บทที่1
สุภาพบุรุษกำพร้า(รัก)
6 ปีก่อน
บ้านเด็กกำพร้าแสงจันทร์
บ้านเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งในแถบชนบทห่างออกมาจากตัวเมืองหลายกิโลเมตร แต่กลับร่มรื่นน่าอยู่เพราะธรรมชาติที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้เล็กใหญ่สีเขียวขจีไหวตามแรงลม มีเสียงนกร้องราวกับพรำเพลงไม่ขาดสายภายในรั้วที่ถูกสร้างมาเพื่อความปลอดภัยแก่เด็กๆ ในบ้านกำลังมีการซ่อมแซมและทาสีใหม่โดยฝีมือของครูจันทร์หอมผู้ก่อตั้งบ้านเด็กกำพร้าแสงจันทร์และป้าศรีผู้ดูแลอีกคนพร้อมด้วยเด็กๆกำลังขมักเขม้นทาสีอย่างสนุกสนาน
"อย่าแกล้งเพื่อนสิชนาธิปรีบทาเร็วๆเข้าเดี๋ยวแขกจะมาแล้ว"
"โธ่ครูครับไม่ใช่ผมคนเดียวสักหน่อยไอ้คชากับไอ้ธารก็แกล้งทำไมครูถึงว่าแต่ผมล่ะ"เด็กหนุ่มในวัย18ปีงอนแก้มป่องพรางตวัดสายตาไปหากลุ่มเพื่อนของตนที่กำลังหัวเราะชอบใจอยู่
"เพราะตอนที่เพลิงแกล้งครูจันทร์หอมหันมาเห็นพอดีน่ะสิ แต่ตอนที่คชากับธารลงมือครูจันทร์หอมไม่เห็นก็ไม่แปลกที่จะต่อว่าเพลิงเพียงคนเดียว"ป้าศรีที่กำลังยกน้ำดื่มมาให้ทุกคนตอบข้อสงสัยของชนาธิปด้วยรอยยิ้มความเอ็นดู แต่เด็กชายกลับทำหน้าบอกบุญไม่รับยิ่งกว่าเก่า
"ลำเอียงชัดๆ "
"เดี๋ยวเถอะ ถ้าวันนี้ทาสีไม่เสร็จล่ะก็ครูไม่ให้กินขนมหม้อแกงนะจะบอกให้"
"ครูอะ"จากนั้นเด็กแสบทั้งสามก็เริ่มลงมือทาสีอีกครั้งอย่างตั้งอกตั้งใจ ครูจันทร์หอมเริ่มเดินตรวจงานเพื่อเช็คความเรียบร้อยก่อนที่ท่านพลเอกสิรภพจะเข้ามาตามเวลาที่ได้โทรนัดหมายเอาไว้ล่วงหน้า
"ทิพากร ธีระถ้าพวกเธอทาสีตรงนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วก็ไปช่วยพวกธนาธิปตรงนู้นด้วยเห็นทีวันนี้คงจะไม่เสร็จแน่"
"ได้ครับครู"ทิพากรหรือเวหาตอบรับคำสั่งของครูจันทร์หอมย่างว่าง่าย ส่วนธีระหรือเธียรก็พยักหน้ารับเช่นเดียวกัน
ระหว่างที่ทุกคนกำลังทำงานอย่างขมักเขม้นมีรถยนต์ฮอนด้า ซีอาร์-วี สีดำสองคันขับมาจอดอยู่ที่หน้าบ้านเด็กกำพร้าครูจันทร์หอมและป้าศรีรีบเดินออกไปต้อนรับผู้มาเยือนอย่างรีบร้อนก่อนที่จะบอกให้เด็กในบ้านทุกคนเก็บของ แล้วไปรวมตัวกันอยู่ที่ห้องประชุมด้านในสำหรับทำกิจกรรมสันทนาการต่างๆ
คนขับรถในชุดสีดำสบายๆรีบลงไปเปิดประตูให้ผู้เป็นายอย่างรู้งาน แขกผู้มาเยือนค่อยๆก้าวขาลงจากรถมาพูดคุยกับครูหอมจันทร์และป้าศรีอย่างสนิทสนมราวกับว่ารู้กันมานานแม้จะอยู่ในชุดลำลองสบายๆกางเกงขายาวสีดำและเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนรองเท้าหนังไม่สามารถกลบรังสีของความหล่อ เท่ สมาร์ทของชายวัย๔๘ปีได้เลย
"นั่นมันพลเอกสิรภพไม่ใช่เหรอวะเมื่อคืนฉันพึ่งดูข่าวแถลงการจับกุมพ่อค้ายาเสพติดไปไม่ผิดแน่ๆ"ชนาธิปแอบดูแขกจากช่องเล็กๆของประตูบ้านเมื่อได้ยินดังนั้นสืบสินธุ์หรือธารกับพสุธาหรือคชารีบวิ่งมาเกาะประตูเพื่อแอบดูด้วย
"ใช่จริงๆด้วยมาทำอะไรวะ"
"คงไม่ได้มาจับยาเสพติดแถวนี้นะ"
