ยามค่ำกลางป่าหลังจากการหลบหนีจากกลุ่มทหารลับขององค์ชายสี่
สองร่างหนึ่งชายหนึ่งหญิงหยุดพักที่เชิงธารใต้ต้นหลิวเก่า
แสงจันทร์สาดทอสีเงินอ่อนละมุนบนผิวน้ำ และเปล่งประกายจับผิวเนื้อขาวละมุนของหญิงสาวที่ก้มลงล้างหน้า
หลิงจวินนั่งพิงโขดหินมือกอดอกดวงตาคมทอดมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่ต่างไปจากเดิม
เขาไม่ใช่คนที่แสดงความรู้สึกง่ายแต่ั้แ่ฮวาเสียนช่วยเขาไว้ในคืนฝนใเขาไม่เคยสงบนิ่งอีกเลย
ฮวาเสียนเงยหน้าขึ้นอย่างเผลอไผลก่อนสบตาเขาเข้าเต็มๆ
“เหตุใดเ้ามองข้าเช่นนั้นเล่า” นางถามเสียงเบา
“เ้าชอบอยู่ในป่าหรือไม่” เขาถามกลับโดยไม่ตอบ
“หากมีคนคุ้มครองข้าเช่นท่านต่อให้เป็ป่า ข้าก็ไม่กลัว”
คำพูดนั้นทำให้มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าหา
ฮวาเสียนถอยหลังโดยไม่รู้ตัวแต่หลังชนต้นไม้ใหญ่จนขยับหนีไม่ได้อีก
“หลิง...หลิงจวิน” เสียงนางสั่นเล็กน้อย
เขาหยุดยืนตรงหน้าก้มลงอย่างช้าๆ มือข้างหนึ่งยกขึ้นแตะข้างแก้มของนางเบาๆ
“ข้าอดทนมาสามคืนไม่แตะต้องเ้าเลยแม้แต่ปลายนิ้ว” เสียงเขาทุ้มต่ำลมหายใจร้อนกรุ่นระรอกผ่านผิวแก้มนวล
“แต่ตอนนี้ข้าไม่้าอดทนอีกแล้ว”
ปลายจมูกของเขาเฉียดผ่านใบหน้านางอย่างแ่เบาก่อนจะโน้มลงจูบริมฝีปากอ่อนบางของนางราวกับกำลังลองลิ้มรสผลไม้อันล้ำค่าที่เฝ้ามองมานาน
ฮวาเสียนนิ่งงันริมฝีปากของเขาเย็นเฉียบในััแรกแต่กลับเร่าร้อนขึ้นทุกวินาทีที่เนิ่นนาน
ริมฝีปากเขาขยับช้า ๆ ดึงดูดนางเข้าสู่ห้วงความรู้สึกที่ไม่เคยรู้จัก
มือข้างหนึ่งโอบเอวมืออีกข้างประคองท้ายทอยแน่นราวจะไม่ให้นางหนีไปไหนได้
และนางก็ไม่อยากหนีเลยแม้แต่น้อย
เสียงจูบแ่เบาดังท่ามกลางเสียงธารน้ำ
กลิ่นหอมจากผิวกายหญิงสาวทำให้หลิงจวินแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่เขาถอนจูบออกเล็กน้อยแล้วกระซิบข้างหูนาง
“เ้ารู้ไหมว่าเ้ากำลังทำให้ข้าคลั่ง”
ฮวาเสียนมองเขาด้วยดวงตาสั่นระริก
นางพยายามพูดอะไรบางอย่างแต่ริมฝีปากถูกเขาประทับอีกครั้ง คราวนี้ลึกกว่าหนักแน่นกว่าเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เก็บกดไว้ในอกนานเกินไป
