สายลมยามราตรีพัดหวีดหวิวผ่านร่างของชายหนุ่มที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง เงาร่างสีดำทาบทับไปกับความมืดมิดของตรอกซอกซอยและเงาตึกระฟ้า กวินทร์อุ้มลูกสาวแนบอกแน่น สองเท้าของเขาแตะััพื้นเพียงแ่เบา แต่ส่งร่างพุ่งทะยานไปข้างหน้าราวกับลูกธนูที่หลุดจากคันศร
ทันทีที่พ้นรัศมีเซ็นเซอร์ตรวจจับของคฤหาสน์อัคคีพ่าย กวินทร์ก็ไม่จำเป็ต้องซ่อนเร้นกายอีกต่อไป เขาเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหวจาก "ย่างก้าวจิ้งจอก" ที่เน้นความเงียบเชียบ มาเป็ "ท่าเท้าเหยียบเมฆา" ซึ่งเป็วิชาตัวเบาขั้นสูงที่เน้นความรวดเร็วและการทรงตัวบนที่สูง
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
รองเท้าแตะเก่าๆ ของกวินทร์เหยียบลงบนคอมเพรสเซอร์แอร์ที่ยื่นออกมาจากผนังตึก ดีดตัวซิกแซกขึ้นไปตามแนวดิ่งของอาคารพาณิชย์สูง 20 ชั้น ร่างกายของเขาฝืนกฎแรงโน้มถ่วงอย่างน่าอัศจรรย์ ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวลื่นไหลและต่อเนื่องราวกับสายน้ำที่ไหลย้อนกลับขึ้นสู่ฟ้า
เมื่อถึงยอดตึก กวินทร์สูดลมหายใจเข้าลึก ปรับกระแสลมปราณคุ้มกายให้หนาแน่นขึ้นเล็กน้อยเพื่อกันแรงลมปะทะที่อาจทำให้ลูกสาวตื่น เขาหยุดยืนที่ขอบดาดฟ้าเพียงเสี้ยววินาที ดวงตาคมกริบกวาดมองเส้นทางข้างหน้า
เบื้องหน้าคือ "มหานครดารา โซนเอ" ในยามค่ำคืนที่สว่างไสวยิ่งกว่ากลางวัน
ป่าคอนกรีตที่ประดับประดาด้วยแสงไฟนีออนหลากสีสันแผ่ขยายออกไปสุดลูกหูลูกตา ทางด่วนลอยฟ้าที่พาดผ่านระหว่างตึกสูงมีรถยนต์พลังงานมานาวิ่งกันขวักไขว่กลายเป็เส้นแสงสีแดงและขาวที่ลากยาวต่อเนื่อง โฮโลแกรมโฆษณาขนาดั์รูปร่างวาฬสีน้ำเงินแหวกว่ายอยู่กลางอากาศเหนือย่านการค้า ส่งเสียงร้องเพลงคลอเบาๆ ไปทั่วเมือง
"สวยแต่รูป จูบไม่หอม"
กวินทร์พึมพำวิจารณ์ความศิวิไลซ์จอมปลอมนี้เบาๆ ในสายตาของเขา แสงสีพวกนี้เป็เพียงภาพลวงตาที่ปกปิดความเน่าเฟะของมลพิษทางิญญาเท่านั้น
เขาออกตัววิ่งอีกครั้ง คราวนี้เขาะโข้ามจากดาดฟ้าตึกหนึ่งไปยังอีกตึกหนึ่ง ระยะห่างระหว่างตึกบาง่กว้างถึงสิบเมตร แต่กวินทร์ะโข้ามมันไปได้อย่างง่ายดายราวกับเดินข้ามร่องน้ำ เขาอาศัยแรงลมและมุมองศาของตึกช่วยส่งตัว ร่างของเขาลอยละลิ่วอยู่กลางอากาศโดยมีฉากหลังเป็ดวงจันทร์กลมโตและแสงไฟเมืองหลวง