"พูดแบบนี้แกมีเก็บไว้รึไงไอ้ธารไหนเอามาดูสิ"
"จะบ้าเหรอไอ้คชาฉันจะไปเอามาจากไหนรอบบ้านมีแต่ป่ากับเขามันคงงอกออกมาจากต้นไม้เองได้มั้ง"
"ก็มีความเป็ไปได้สูง"
"พวกแกนี่ชักจะบ้ากันไปใหญ่แล้วรีบเอาอุปกรณ์ไปเก็บแล้วตามน้องๆไปที่ห้องประชุมเถอะ ก่อนที่ครูจันทร์หอมจะกลับมาเจอ"ธีระเร่งเก็บอุปกรณ์ทาสีตามคำสั่งครูจันทร์หอมอีกสามคนที่ยืนเกาะประตูเป็ลิงเป็ข้างเมื่อโดนขู่เข้าจึงรีบเก็บส่วนที่เหลือเป็พัลวันแล้วสลายตัวในทันที
"คิดอะไรอยู่วะไอ้เวหา"
"กำลังคิดว่าคนใหญ่คนโตแบบนั้นมาทำอะไรที่บ้านเด็กกำพร้าหลังเขา ฉันไม่คิดว่าพวกส่งยามันจะยอมถ่อหลบตำรวจมาถึงนี่หรอกนะ"
"บางทีอาจจะไม่ได้มาจับพวกขี้ยาก็ได้"
"แล้วมาทำไม"
"ฉันก็ไม่รู้แต่ตอนนี้รีบเอาของไปเก็บกันได้แล้วก่อนที่ครูจันทร์หอมจะกลับมาเพ่งกระบาลแก"ทิพากรทำได้เพียงเก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจแล้วหยิบถังสีกับแปรงขึ้นมาเดินตามหลังธีระไปยังห้องเก็บอุปกรณ์
ห้องประชุม
ภายในห้องประชุมมีเสียงเจี้ยวจ้าวของเด็กๆ ราวกับตลาดยามเช้าไม่ว่าจะเป็เด็กเล็กเด็กโตต่างก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ไม่นานครูจันทร์หอมกับป้าศรีก็เดินเข้ามาในห้องทันใดนั้นเสียงคุยราวกับนกกระจอกแตกรังเมื่อครู่ก็เงียบสนิทเหมือนที่ผ่านมาเป็เพียงภาพลวงตาเท่านั้น
"คนที่มีชื่อดังต่อไปนี้ตามครูไปที่ห้องพักด้วย ทิพากร ธีระ ชนาธิป พสุธา สืบสินธุ์ ส่วนคนอื่นแยกย้ายไปทำกิจกรรมประจำวันได้"หลังจากพูดจบเด็กคนอื่นๆ ก็ถูกป้าศรีพาออกไปจากห้องเพื่อไปทำกิจวัตรเหมือนทุกวันส่วนเด็กชายทั้ง5คนก็ได้แต่ยืนงงว่าเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่
"ไอ้เพลิงแกไปก่อเื่อะไรมาอีกรึป่าววะ ถึงได้โดนเรียกยกกลุ่มแบบนี้"ยกกลุ่มที่ว่าก็คือเด็กชายทั้ง5คนเข้ามาที่บ้านเด็กกำพร้าแสงจันทร์ในเวลาไล่เลี่ยกันและมีอายุ18ปีเท่ากัน ที่นี่จึงมีพวกเขาเป็พี่ใหญ่คอยช่วยครูจันทร์หอมและป้าศรีดูแลน้องๆมาโดยตลอด
"ป่าวนะเว้ย ฉันไม่ได้ทำอะไร"ชนาธิปส่ายหัวปฏิเสธคำกล่าวหาของพสุธาสุดฤทธิ์
"เดาไปก็เสียเวลาไปกันเถอะ"ทิพากรเดินนำเพื่อนๆไปยังห้องพักครูที่มีครูหอมจันทร์รออยู่ หน้าห้องมีคนคอยเฝ้าซ้ายขวาเด็กชายทั้ง5ยืนทำใจอยู่หน้าประตูไม้บานใหญ่เล็กน้อยก่อนจะค่อยๆเปิดเข้าไปด้วยความตื่นเต้น
ภายในห้องมีครูหอมจันทร์กำลังนั่งคุยอยู่กับพลเอกสิรภพที่โซฟาหน้าโต๊ะทำงานอย่างสนุกสนาน การปรากฏตัวของเด็กชายทุกคนทำให้การสนทนาเมื่อครู่หยุดลงแทบทันทีท่านพลเอกสิรภพมองผู้มาเยือนอย่างพินิจพินัยแล้วระบายรอยยิ้มยินดีออกมาอย่างมีความสุข
"เด็กพวกนี้เหรอครับที่ครูจะยกให้ผม"
"ยก?หมายความว่าไงครับ"ชนาธิปเป็เด็กเืร้อนคิดอะไรก็พูดออกไปอย่างนั้น เขาถามออกไประหบทสนทนาด้วยความสงสัยแต่ถูกสายตาครูจันทร์หอมตัดพ้อกลับมาจึงได้สงบจิตสงบใจลง
