จักกับข้ารับใช้ในจวนโซ่วอ๋องข่าวนี้จะไม่เป็จริงได้อย่างไร” เขาตบลงที่อกตนเองและเอ่ยด้วยสีหน้าที่ถือว่าตนรู้ดีกว่าใคร แล้วเดินออกไปอีกคนที่อยากรู้เื่ราวก็เดินตามทั้งสองพูดคุยกันพลางเดินไปพลางจนออกห่างจากป้ายประกาศ หวังจงที่ยืนฟังอยู่ด้านข้างจึงได้หันไปอ่านประกาศอีกหน ก่อนจะหันเดินไปอีกทางแต่ก็ต้องชะงักเมื่อเขาพบกับนาง
ฮวาเซียงเซียงที่วันนี้มีฮวาเย่เอ๋อร์มาด้วยทั้งสองกำลังเดินไปที่ร้านของครอบครัวก็พบกับหวังจงที่กำลังตั้งใจอ่านป้ายประกาศด้วยสีหน้าเคร่งเครียด นางมองเขาด้วยสีหน้าสงสัยว่าชายที่เป็พรานป่าอ่านหนังสือออกด้วยหรือ แต่เมื่อหวังจงหันกลับมาและทั้งสองสบตากัน นางจึงปรับสีหน้าเป็ยกยิ้มมุมปากก่อนจะก้าวไปข้างหน้าและย่อกายพร้อมทักทาย
“ท่านหวังจง”
หวังจงชะงักก่อนจะทักทายกลับ “คุณหนูรอง อย่าเรียกข้าว่าท่านเลย ข้ารู้สึกว่าไม่คู่ควรเท่าใดนัก”
“เรียกท่านหวังจงถูกแล้ว ท่านเป็ผู้มีพระคุณช่วยชีวิต ชั่วชีวิตนี้ของเซียงเซียงคงตอบแทนบุญคุณนี้ไม่หมดเ้าค่ะ” ฮวาเซียงเซียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวลจนคนฟังรู้สึกใจอ่อนยวบ แต่ฮวาเย่เอ๋อร์ที่ยืนฟังอยู่ด้านข้างได้แต่เบ้ปากอยู่ในใจ ‘ทำไมไม่ตอบแทนด้วยชีวิตและร่างกายเสียเลยเล่า’! ฮวาเย่เอ๋อร์คิดในใจก่อนดวงตาของนางจะพลันลุกวาวด้วยคิดสิ่งหนึ่งได้ นางมองไปที่น้องสาวของตนและชายหนุ่มหนวดเคราดกดำตรงหน้าด้วยสีหน้าที่ซ่อนรอยยิ้มชั่วร้ายเอาไว้ แล้วปล่อยให้ทั้งสองเอ่ยทักทายกันไปมา
หลังจากฮวาเซียงเซียงเอ่ยลาและแยกจากหวังจง ฮวาเย่เอ๋อร์จึงได้หันมาคุยกับน้องสาวของตัวเอง
“นี่เซียงเซียง เ้าอย่าทำตัวใกล้ชิดกับชายหนุ่มให้มากนักสิ เดี๋ยวใครเห็นก็คิดว่าเ้ากับเขาชอบพอกันหรอก หรือว่าเ้าจะชอบเขาจริง ๆ ให้ข้าช่วยบอกท่านพ่อให้ดีหรือไม่”
“หาได้เป็เช่นนั้นไม่นะเ้าคะ ข้าแค่รู้สึกขอบคุณที่เขาได้ช่วยชีวิตข้ากับจงเยี่ยนเท่านั้น ข้าหาได้มีความคิดเป็อื่น” ฮวาเซียงเซียงรีบเอ่ยตอบพี่สาวของตนเองด้วยสีหน้าร้อนรนกลัวนางจะเข้าใจเจตนาของตนผิดไป
“อืม ๆ ข้าเชื่อเ้าแล้ว ๆ เรารีบไปที่ร้านกันเถิดล่าช้าเกินไปแล้ว” ฮวาเย่เอ๋อร์เอ่ยจบก็เดินนำออกไปด้วยรอยยิ้มหมายมาด ฮวาเซียงเซียงที่เห็นว่าพี่สาวของตนไม่ได้เอ่ยเื่นี้ต่อก็ผ่อนลมหายใจคลายกังวลและเดินตามไป