เสื้อคลุมของนางค่อย ๆ เลื่อนหลุดจากไหล่ภายใต้ปลายนิ้วที่ไล้ััอย่างเชื่องช้าใบหน้าเขาซุกลงข้างต้นคอสูดกลิ่นกายของนางที่หวานกว่าเกสรบุปผาใดมือหยาบกร้านเลื่อนไล้ไปตามแผ่นหลังเปลือยเปล่าร่างของฮวาเสียนสั่นสะท้านรับััของเขาอย่างเต็มใจนางหลับตาปล่อยให้เขาพานางเข้าสู่ห้วงความลุ่มหลงที่ไม่มีใครอยากตื่น
ใต้ต้นหลิวสองร่างประสานกันแแ่กลางผืนหญ้านุ่ม ลมหายใจแ่ผสานเป็หนึ่งเสียงหัวใจเต้นแรงดังก้องในอก ทั้งสองรู้ดี
ค่ำคืนนี้มิใช่เพียงคืนแห่งความใคร่แต่เป็คืนที่ “รัก” ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเงียบงัน
รุ่งเช้าแสงแดดอ่อนแรกสาดผ่านพุ่มไม้
หลิงจวินลืมตาขึ้นช้า ๆ มือยังคงโอบร่างบางในอ้อมแขน
ฮวาเสียนนอนหลับพริ้มริมฝีปากยังมีรอยจูบสีจางและรอยนิ้วมือเขายังหลงเหลือบนต้นแขนเนียนนุ่มเขาก้มลงจูบหน้าผากนางเบา ๆ แล้วกระซิบ
“ต่อให้ฟ้าแตกแผ่นดินทลายข้าก็จะปกป้องเ้า”
ฮวาเสียนขยับตัวเล็กน้อยก่อนซุกหน้าเข้าหาอกเขาโดยไม่รู้สึกตัวและในวันนั้นเองทั้งสองก็เริ่มออกเดินทางต่อไปสู่โลกที่ยังไม่รู้ว่าจะเจออะไรแต่หัวใจของพวกเขาไม่ได้เดินทางเพียงลำพังอีกต่อไป
เสียงนกร้องแ่เบาแว่วมาแต่ไกลปะปนกับเสียงน้ำไหลจากธารเล็กลำแสงแรกของรุ่งอรุณทอดผ่านพุ่มไม้ชายผ้าคลุมหนาเคลื่อนไหวเบา ๆ
ภายใต้ผืนผ้านั้นหลิงจวินยังคงนอนตะแคง กอดร่างบางของฮวาเสียนไว้แนบอกราวกลัวว่านางจะหายไปหากละสายตาแม้นางจะยังไม่ลืมตาแต่ลมหายใจแ่เบาที่กระทบแผ่นอกเขาก็พอให้รู้ว่านางยังอยู่ตรงนี้คืนที่ผ่านมา เปลี่ยนบางสิ่งในใจเขาไปตลอดกาล
“ตื่นได้แล้ว เสียนเอ๋อร์”
เสียงเขากระซิบพลางไล้นิ้วบนแก้มนุ่มของนาง
ฮวาเสียนขยับตัวช้า ๆ เปลือกตากะพริบ ก่อนลืมตาอย่างง่วงงุนพอได้เห็นใบหน้าเขาใกล้ ๆ ราวกับยังฝันไปแก้มนางก็แดงเรื่อขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“ท่านตื่นก่อนข้าอีกหรือ”
“เ้าไม่รู้หรือว่าคืนนี้ ข้าแทบไม่ได้นอนเลย”
เขาตอบพร้อมยิ้มกริ่มลมหายใจอุ่นกระทบปลายจมูกนาง
“เพราะข้ามัวแต่จ้องมองเ้าทั้งคืน”
ฮวาเสียนยกมือขึ้นปิดหน้าอย่างเขินจัด
“ท่านแม่ทัพ อย่าพูดจาเช่นนี้สิ”
“ทำไมต้องอาย” เขาหัวเราะเบา ๆ
“ในเมื่อเ้าก็ครางชื่อข้าเมื่อคืนไม่หยุด”
นางฟาดอกเขาเบา ๆ หนึ่งที “บ้า! ท่านมันไร้ยางอาย!”