ในอ้อมอกอันอบอุ่นที่แนบชิดกับจังหวะการเต้นของหัวใจผู้เป็พ่อ น้องอันดาเริ่มรู้สึกตัวตื่นจากการหลับใหล แรงสั่นะเืเบาๆ จากการเคลื่อนไหวและเสียงลมที่พัดผ่านหูทำให้เด็กน้อยค่อยๆ ปรือตาขึ้น
ภาพแรกที่ปรากฏในครรลองสายตาของเด็กหญิง ไม่ใช่เพดานห้องนอนสีชมพู และไม่ใช่มุ้งกระโจมเ้าหญิง แต่เป็ท้องฟ้าสีกำมะหยี่ที่ประดับด้วยดวงดาวระยิบระยับ และแสงไฟวิบวับที่เคลื่อนที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
"อือ คุณพ่อคะ"
เสียงเล็กๆ ดังอู้อี้อยู่ใต้ผ้าคลุม
กวินทร์ได้ยินเสียงลูกสาวก็ลดความเร็วลงเล็กน้อย แต่ไม่ได้หยุดวิ่ง เขาใช้มือข้างหนึ่งประคองศีรษะลูก แล้วแหวกผ้าคลุมออกเล็กน้อยเพื่อให้เธอหายใจสะดวกขึ้น และได้มองเห็นโลกภายนอก
"ตื่นแล้วเหรอครับคนเก่ง" กวินทร์ถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ท่ามกลางเสียงลมที่หวีดหวิว "ขอโทษนะที่ทำให้หนูตื่น พ่อซิ่งแรงไปหน่อย"
อันดาขยี้ตาด้วยมือน้อยๆ ที่สวมถุงมือไหมพรม เธอมองไปรอบๆ ด้วยความงุนงง ก่อนที่ดวงตากลมโตจะเบิกกว้างขึ้นเมื่อสมองเริ่มประมวลผลสิ่งที่เห็น
เธอกำลังลอยอยู่!
เธอมองลงไปเห็นรถยนต์คันเล็กๆ เหมือนของเล่นวิ่งอยู่ไกลลิบๆ ที่พื้นดิน มองเห็นยอดตึกระฟ้าที่ปกติเธอต้องแหงนหน้ามองจนคอตั้งบ่า แต่ตอนนี้เธอกำลังมองมันในระดับสายตา หรือบางตึกก็อยู่ต่ำกว่าเธอด้วยซ้ำ
"ว้าว"
เด็กน้อยอุทานออกมาเสียงดัง ลืมความง่วงงุนไปจนหมดสิ้น
"คุณพ่อขา! เราอยู่บนฟ้า! เรากำลังบินอยู่เหรอคะ!"
กวินทร์ยิ้มกว้างเมื่อเห็นปฏิกิริยาของลูก แทนที่จะร้องไห้จ้าเพราะความกลัวความสูงเหมือนเด็กทั่วไป อันดากลับฉายแววตาตื่นเต้นและสนุกสนานออกมา สมแล้วที่เป็สายเืของจักรพรรดิเซียน ความกล้าหาญนี้คงอยู่ในดีเอ็นเอ
"ใช่ครับ เรากำลังบิน"
กวินทร์ตอบรับ พลางะโถีบตัวจากยอดตึกสำนักงานใหญ่ของธนาคาร ร่างของทั้งคู่พุ่งทะยานข้ามถนนแปดเลนที่อยู่เบื้องล่าง ลอยค้างอยู่กลางอากาศนานเกือบห้าวินาทีก่อนจะร่อนลงสู่ดาดฟ้าโรงแรมฝั่งตรงข้าม
"วู้วววว!"
อันดาร้องเสียงหลงด้วยความชอบใจ เธอกอดคอพ่อแน่น แต่ตายังจ้องมองวิวด้านล่างตาไม่กะพริบ
"เหมือนซูเปอร์แมนเลย! คุณพ่อเป็ซูเปอร์แมน! สูงจังเลยค่ะ รถคันนิดเดียวเอง!"
"เกาะแน่นๆ นะลูก พ่อจะเร่งเครื่องแล้ว!"