"เด็กๆพวกนี้คือความภาคภูมิใจของดิฉัน ดิฉันไม่สามารถตัดสินใจแทนพวกเขาได้ถึงต่อให้ทำได้ก็ไม่ทำหากท่าน้าพวกเขาก็จงพูดให้ทุกคนยอมรับในข้อตกลงโดยห้ามข่มขู่หรือบังคับลูกๆของดิฉันเป็อันขาด"
"คูณพูดแบบนี้พวกเขาก็กลัวผมหมดน่ะสิครูจันทร์หอม"พลเอกสิรภพลุกขึ้นยืนแล้วเดินมายืนประจันหน้าทุกคน เด็กชายทั้ง5มีอาการสั่นกลัวเนื่องจากรู้สึกถึงรังสีและพลังอำนาจที่แผ่ออกมาจนแทบจะก้าวขาไม่ออกเลยทีเดียว แต่ท่านกลับยิ้มให้ทุกคนอย่างใจดีไม่ถือตัวและยังยืนพิงเสาด้วยท่าทางสบายๆไม่เหลือคราบพลเอกเลยแม้แต่น้อย
"สวัสดีเด็กๆฉันชื่อพลเอกสิรภพเป็แม่ทัพภาคมณฑลทหารบกที่ 33"
"พวกเรารู้จักคุณอยู่แล้วครับ"
"จริงเหรองั้นก็แสดงว่าฉันก็ดังไม่เบาเหมือนกันนะ"พลเอกสิรภพยิ้มให้ทุกคนด้วยความเอ็นดูถึงแม้จะมีสีหน้าท่าทางหวาดกลัวต่อเขาแต่ก็ยังไม่หลบตาเลยสักคน มิหนำซ้ำยังจ้องกลับมาอย่างไม่เกรงกลัวอีกแบบนี้แหละคนที่เขา้า
"พวกเธอชื่ออะไรกันบ้างเอาทั้งชื่อจริงและชื่อเล่น"ทุกคนมองหน้ากันอย่างหวาดระแวงว่าท่านพลเอกคนนี้้าอะไรจากพวกเขากันแน่
"อ้อ ขอโทษทีพอดีฉันติดมาจากตอนฝึกทหารน่ะ งั้นเอาแค่ชื่อเล่นก็ได้"
"ไม่เป็ไรครับ ผมชื่อทิพากรชื่อเล่นเวหา"
"เวหาที่แปลว่าท้องฟ้าเหรอ"
"วันที่ฉันเจอทิพากรเป็วันที่ท้องฟ้าแจ่มใสและมีลมพัดแรงก็เลยตั้งชื่อให้แบบนั้นค่ะ"ครูจันทร์หอมพูดเสริม
"เป็อย่างนี้นี่เอง งั้นเวหาโตขึ้นเธออยากเป็อะไร"
"มัน...สำคัญยังไงเหรอครับท่าน"
"ทิพากรเธอควรจะตอบคำถามท่านแทนที่จะตั้งคำถามกลับมานะ"
"ผมขอโทษครับ"
"ไม่เป็ไรครับครูจันทร์หอม"พลเอกสิรภพยิ้มให้ทิพากรด้วยความเอ็นดู เด็กที่กล้าคิดกล้าพูดเขาล่ะชอบนักเพราะสมัยนี้มีแต่คนพูดไม่คิดบ้านเมื่องมันถึงได้เป็ยังงี้ไงล่ะ
"สรุปว่าโตมาเธออยากเป็อะไร"
"ผมอยากเป็นักธรณีวิทยาครับ"
"สนใจพวกแร่หินและอัญมณีเหรอ"
"ครับ ผมอยากรู้ว่าสมบัติและแร่ธาตุของประเทศเราเกิดขึ้นมาได้ยังไง ถึงได้มีราคาแพงจนถึงขั้นต้องทำทุกวิธีเพื่อแย่งชิงมาให้ได้ แม้ว่าจะต้องปล้นฆ่าก็ยอม"
"แล้วเธออยากทำให้การปล้นฆ่าหายไปรึป่าวล่ะ"
"ท่านหมายความว่ายังไงครับ"พลเอกสิรภพไม่ตอบคำถามของทิพากรเพียงยิ้มให้ก่อนจะเปลี่ยนมาถามคนอื่นๆ บ้าง
"เธอล่ะพ่อหนุ่มเืร้อนชื่ออะไร"
"ผมชื่อชนาธิป ชื่อเล่นเพลิงครับ"
"ร้อนแรงดั่งชื่อสมแล้วที่ครูจันทร์หอมบอกฉันว่าเธอน่ะแสบที่สุด เพลิงความฝันของเธอคืออะไร"
"ผมอยากเป็ทหารแบบท่านครับ"
"โอ้ เจอผู้ร่วมอุดมการณ์เดียวกันเข้าซะแล้วทำไมถึงอยากเป็ทหารล่ะ"
"ผมเคยเห็นในละครตอนทหารตามจับผู้ร้ายถือปืนอย่างกล้าหาญไล่ต้อนให้จนมุมมันโคตรเท่เลย อีกอย่างผู้หญิงก็ชอบผู้ชายในเครื่องแบบด้วย มีเหตุผลอะไรที่ผู้ชายไม่อยากเป็ทหารบ้างล่ะครับ"ครูจันทร์หอมแทบเป็ลมเพราะคำตอบของลูกตัวดีนั้นเล่นเอาครูที่เปรียบเสมือนแม่อย่างเขาปวดหัวไม่เกรนขึ้น
ถ้าที่ชนาธิปพูดมาเป็แค่เื่โกหกล่ะก็เขาคงจะรู้สึกดีกว่านี้ แต่เธอเชื่อว่าคนอย่างชนาธิปคิดแบบนั้นจริงๆ ถึงแม้ว่าจะมีอารมณ์รุนแรงและเืร้อนขนาดไหนแต่เด็กคนนี้ไม่มีเบื้องหน้าเื้ัคิดอะไรก็พูดออกมาแบบนั้น