หวังจงหลังจากแยกกลับฮวาเซียงเซียงเขาก็เดินกลับบ้านของตนไป และพบว่าหวังซู่ปู่ของเขากำลังนั่งเก็บสมุนไพรที่ตากแห้งเสร็จแล้วเข้ากล่องไม้แยกตามชนิดของสมุนไพรอย่างเป็ระเบียบ ปู่ของเขาเคยเป็หมอที่บ้านเกิดพออายุมากสุขภาพตนเองก็ไม่ดีเท่าไหร่ จึงไม่ได้รับรักษาใครแต่ก็ยังสามารถตรวจรักษาได้บ้าง เมื่อเขาได้าแหรือเจ็บป่วยเล็กน้อยก็เป็ปู่ของเขาที่ดูแลรักษาให้ไม่ต้องเสียค่ารักษาในเปลืองเงินทอง
หวังซู่ที่ตอนแรกกำลังก้มหน้าตั้งใจจัดแยกสมุนไพรไปเก็บได้ยินเสียงคนเดินเปิดรั้วบ้านเขาจึงได้เงยหน้าขึ้นเห็นเป็หลานของตนจึงได้หยุดมือแล้วเอ่ยขึ้นว่า “เป็อย่างไรบ้างได้ข่าวว่าเช่นไร”
“ตามประกาศว่าศพเป็ข้ารับใช้ที่กระทำผิดในจวนโซ่วอ๋องขอรับ ตอนนี้ศพยังอยู่ที่ที่ว่าการคาดว่าพรุ่งนี้น่าจะนำไปฝังที่สุสานไร้ญาติ ทางจวนโซ่วอ๋องจะรับไปจัดการเอง คืนนี้ข้าจะออกไปล่าสัตว์เสียหน่อย พรุ่งนี้สาย ๆ ถ้าได้สัตว์ที่้าข้าจะกลับมานะขอรับ” หวังจงเดินไปนั่งลงที่แคร่ไม้ไผ่ด้านข้างปู่ของเขาแล้วเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ากังวล
หวังซู่ที่ได้ยินว่าหลานของตนจะออกไปล่าสัตว์ตอนกลางคืนก็ให้เป็ห่วงนัก “ระวังตัวให้ดีเล่าถ้าล่าไม่ได้ก็ช่างเถิด ข้าว่าสัตว์ป่าอาจจะรู้ตัวแล้วแอบหลบซ่อนครั้งนี้เ้าอาจจะเสียเที่ยวเป็ได้”
“ขอแค่มีร่องรอยสักเล็กน้อย ถึงต้องเสี่ยงแค่ไหนก็ข้าก็จะลองดู ต่อให้มีคลื่นใหญ่ลมแรง* ข้าก็จะฝ่าไปให้ได้เพื่อบรรลุถึงเป้าหมาย” หวังจงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าหมายมาดก่อนจะเอ่ยต่อว่า “อีกอย่างข้าหาได้ไปคนเดียวไม่ วันนี้มีคนไปกับข้าด้วยสองสามคนท่านปู่ไม่ต้องเป็ห่วง”
“เอาเถิดครั้งนี้ก็ระวังให้มาก ๆ เป็พออย่าให้สัตว์ป่าตื่นตูมหนีไปซ่อนก่อนเล่า”
“หลานทราบแล้วขอรับ” หวังจงเอ่ยตอบก่อนจะขอตัวเข้าไปเตรียมของเพื่อออกไปล่าสัตว์ในคืนนี้ หวังซู่มองตามหลังด้วยสีหน้าเป็ห่วงเขาไม่เห็นด้วยที่หวังจงจะไปล่าสัตว์ในคืนนี้ แต่ก็ไม่อยากจะขัดหลานตนเองมากจึงได้ปล่อยไปให้เขาได้ตัดสินใจเอง
ปลายยามโฉ่ว (01.00-02.59 น.) เวลาที่ทุกเรือนเงียบสงบ
ทุกคนกำลังเข้าสู่การหลับใหลรวมทั้งเวรยามที่เฝ้าในที่ว่าการอำเภอ
หน้าเรือนที่ใช้เก็บศพที่ชันสูตรและปิดคดีแล้วมีชายกำยำสามคน
สวมชุดดำและมีผ้าปิดหน้าสีดำมีเพียงดวงตาคมกล้าที่โผล่ออกมาสะท้อนแสงดวงจันทร์ที่กำลังสาดส่องเต็มดวง ทั้งสามส่งสายตาสื่อสารกันและ
พยักหน้า คนหนึ่งเดินไปหาเ้าหน้าที่ที่กำลังหลับสบายโดยหารู้ไม่ว่ากำลังมีคนบุกรุกเข้ามา เขาเดินไปและใช้สันมือตีไปที่หลังคอของเ้าหน้าที่จาก