กวินทร์นึกสนุก เขาอยากมอบประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงให้กับลูกสาวที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมมาตลอดชีวิต เขาเร่งเร้าลมปราณไปยังฝ่าเท้า เพิ่มความเร็วขึ้นอีกระดับ
เงาร่างของพ่อลูกเคลื่อนที่ผ่านป่าคอนกรีตด้วยความเร็วประดุจภูตพราย กวินทร์วิ่งไต่ไปตามสายเคเบิลสะพานแขวน สไลด์ตัวลงมาตามราวกระจกของตึกระฟ้า แล้วดีดตัวกลับขึ้นไปบนเสาส่งสัญญาณมานา
ทุกการเคลื่อนไหวของเขาเต็มไปด้วยความอิสระและทรงพลัง อันดาหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข ลมเย็นๆ ที่ปะทะใบหน้า (ซึ่งถูกกรองความแรงด้วยปราณของกวินทร์จนเหลือเพียงสายลมเอื่อยๆ) ทำให้เธอรู้สึกสดชื่นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
"คุณพ่อคะ! นั่นดวงจันทร์! เราจะไปดวงจันทร์กันเหรอคะ!" อันดาชี้มือไปที่ดวงจันทร์เต็มดวงที่ดูเหมือนจะอยู่ใกล้แค่เอื้อม
"วันนี้คงยังไปไม่ถึงครับ" กวินทร์หัวเราะในลำคอ "แต่วันข้างหน้า ถ้าหนูอยากไป พ่อจะพาหนูเหาะไปเก็บดวงจันทร์มาทำเป็โคมไฟหัวเตียงให้หนูเอง"
"เย้! รักคุณพ่อที่สุดในโลกเลย!"
เด็กน้อยซุกหน้าลงกับอกพ่อดมกลิ่นกายที่ผสมปนเปกันระหว่างกลิ่นเหงื่อและกลิ่นสมุนไพรจางๆ มันเป็กลิ่นที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยที่สุดในจักรวาล
กวินทร์วิ่งผ่านเขตใจกลางเมือง (Zone A) เข้าสู่เขตที่พักอาศัยหนาแน่น (Zone B) และเริ่มเข้าสู่เขตชานเมือง (Zone C) ตามลำดับ
บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป แสงไฟนีออนที่เคยสว่างไสวเริ่มลดน้อยลง ตึกระฟ้าสูงเสียดฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็ตึกแถวและอาคารพาณิชย์เก่าๆ ถนนหนทางเริ่มขรุขระและสกปรกมากขึ้น ความเจริญรุ่งเรืองค่อยๆ จางหายไปตามระยะทางที่ห่างออกจากศูนย์กลาง
อันดาเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง เธอเงียบเสียงลงเล็กน้อย มองดูทิวทัศน์ที่เริ่มมืดมิดและดูน่ากลัวขึ้น
"คุณพ่อคะ ไฟหายไปไหนหมดคะ? ทำไมแถวนี้มืดจัง"
"เรากำลังจะเข้าสู่เขตพิเศษครับลูก" กวินทร์อธิบายเสียงเรียบ "ที่นั่นอาจจะไม่สวยงามเหมือนในเมือง แต่มันมีสิ่งที่วิเศษกว่าแสงไฟพวกนั้นซ่อนอยู่"
"วิเศษกว่าเหรอคะ?"