"ฮ่าๆ ที่เธอเห็นในละครมันแค่ส่วนน้อยเลชีวิตจริงของทหารมันลำบากกว่านั้นมากขนาดจะพบกับครอบครัวแค่นาทีเดียวยังเป็เื่ยากเลย ไม่ต้องพูดถึงตอนไล่จับคนร้ายขอแค่มีชีวิตรอดกลับมาได้ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว"ชนาธิปครุ่นคิดในสิ่งที่พลเอกสิรภพพูด เขาเคยเห็นทหารตามละครและข่าวมาไม่เห็นจะลำบากเหมือนที่ท่านพูดเลยสักนิด
"ถ้าลองไปใช้ชีวิตแบบทหารดู เธอจะเข้าใจในสิ่งที่ฉันพูด"
"ครับ"
"คนต่อไปชื่ออะไร"
"ผมชื่อพสุธาครับชื่อเล่นคชา โตขึ้นอยากเป็เ้าหน้าที่กรมป่าไม้ผมอยากปราบปรามการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าให้หมดไปจากประเทศ"
"มีอุดมการณ์ เป้าหมายชัดเจน แววตาตั้งใจดีมากฉันชอบ"พสุธาหันไปแปะมือกับสืบสินธุ์ที่อยู่ข้างๆด้วยความดีใจที่อย่างน้อยก็ได้รับเกียรติจากท่านพลเอกสิรภพชมความฝันของเขาแม้ว่ามันจะไม่มีทางเป็จริงก็ตาม เพราะเด็กกำพร้าอย่างพวกเราจะเอาเงินตรงไหนไปเรียนตามความฝันแค่จะออกไปหางานทำยังอยากเลยจบแค่ม.๖จะมีที่ไหนรับทำงานกัน
"คนต่อไป"
"ผมชื่อสืบสินธุ์ชื่อเล่นธารครับ โตขึ้นอยากเป็วิศวกรปิโตรเลียมจะได้หาเงินมาช่วยบ้านเด็กกำพร้าที่นี่ได้"คำพูดของสืบสินธ์ุทำให้น้ำตาของครูจันทร์หอมล่วงลงมา แม้ว่าลูกคนนี้ของเขาจะดื้อไม่ต่างอะไรกับชนาธิปและพสุธาแต่ก็ไม่เคยลืมบุญคุณให้ข้าวให้น้ำและให้ที่ซุกหัวนอนมาตลอด18ปี
"เป็เด็กที่กตัญญูดีนะครับครู"ท่านพลเอกสิรภพเอ่ยชมบรรดาเพื่อนที่ยืนอยู่ข้างๆรีบล็อคคอเขาไว้อย่างหมั่นไส้ที่ดันตอบคำถามออกมาได้ซึ้งกินใจแบบนี้
"สืบสินธุ์ที่แปลว่าผู้สืบทอดเชื้อสายของน้ำ ชื่อเล่นก็แปลว่าสายน้ำแล้วยังอยากทำงานกลางทะเลอีกเหรอ"
"ครูจันทร์หอมบอกว่าตอนที่เจอผมอยู่หน้าบ้านก็มีชื่อเขียนใส่กระดาษไว้ให้แล้วบางทีอาจจะเป็พ่อรึแม่ตั้งให้ก็ได้"
"เป็ชื่อที่แสดงถึงความใจกว้างและไม่หวนกลับไปยังอดีตสินะ"
"สืบสินธุ์ชอบให้และแบ่งปันแก่คนอื่นเสมอค่ะ ดิฉันเชื่อว่าเขาจะต้องโตมาเป็คนดีอย่างแน่นอน"
"ผมก็เชื่อว่าจะเป็แบบนั้น แล้วเธอล่ะชื่ออะไร"พลเอกสิรภพหันไปหาธีระเป็คนสุดท้ายเด็กชายสูดหายใจเข้าเต็มปอดแล้วพูดถึงความฝันที่ไม่อาจเป็ไปได้ของตนออกมา
"ผมชื่อธีระชื่อเล่นเธียรครับ โตขึ้นผมอยากเป็...."มาถึงจุดนี้เด็กชายกลับไม่อยากจะพูดมันออกมาเพราะยิ่งพูดก็เหมือนตอกย้ำว่ามันไม่มีทางที่จะเป็ไปได้
"ทำไมถึงไม่พูดออกมาล่ะ"
"เพราะมันไม่มีทางเป็ไปได้น่ะสิครับเด็กกำพร้าอย่างเราแค่มีชีวิตรอดแล้วโตมาได้ขนาดนี้ก็ดีมากแล้ว พวกเราไม่อยากหวังมากเกินไป"คำพูดของธีระทำให้พลเอกสิรภพรู้สึกว่าเด็กคนนี้จริงจังกับการใช้วิตมากเกินไปแม้ว่าเื่ที่เขาพูดจะเป็ความจริงก็ตาม เพื่อนๆอีก4คนที่ยืนเฮฮากันอยู่ก็เงียบกริบเมื่อตื่นจากโลกแห่งความฝันแล้วมาพบกับโลกแห่งความเป็จริงนั้นมันโหดร้ายมากเพียงใด