ที่หลับกลายเป็สลบไป จากนั้นจึงหันไปพยักหน้าให้อีกสองคน หนึ่งในนั้นจึงเปิดประตูเข้าไป
ภายในเรือนที่ใช้เก็บศพเมื่อเปิดประตูเข้าไปกลิ่นจากศพที่เน่าเปื่อยก็โชยออกมาปะทะจมูกของทั้งสามแต่หาได้ทำให้ทั้งสามเกิดอาการสะอิดสะเอียนไม่ พวกเขาเดินเข้าไปแล้วปิดประตูลงจุดกลักไฟ ทำให้ภายในห้องที่เคยมืดมิดมีเพียงแสงจันทร์ส่องลอดตามรอยไม้เข้ามาสว่างวาบขึ้นจนเห็นสิ่งของภายในห้อง ทั้งสามกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะหยุดลงที่ศพหนึ่งที่มีผ้าสีขาวคลุมไว้มีเพียงเท้าที่โผล่พ้นผ้าออกมาทำให้เห็นว่าตรงปลายนิ้วเท้าข้างหนึ่งมีรอยแผลเป็เล็ก ๆ คล้าย ๆ จันทร์เสี้ยวที่คนทั่วไปเห็นอาจจะคิดว่าเป็เพียงรอยแผลเป็เท่านั้น แต่ทั้งสามกลับมองหน้ากันก่อนจะเดินไปที่ศพนั้น
เมื่อเปิดผ้าออกก็พบว่าตอนนี้ศพเริ่มเน่าเปื่อยมากขึ้นทั้งสามทำการค้นศพทุกซอกทุกมุม รวมทั้งเสื้อผ้าก่อนคนหนึ่งจะสะดุดตรงขอบแขนเสื้อที่ดูหนากว่าปกติ เขานิ่งแล้วใช้มีดกรีดแขนเสื้อออกจึงพบแผ่นหนังเล็ก ๆ ขนาดเท่าฝ่ามือที่มีสัญลักษณ์ราวกับบ่งบอกสถานที่บางแห่ง ทั้งสามสบตากันก่อนจะพยักหน้าจัดการให้ศพอยู่ในรูปแบบเดิม แล้วถอยหลังยืนเรียงกันหันหน้าเข้าหาศพก่อนจะกำมือทั้งสองและก้มโค้งคารวะเต็มรูปแบบ สายตาแต่ละคนมีหยดน้ำใสคลอบาง ๆ ดวงตาเริ่มแดงก่ำก่อนจะชะงักเมื่อได้ยินเสียงคนด้านนอก
“เฉินเว่ย! เ้ามาแอบหลับในหน้าที่อีกแล้วรึ! ตื่นสิ! นี่! เ้าเฉินเว่ย! อาโหย่วมาปลุกมันสิไม่ใช่มันตายไปแล้วรึเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น” เสียงชาย
วัยกลางคนคนหนึ่งเอ่ยขึ้นหน้าห้องเก็บศพพวกเดินมาตรวจตรายามดึกก็เห็นว่าเฉินเว่ยที่วันนี้มีเวรยามเฝ้าหน้าห้องเก็บศพแอบหลับในเวลางานอีกแล้วก็ให้โมโหนัก
อาโหย่วจึงเดินไปเขย่าที่ไหล่ของเฉินเว่ยพร้อมเอ่ยเรียกเสียงดัง “เฉินเว่ย! ตื่นได้แล้ว นี่ตื่น ๆๆๆ” เมื่อเห็นว่าทั้งเรียกทั้งเขย่าแล้วคนตรงหน้าก็ไม่ตื่นเขาจึงหันไปหาหัวหน้าของตนขอความเห็น เหมาจื่อที่วันนี้รับหน้าที่เป็หัวหน้าเวรยามก็เริ่มใจไม่ดี เขาเอามือไปอังที่จมูกของเฉินเว่ยเมื่อเห็นว่ามีลมอุ่นปะทะกับมือจึงได้ถอนหายใจแล้วเอ่ยกับอาโหย่ว
“เ้ารีบเข้าไปดูในห้องเก็บศพซิ มีใครบุกรุกมาหรือไม่” พูดเสร็จก็หันไปปลุกเฉินเว่ยต่อ อาโหย่วที่เป็คนขี้กลัวโดยเฉพาะผีสางก็หน้าซีดปากสั่นกำลังจะหันไปหาหัวหน้ากำลังมองมาที่เขาด้วยสีหน้าทมึงทึง จึงได้หดหัวกลับแล้วเดินเข้าไปในห้องเก็บศพด้วยสีหน้าหวาดกลัวขาสั่น