แต่เขากลับจับมือนางไว้แล้วประทับจูบเบา ๆ ที่หลังมือ
“อายก็อาย แต่เ้าก็เป็ของข้าแล้ว”
หลังความเขินจางลงทั้งคู่ก็ลุกขึ้นแต่งกาย หลิงจวินใช้เสื้อคลุมอีกตัวที่แห้งกว่าให้ฮวาเสียนใส่ มือของเขาช่วยผูกสายรัดเอวให้นางอย่างตั้งใจ ราวกับพิธีแต่งงานเงียบ ๆ ระหว่างคนสองคนในป่า
“ข้าไม่ใช่คนพูดหวาน แต่ข้าจะไม่ทิ้งเ้าแน่นอน”
เขาพูดขณะมือยังคงจัดชายผ้าให้นางเรียบร้อย
“ต่อให้พรุ่งนี้พวกมันจะตามมาเจอเรา ข้าก็จะตายข้างเ้า”
ระหว่างทางที่เริ่มออกเดินเท้าเส้นทางเบื้องหน้ากลับสว่างไสวอย่างประหลาดไม่ใช่เพราะแสงอาทิตย์ที่สาดส่องผ่านต้นไม้แต่เพราะความรู้สึกในใจของฮวาเสียนที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
นางไม่ใช่เพียงสาวใช้ที่ต้องอยู่ใต้คำสั่งของผู้ใดแต่กลายเป็หญิงคนหนึ่งที่ถูกคนหนึ่งรักด้วยหัวใจทั้งหมด
ในขณะที่เดินข้ามสะพานไม้เก่า ๆ ที่ทอดข้ามธาร หลิงจวินจับมือนางแน่นแต่ยังไม่ทันข้ามได้พ้นเสียงเคลื่อนไหวแปลก ๆ จากพงหญ้าก็ดังขึ้น
หลิงจวินชักมีดสั้นออกจากข้างเอวในพริบตาเดียวผลักฮวาเสียนไปด้านหลัง
“อยู่ข้างหลังข้า ห้ามออกมา”
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ จากคนจำนวนหนึ่งกำลังใกล้เข้ามา
ฮวาเสียนหน้าถอดสี ดวงตาเบิกกว้าง “พวกมันเจอเราแล้ว”
“อืมไวกว่าที่ข้าคิด” เขาขมวดคิ้ว
“แต่ดีข้ากำลังหาทางให้เ้าหนี ข้าไม่ต้องหลบแล้ว”
“ไม่ ข้าไม่ยอมทิ้งท่าน” นางคว้าแขนเขาไว้แน่น
แต่หลิงจวินหันกลับมากดหน้าผากลงกับหน้าผากนาง
“เชื่อใจข้าแค่คืนนี้เราฝากใจไว้ให้กันแล้ว ข้าจะไม่ปล่อยให้เ้าร้องไห้เพราะข้า”
เสียงฝีเท้ากระชั้นเข้ามาเรื่อย ๆ และทันใดนั้นเองร่างหนึ่งก็ะโลงมาจากกิ่งไม้เบื้องบน
ไม่ใช่คนขององค์ชายสี่แต่เป็ชายหนุ่มชุดดำ สวมหน้ากากเงินครึ่งซีกดวงตาคมเฉียบไม่แพ้หลิงจวินเสียงเย็นจัดดั่งลมเหนือ
“แม่ทัพหลิงและแม่นางฮวาในที่สุดก็พบเสียที”
หลิงจวินชักดาบเต็มมือ “เ้าคือใคร”
ชายคนนั้นหัวเราะเบา ๆ “เ้ายังไม่จำข้าได้ แต่ข้าจำเ้ากับนางได้ดีโดยเฉพาะนาง”
สายตาเขาจับจ้องที่ฮวาเสียนรอยยิ้มเย็นปรากฏบนใบหน้าใต้หน้ากาก
“คนที่ข้าเคยรอมาแปดปีกลับไปนอนในอ้อมแขนของผู้อื่นเสียแล้ว”
หลิงจวินเบิกตากว้างขณะที่ฮวาเสียนชะงักราวกับถูกแช่แข็ง
“ข้าเคยรู้จักเขาเช่นนั้นหรือ” นางพึมพำเบา ๆ
ชายคนนั้นหัวเราะราวกับสะใจ
“ช่างเถิดเดี๋ยวเ้าจะจำได้เอง เสียนเอ๋อร์”
หลิงจวินเบียดฮวาเสียนไว้ด้านหลัง
"เสียนเอ๋อร์" นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนเรียกนางด้วยชื่อนี้ด้วยน้ำเสียงเช่นนั้น
ชายคนนั้นอาจรู้มากกว่าที่นางเคยรู้เกี่ยวกับตัวเองเสียอีก