"เมื่อกี้ฉันแวะไปห้องสมุดมาทุกเล่มจะมีชื่อเธอยืมเสมอ ชอบอ่านหนังสือเหรอ"
"ไอ้เธียรมันอยากเป็หมอครับที่เตียงมันมีแต่หนังสือเต็มไปหมด ไม่ว่าจะไปไหนก็ต้องมีหนังสือติดมือตลอดขนาดเดินเข้าห้องน้ำยังต้องหยิบไปด้วยเลย"
"ไอ้เพลิง"ธีระหันไปมองค้อนชนาธิปที่พูดเื่ของเขาออกมาจนหมด ราวกับปากไม่มีหูรูดสงสัยต้องมีการตักเตือนกันบ้างแล้วว่าห้ามพูดในสิ่งที่ไม่จำเป็ออกมา
"แต่ในห้องสมุดไม่มีหนังสือเกี่ยวกับแพทย์เลยสักเล่ม เธอจะยืมไปเพื่ออะไร"
"ถึงอย่างนั้นผมก็รักในการอ่านหนังสือ ไม่ว่าจะเป็หนังสืออะไรก็ตามมันก็มีคุณค่าในตัวเองเสมอ"
"แล้วทำไมพวกเธอถึงไม่ให้คุณค่ากับตัวเองบ้าง ยังไม่ทันได้ลงมือทำก็ยอมทิ้งความฝันกันแล้วแบบนี้จะเรียกว่าลูกผู้ชายได้ยังไง"
"ต่อให้พยายามมากแค่ไหนเด็กกำพร้าอย่างพวกเราก็ไม่มีทางทำได้หรอกครับ"ธีระไม่เคยกล่าวโทษโชคชะตาของตัวเอง เขาเพียงยอมรับและน้อมรับมันเอาไว้ไม่ว่าอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดไม่มีใครฝืนโชคชะตาได้ทั้งนั้น
"ฉันมีข้อเสนอมาให้พวกเธอทั้ง5คน ถ้าตกลงที่จะทำฉันจะเป็ผู้อุปการะส่งเสียพวกเธอเรียนเอง"เด็กชายรู้สึกใในสิ่งที่พลเอกสิรภพพูด แน่นอนว่าพวกเขาดีใจมากที่มีผู้มาอุปการะเลี้ยงดูและส่งเสียให้เรียนตามความฝันแต่ข้อเสนอที่ถูกยื่นให้ทำมันคืออะไรกันล่ะ คนอย่างท่านพลเอกสิรภพอยากให้เด็กกำพร้าอย่างพวกเขาทำอะไรกัน
"ฉันยินดีที่จะออกค่าใช้จ่ายให้พวกเธอเรียนจนกว่าจะพอใจ แต่หลังจบออกมาแล้วจะต้องมาเป็กองกำลังพิเศษให้ฉันตกลงไหม"
"ท่านจะให้พวกเราไปเป็ทหารเหรอครับ"พสุธาถามกลับด้วยความสงสัยพลเอกสิรภพเดินมายืนตรงหน้าพวกเด็กชายด้วยท่าทางทรงอำนาจและน่าเกรงขามทำให้ทุกคนยิ่งตื่นกลัวไปกันใหญ่
"ก็ไม่เชิงพวกเธอสามารถทำอาชีพที่ใฝ่ฝันได้ แต่ระหว่างนั้นก็ต้องคอยสืบหาและแฝงตัวเข้าไปตามภารกิจที่ฉันมอบหมายให้ แน่นอนว่าทุกภารกิจอันตรายถึงชีวิตฉันจะไม่บังคับให้เลือกพวกเธอต้องตัดสินใจเองใครไม่ทำฉันก็ไม่ว่า"
"แฝงตัว...หมายถึงเป็สายลับเหมือนในละครหลังข่าวใช่ไหมครับ"
"ใช่แล้วเพลิง แต่มันไม่ได้เท่และโชคดีเหมือนในหนังหรอกนะสายลับบางคนก็ถูกฆ่าปิดปากจนตอนนี้ยังตามและติดต่อไม่ได้อยู่หลายรายไม่รู้ว่าเป็หรือตายกันแน่"
"ทำไมท่านถึงเลือกเด็กกำพร้าอย่างพวกเราแทนที่จะเป็ทหารฝีมือดีในกองทัพล่ะครับ"
"นั่นแหละที่ทำให้ท่านพลเอกสิรภพเลือกพวกเธอทิพากร"ครูจันทร์หอมตอบคำถามของเด็กๆด้วยสีหน้าจริงจัง เธอดีใจที่มีคนเสนอเลี้ยงดูและอุปการะเด็กๆทีเดียถึง5คน แต่ก็ต้องแลกกับชีวิตที่อันตรายเธอจึงให้พวกเขาเป็ฝ่ายกำหนดชีวิตให้ตัวเองจะดีกว่า ไม่ห้ามเพราะมันเป็โอกาสที่ทุกคนจะได้เติบโตไปใช้ชีวิตในสิ่งที่ตัวเองใฝ่ฝันแต่ก็ยังกลัวว่าลูกๆของเธอนั้นอาจจะไม่โชคดีเหมือนพระเอกละครหลังข่าวก็เป็ได้