อาโหย่วผลักประตูเข้าไปเสียงเบากลิ่นเหม็นสาบของศพที่เน่าเปื่อยปะทะเข้าจมูกเขาอย่างแรงจนต้องปิดจมูกขย้อนลมแล้วเดินเข้าไปข้างในกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องก็เห็นเพียงผ้าคลุมสีขาวที่ปิดร่างศพและความมืดที่รายล้อมแต่เพียงไม่นานเขาก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อหน้าต่างที่เคยปิดสนิทตอนนี้กลับมีเสียงดังขึ้นเขารีบหันขวับไปมอง ก็เห็นเพียงบานหน้าต่างที่กำลังเปิดและหุบเข้าออกเบา ๆ ตามแรงลมด้านนอก เขาผ่อนลมหายใจลูบอกตนเองไปมา แล้วรีบเดินไปปิดล๊อกหน้าต่างไว้และบ่นขึ้น
“ไอ้เ้าลาเฉินเว่ยไม่รู้จักปิดหน้าต่างให้ดี ทำเอาข้าเกือบหัวใจวายตายเสียแล้ว”
เหมาจื่อที่กำลังพยายามปลุกเฉินเว่ยเมื่อเห็นอาโหย่วเดินออกมาก็เอ่ยถามทันที “เ้าตรวจดูหมดแล้วหรือ มีสิ่งใดผิดแปลกไปหรือไม่”
“ไม่มีอันใดขอรับ ทุกอย่างยังอยู่ดีขอรับหัวหน้า” อาโหย่วเอ่ยขึ้นแล้วเดินเข้าไปนั่งลงมองเฉินเว่ยที่ตอนนี้ก็ยังไม่ตื่น ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ยังไม่ตื่นอีกหรือขอรับ ไม่ใช่โดนใครตีจนสลบไปแล้วหรือ”
เหมาจื่อได้ยินที่อาโหย่วพูดก็หันไปมองเขาตาโตแล้วรีบไปตรวจที่ท้ายทอยของเขาก็พบว่ามีรอยสีแดงจาง ๆ อยู่เขาจึงหันไปสั่งอาโหย่ว
“ในห้องเก็บศพเ้าตรวจสอบดีแล้วใช่หรือไม่ ไม่มีสิ่งใดหายไปใช่มั้ย”
“ข้าตรวจดูดีแล้วขอรับ ไม่มีสิ่งใดหายไปจริง ๆ ทุกอย่างก็เหมือนเดิมนะขอรับ” อาโหย่วตอบด้วยสีหน้าสงสัย เขามองไปที่เหมาจื่อก่อนจะเห็นเหมาจื่อเดินเข้าไปในห้องเก็บศพแล้วเดินออกมาเขาขมวดคิ้วก้มหน้าคิดด้วยสีหน้าสงสัย
“เกิดอันใดขึ้นหรือขอรับ” อาโหย่วเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นหัวหน้าออกมาจากห้องเก็บศพแล้ว เขาหันไปมองทางห้องเก็บศพนั้นก่อนจะรีบหันกลับมามองหัวหน้าของตนต่อเพื่อรอคำตอบ
“ไม่มีอะไรหายไปจริง ๆ แล้วใครมาตีเ้าเฉินเว่ยจนสลบไปเล่า หรือข้าจะเข้าใจผิดไปเอง เ้ารีบพาคนไปตรวจดูสิ่งของในที่ว่าการสักหน่อยเถิด ข้ารู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ” เหมาจื่อเอ่ยเสียงเบากับตนเองก่อนจะเงยหน้าสั่งอาโหย่วให้ตรวจค้นที่ว่าการ
“ทั่วทั้งหมดเลยหรือขอรับ!” อาโหย่วมองเขาตาโต ก็ที่ว่าการไม่ใช่น้อย ๆ คนที่อยู่เวรตอนกลางคืนก็ใช่ว่าจะมากมายแล้วพวกเขาไม่ใช้เวลาทั้งคืนเลยหรือ
“ก็เออสิวะ อย่าให้ข้าได้เตะเ้านะ รีบไปเรียกคนแล้วรีบตรวจสอบเสีย เร็วเข้า!” เหมาจื่อถลึงตามองเขาแล้วทำท่าจะยกเท้าขึ้นถีบจริง ๆ