"ตอนนี้บ้านเมืองเรามีแต่พวกคดโกงแผ่นดินหากินกับคนในชาติ แม้แต่เพื่อนร่วมงานในกองทัพเองก็ยังไม่สามารถไว้ใจได้ ในขณะเดียวกันคดีอาชญากรรมก็ยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆแต่ทุกคนก็ยังแบ่งพรรคแบ่งพวก ฉันจึง้าทหารนอกเครื่องแบบอย่างพวกนายเข้ามาฝึกในกองทัพ คอยเป็หูเป็ตาให้ตามจับพวกขายชาติมาลงโทษให้ได้"
ทุกคนมองหน้ากันราวกับกำลังส่งกระแสจิตออกมาทางสายตาเพื่อถามว่าจะเอายังไงกันดี ข้อเสนอของท่านพลเอกสิรภพก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็แลกกับชีวิตปกติของพวกเขาไปโดยสิ้นเชิงจะทำอะไรก็ต้องมีความระมัดระวังตัว เพราะทุกที่คือภารกิจที่ต้องทำอย่างลับที่สุด
"พวกผมจะทำได้เหรอครับ"
"แน่นอนธาร ฉันมั่นใจว่าตัวเองดูคนไม่ผิดพวกเธอทั้ง5คนมีสายตาที่แน่วแน่มั่นคง ขนาดฉันยืนต่อหน้าขนาดนี้ยังไม่หนีและหลบตาเลยสักครั้งฉันเชื่อว่าพวกนายจะทำได้"
"ถ้าท่านมั่นใจในตัวพวกเราขนาดนั้น..ก็ได้ครับผมรับข้อเสนอ"
"ผมก็โอเค"
"ผมเหมือนไอ้เธียร"
"ผมเหมือนไอ้ธาร"
"ผมเหมือนไอ้คชา"
"ชนาธิป พสุธา สืบสินธ์ุ พวกเธอไม่ออกความคิดของตัวเองหน่อยรึไงเอาตามเพื่อนกันอยู่ได้"
"โธ่ ครูครับพวกเราไปไหนไปกันอยู่แล้วไอ้เธียรกับไอ้เวหาไปไหนพวกผมก็ไปด้วยนั่นแหละ"สืบสินธ์ุเดินเข้ามาอ้อนครูจันทร์หอมอย่างอ้อดอ้อน พร้อมกับซบไหล่ครูที่รักดั่งมารดาแล้วถูไถอย่างกระเง้ากระงอด
"เป็เด็กขี้ประจบประแจงเสียจริง เอาเถอะครูดีใจนะที่พวกเธอรักและสามัคคีกันแบบนี้ถ้าตัดสินใจแล้วครูก็จะไม่ห้าม แต่อย่าลืมว่านี่คือบ้านที่รอพวกเธอกลับมาหาเสมอจะทำอะไรก็คิดหน้าคิดหลังมีสติรู้ตัวตลอดเข้าใจไหมทุกคน"
"เข้าใจครับ"จากนั้นครูจันทร์หอมก็ปล่อยให้ท่านพลเอกสิรภพได้คุยกับเด็กๆตามลำพังในห้อง เพราะต่อแต่นี้ไปจะเป็ความลับราชการแม้แต่ผู้ปกครองอย่างเธอก็ไม่สามารถอยู่ฟังได้
"ั้แ่วันนี้เป็ต้นไปพวกเธอจะกลายเป็ลูกบุญธรรมของฉัน ระหว่างนี้ทุกคนต้องไปอาศัยอยู่ที่คอนโดในเมืองเพื่อเก็บตัวฝึกฝนที่กองทัพ ขณะเดียวกันก็จะได้เรียนมหาวิทยาลัยตามที่ตกลงกันไว้เื่ของพวกเธอจะมีแค่ฉันและคนสนิทอีกสองสามคนเท่านั้นที่รู้ ค่าใช้จ่ายทุกอย่างจะถูกโอนเข้าบัญชีทุกเดือนแต่มีข้อแม้เพียงอย่างเดียวคือเื่ที่เรากำลังทำอยู่จะต้องเก็บเป็ความลับสุดยอดห้ามให้ใครรู้เด็ดขาดแม้แต่ครูจันทร์หอมเองก็ด้วย ไม่อย่างนั้นบ้านเด็กกำพร้าแห่งนี้จะตกเป็เป้าหมายของผู้ไม่หวังดีหลายๆคน"
ทุกคนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากไม่นึกเลยว่าสิ่งที่พวกเรากำลังจะทำมันยิ่งใหญ่ขนาดนี้ แต่ในเมื่อตอบตกลงรับข้อเสนอมาแล้วมีแต่ต้องทำ และจะต้องสำเร็จเท่านั้นเพราะมันไม่ได้ขึ้นอยู่ที่อนาคตของพวกเราเพียงอย่างเดียวแต่ยังมีความปลอดภัยของบ้านเด็กกำพร้าแสงจันทร์แห่งนี้ด้วย
"พรุ่งนี้ฉันจะให้คนมารับเตรียมเก็บของและเตรียมใจให้ดี จงจำขึ้นใจว่าสิ่งที่พวกนายทำมันจะเป็ประโยชน์ต่อคนในชาติมากอย่าเสียใจที่เลือกเดินทางนี้เกิดเป็ลูกผู้ชายต้องจะต้องรู้จักเสียสละ"
"ครับ!"
ปัจจุบัน
"เฮ้ยไอ้ธารตื่นได้แล้ว วันนี้แกต้องออกไปที่แท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลไม่ใช่เหรอสายแล้วนะเว้ย"พสุธาเดินเข้ามาในห้องพักของสืบสินธ์ุโดยพละการ เขาไม่รอช้ารีบวิ่งไปดึงผ้าห่มของอีกฝ่ายทิ้งไปอย่างไม่ใยดีก่อนจะดึงแขนเพื่อนรักให้ลุกขึ้นจากที่นอนให้ได้
"ขออีก5นาทีได้ไหมวะ ฉันพึ่งจะได้นอนตอนตี4เองนะ"
"ไม่ได้เดี๋ยวก็ไปไม่ทันเรือหรอกเร็วๆลุกอาบน้ำ"
"ฉันเป็วิศวกรนะไม่ใช่ควายถึกเหมือนแกกับไอ้เพลิงที่ซ้อมทั้งวันทั้งคืนก็ไม่สะทกสะท้าน ขอพักบ้างไม่ได้เหรอเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว"
"ได้สิแต่แกต้องไปคุยกับท่านพลเอกเองแต่ตอนนี้รีบลุกก่อน"
"โชคดีของไอ้เธียรที่เมื่อคืนมันเข้าเวรไม่งั้นต้องมาเจ็บตัวแบบฉันแน่ๆ"
"แกไม่ต้องมาเปลี่ยนเื่ไปอาบน้ำ"
"ชิ!สรุปว่าแกเป็แม่รึเป็เพื่อนฉันกันแน่วะ"
"ถ้าแกอยากให้เป็แม่ฉันก็จะเป็ให้"
"ไม่เอาอะ แม่ที่ไหนมีกล้ามเป็มัดๆแบบนี้เดินด้วยกันเดี๋ยวโดนหาว่าเป็คู่เกย์พอดี"
"แบบนั้นก็ดีน่ะสิจะได้ไม่ต้องปิดบังอีกต่อไป จริงไหมธารลี่"พสุธาะโไปนั่งตักของสืบสินธ์ุอย่างรวดเร็ว พยายามใช้เสน่ห์ของชายชาตรีออดอ้อนเขา แต่หารู้ไม่ว่าอีกคนแทบจะอ้วกน้ำย่อยออกมาหมดแล้ว
"ไอ้คชาแกออกไปเดี๋ยวนี้นะ ธารลงธารลี่อะไรไม่รู้จักเว้ย"
"แหมๆทีนี้ล่ะมาทำเขิน ทีเมื่อคืนล่ะร้องโอดโอยเชียวนะ"
"ก็แกเอาไม้ฟาดหลังฉันจะไม่ให้ร้องได้ไงเล่า คนนะไม่ใช่มนุษย์เหล็กที่พอโดนไม้แข็งๆฟาดแล้วจะยืนนิ่งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้"
"จะเรียกว่าฟาดก็ไม่ถูกเมื่อคืนตอนซ้อมแกดันยืนหลับเองนี่หว่า"
"ก็มันง่วงนี่พอขึ้นจากทะเลฉันก็ต้องมาซ้อมอีก ตอนแกกับไอ้เพลิงต่อยกันเนื้อกระทบเนื้อไม่เจ็บบ้างเหรอวะ"
"ไอ้เพลิงมันฝึกทหารหนักกว่านี้เยอะส่วนฉันก็ต้องต่อสู้กับพวกลักลอบตัดไม้เป็ประจำอยู่แล้ว แค่นี้จิ๊บๆ"
"เหอะฉันไม่จิ๊บกับแกหรอก ลุกได้แล้วจะไปอาบน้ำ"
"เออๆแล้วรีบตามมาล่ะเดี๋ยวข้าวต้มเย็นหมด"สืบสินธ์ุพยักหน้ารับทั้งคู่จึงต่างคนต่างไปทำหน้าที่ของตัวเองเหมือนทุกวัน ั้แ่ออกจากบ้านเด็กกำพร้าแสงจันทร์เมื่อ6ปีก่อนพวกเขาก็เติบโตและได้ทำงานแบบปกติทั่วไป ว่างๆก็กลับไปเยี่ยมครูจันทร์หอมและป้าศรีบ้างส่วนตอนกลางคืนก็ต้องมาซ้อมต่อสู้และใช้อาวุธเผื่อเกิดกรณีร้ายแรงขึ้นจะได้มีวิชาติดตัว