อาโหย่วจึงได้รีบวิ่งออกไป เขาหันกลับมามองเฉินเว่ยที่ตอนนี้ยังหลับเอาหลังพิงเสาอยู่ด้วยสีหน้าหนักใจ ก่อนจะสะดุ้งเมื่อคนที่กำลังสลบอยู่ตื่นและร้องขึ้น “เอาขาหมูของข้าคืนมา!” เฉินเว่ยที่กำลังหลับฝันว่ากำลังกัดขาหมูตู๋นชิ้นใหญ่อย่างเอร็ดอร่อยแล้วมีคนวิ่งมาแย่งแล้วหนีไปเขากำลังจะลุกวิ่งไล่ตามก็ต้องชะงักเมื่อลืมตาขึ้นพบกับหัวหน้าเวรวันนี้ที่กำลังจ้องมองเขา
“เอ่อ ท่านหัวหน้า! ข้าไม่ได้แอบหลับนะขอรับ ข้าแค่เอาหลังพิงเสาหลับตาเท่านั้น” เขาเอ่ยแก้ตัวด้วยสีหน้าหงอย ๆ
“งั้นหรือ เ้าไม่รู้สึกเจ็บที่ท้ายทอยเลยรึ” เหมาจื่อเอ่ยถามด้วยสีหน้าสงสัย
“เจ็บที่ท้ายทอยหรือขอรับ ไม่นะขอรับข้าก็รู้สึกแค่เมื่อย ๆ คอเท่านั้น คงจะหลับไปนา..อ๊ะตอนที่เอาหัวพิงเสาคงจะพิงแรงไปหน่อยเลยรู้สึกเมื่อย ๆ ขอรับ!” เขาเอ่ยตอบด้วยสีหน้าขึงขังสายตาหลุกหลิกไปมาด้วยกลัวจะถูกลงโทษที่ตนแอบหลับใน่อยู่เวรยาม
“แล้วก่อนเ้าจะเอาหัวพิงเสาเ้าเห็นคนแปลกหน้าเดินเข้ามาแถวนี้หรือไม่” เหมาจื่อเอ่ยถาม
“ไม่มีนะขอรับ ทุกอย่างเรียบร้อยดีขอรับ มีอันใดหรือขอรับหัวหน้า” เฉินเว่ยเอ่ยด้วยสีหน้าสงสัย
“ไม่มีอันใด ข้าแค่รู้สึกแปลกใจ วันนี้ข้ากับอาโหย่วปลุกเ้าเสียนานก็ไม่ตื่นเลยคิดว่าเ้าอาจถูกตีจนสลบไป”
“่นี้ข้าน้อยไม่ค่อยได้นอนพักเท่าไหร่ขอรับ เลยทำให้หลับลึกไปเสียหน่อย..ไม่ใช่ ๆ ขอรับไม่ได้หลับขอรับแค่หลับตาเอาหัวพิงเสานานไปเสียหน่อยขอรับ แฮ่ ๆ ”
“ฮึ จะพูดว่าหลับก็พูดเถิดข้าไม่ได้ด่าเ้าเสียหน่อย ไป ๆ ไปทำงานได้แล้วรีบไปรวมตัวกับพวกอาโหย่วแล้วตรวจสอบที่ว่าการเสียหน่อยว่ามีของหายหรือไม่” เหม่าจื่อเอ่ยเสร็จก็เดินนำไป เฉินเว่ยกำลังจะเอ่ยถามว่าทำไมต้องตรวจสอบของมีขโมยเข้ามาที่ว่าการหรือก็หยุดคำพูดเขาเกาหัวแล้วรีบเดินตามไป
จนล่วงเข้ายามเหม่า(05.00-06.59 น.) เ้าหน้าที่ในที่ว่าการก็เดินมารวมตัวกันที่โถงห้องใหญ่ด้วยสีหน้าอิดโรยอย่างคนอดนอน เหมาจื่อเดินเข้ามาแล้วเอ่ยถามทุกคนต่างบอกว่าไม่มีข้าวของเสียหายหรือสูญหาย ก่อนจะมองไปที่เฉินเว่ยที่ตอนนี้กำลังอ้าปากกว้างหาวจนเห็นฟันทุกซี่ เขาส่ายหน้ากับตัวเองแล้วบอกให้ทุกคนแยกย้ายกลับไปพักผ่อนเหลือเพียงสามสี่คนรอให้เ้าหน้าที่มาผลัดเปลี่ยนก็กลับบ้านไปนอนพักได้ แล้วทุกอย่างก็กลับไปเป็ปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เื่การตรวจค้นคืนนี้ก็เพียงแต่เล่ากันไปด้วยความสงสัยก่อนจะหาสาเหตุอะไรไม่พบจึงหายไปไม่มีใครกล่าวถึงอีก