"นั่นอะไรวะไอ้เวหาเพชรพลอยที่แกขุดได้เหรอ ดูท่าแล้วคงจะแพงน่าดูเอาไปขายคงได้หลายตัง"ชนาธิปเดินถือกาแฟแก้วใหญ่มาหาทิพากรที่กำลังนั่งทำหน้านิ่งคิ้วขมวดมองรูปภาพของอัญมณีซ้ำไปซ้ำมา เหมือนกำลังท่องคาถาให้ของมีค่าเ่าั้ทะลุออกมาจากภาพให้ได้
"มันไม่ใช่ที่ฉันขุดได้ และก็ไม่สมควรที่จะเอาออกมา"
"ยิ่งพูดยิ่งงงวะ"
"ทับทิมสีชาติอันนี้มันเคยตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์อัญมณีแห่งชาติ แต่เมื่อสามวันก่อนมีรายงานว่าถูกประมูลไปโดยเศรษฐีชาวอังกฤษ"
"แล้วมันแปลกยังไงวะทับทิมที่เหมือนกันก็มีตั้งหลายก้อน บางทีอาจจะพึ่งถูกขุดพบอีกก็ได้"
"ถ้าพบง่ายขนาดนั้นคงจะซื้อขายเหมือนผักปลาไปแล้ว อีกอย่างทับทิมสีชาติมีแค่ที่ประเทศไทยถ้ามีการขุดพบกรมธรณีวิทยาต้องรู้เื่แต่กลับไม่มีรายงานเข้ามาเลย"
"เป็ไปได้ไหมว่าประเทศอื่นก็พึ่งขุดเจอ"
"ถึงจะมีการขุดพบจริงๆแต่ไม่มีทางที่ความโปรงใสและคุณสมบัติจะเหมือนกันขนาดนี้ แค่เห็นภาพถ่ายก็รู้แล้วว่ามันคืออันเดียวกัน"
"แกกำลังจะบอกฉันว่ามีคนลักลอบนำอัญมณีออกจากพิพิธภัณฑ์ไปขายเหรอวะ"
"ฉันก็ไม่แน่ใจ แต่ยื่นเื่ขอเข้าชมอัญมณีที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติแล้วหลายครั้งแต่ถูกปฏิเสธมาตลอดแกว่ามันไม่แปลกเหรอวะถ้าไม่มีอะไรต้องให้เราเข้าไปสิ อีกอย่างอัญมณีที่คุ้นหน้าคุ้นตาก็เริ่มถูกประมูลในต่างประเทศขึ้นเรื่อยๆที่กรมเองก็กำลังเร่งประสานงานอยู่"
"แกคิดถูกแล้วเพื่อนมันต้องมีอะไรในก่อไผ่แน่ๆ"พสุธาที่เสร็จหน้าที่ปลุกคนขี้เซาก็เดินมาร่วมวงสนทนาด้วย
"อีกอย่างในป่าก็มีความเคลื่อนไหวแปลกๆมีชาวบ้านเห็นกลุ่มชุมนุมไม่ทราบชื่อตามตะเข็บชายแดนอยู่บ่อยๆ แต่พอพวกฉันเข้าไปก็ไม่เห็นใครแต่ยังหลงเหลือหลักฐานว่าเคยมีคนมาตั้งแคมป์อยู่จริงๆ"
"ชักจะมีเบื้องลึกเื้ัแล้ววะหากเป็อย่างที่พวกแกคิดจริงๆไอ้เวหาภารกิจต่อไปอาจจะเป็แกก็ได้"
"พวกลักลอบขายสมบัติของชาติอย่างผิดกฎหมายมันน่าจับมาขังลืมซะให้เข็ด"
"น้อยๆหน่อยไอ้คชา ระหว่างนี้แกก็ช่วยเป็หูเป็ตาให้ไอ้เวหามันด้วย"
"แน่นอนครับเพลิงเพื่อนรัก ช่วยเพื่อนก็เหมือนช่วยชาติแกไม่ต้องห่วงฝั่งชายแดนฉันเคลียร์เอง"
"ขอบใจมาก"จากเด็กกำพร้าจากบ้านแสงจันทร์บัดนี้ค่อยๆเติบโตเป็ผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จและทำเพื่อสังคมทั้งกายและใจ แม้ว่าการใช้ชีวิตในแต่ละวันของพวกเขาจะไม่ง่ายแต่ก็ยังดีที่ได้พยายามและที่สำคัญทุกคนมีความรักความสามัคคีฝ่าฝันอุปสรรคต่างๆมาจนทำตามความฝันได้สำเร็จ