"ใช่ครับ มันคือธรรมชาติ"
กวินทร์พาลูกสาวมาหยุดอยู่ที่ชายขอบของ "กำแพงกั้นเขต"
นี่คือกำแพงคอนกรีตสูงใหญ่ที่รัฐบาลสร้างขึ้นเพื่อแบ่งแยกชนชั้นอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งคือเมือง์ที่เจริญรุ่งเรือง อีกด้านหนึ่งคือแดนสนธยาที่ถูกลืมเลือน มีป้ายเตือนขนาดใหญ่ติดไว้ว่า [เขตอันตราย: Zone F - ห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาต]
กลิ่นเหม็นเน่าของขยะและน้ำเสียโชยมาตามลม เตะจมูกจนอันดาต้องย่นจมูกเล็กน้อย
"เหม็นจัง"
"ทนหน่อยนะลูก แค่แป๊บเดียว"
กวินทร์กระชับอ้อมกอด เขาไม่ได้ลังเลที่จะข้ามเส้นแบ่งเขตแดนนี้ เขาดีดตัวะโข้ามกำแพงกั้นเขตที่เต็มไปด้วยลวดหนามสนิมเขรอะ ร่างของเขาลอยผ่านเส้นแบ่งระหว่าง '์จอมปลอม' และ 'นรกที่แท้จริง'
ทันทีที่เท้าััพื้นดินของ Zone F หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า "เมืองที่ 8" (เมืองสลัม) ความรู้สึกหนักอึ้งของบรรยากาศก็ถาโถมเข้ามา
ที่นี่ไม่มีถนนลาดยาง มีแต่ทางเดินดินโคลนที่เฉอะแฉะ ไม่มีตึกระฟ้า มีแต่บ้านเรือนที่สร้างจากสังกะสี เศษไม้ และแผ่นพลาสติกที่วางทับซ้อนกันอย่างไม่เป็ระเบียบจนดูเหมือนรังปลวกขนาดั์ สายไฟระโยงระยางพันกันยุ่งเหยิงเหมือนใยแมงมุมอยู่เหนือหัว ขยะกองโตถูกทิ้งเกลื่อนกราดทุกมุมถนน ส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวลไปทั่ว
เสียงสุนัขจรจัดเห่าหอนรับกันเป็ทอดๆ เสียงคนเมาทะเลาะกันดังแว่วมาจากซอกตึก และเสียงร้องไห้ของเด็กทารกดังระงมแข่งกับเสียงหนูวิ่งพล่าน
สำหรับคนทั่วไป ที่นี่คือฝันร้าย คือแหล่งเสื่อมโทรมที่เป็ตราบาปของมหานครดารา
แต่อันดากลับไม่ได้รู้สึกกลัวอย่างที่คิด อาจเป็เพราะเธออยู่ในอ้อมกอดของพ่อ หรืออาจเป็เพราะสัญชาตญาณลึกๆ ของเธอกำลังตอบรับกับบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในความสกปรกนี้
กวินทร์พาลูกสาวะโขึ้นไปยืนบนยอดกองขยะูเาขนาดั์ที่เป็จุดที่สูงที่สุดในย่านนี้ เขาวางลูกลงให้ยืนบนพื้นที่เขาใช้เท้ากวาดเคลียร์เศษขยะออกจนเรียบ
ลมที่พัดผ่านที่นี่ไม่ได้เย็นสบายเหมือนบนยอดตึกในเมือง แต่มันเป็ลมร้อนชื้นที่เจือกลิ่นดินและกลิ่นหมักหมม แต่ทว่า
"สูดหายใจลึกๆ สิลูก"
กวินทร์บอกลูกสาว พลางสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่
"ฟู้ดดดด"
น่าแปลก ทั้งที่มีแต่กลิ่นเหม็น แต่เมื่อกวินทร์สูดลมหายใจเข้าไป เขากลับรู้สึกเหมือนได้ดื่มน้ำทิพย์ชโลมใจ กระแสลมปราณที่มองไม่เห็นไหลพรั่งพรูขึ้นมาจากใต้พื้นดิน แทรกซึมผ่านกองขยะ ผ่านรองเท้า เข้าสู่ร่างกายของเขา มันคือพลังงานดิบที่บริสุทธิ์ เข้มข้น และทรงพลังอย่างมหาศาล
มันคือลมหายใจของัที่ถูกกักขังมานานนับร้อยปี!
อันดาทำตามพ่อ เธอลองสูดหายใจเข้าลึกๆ ตอนแรกเธอทำหน้าหยีเพราะกลิ่นเหม็น แต่สักพักดวงตาของเธอก็เบิกโพลง เธอรู้สึกถึงความอุ่นวาบที่ไหลแล่นเข้ามาในอก ความอัดอั้นและความหนาวเหน็บที่ตกค้างอยู่ในร่างกายถูกชะล้างออกไปทีละน้อย
"คุณพ่อคะ หนูรู้สึก สบายตัวจังเลย" อันดาพูดด้วยความประหลาดใจ "เหมือนตอนพ่อกอดหนูเลยค่ะ"
"ใช่ไหมล่ะ"
กวินทร์ยิ้มกว้าง แววตาของเขาเป็ประกายวาวโรจน์ท่ามกลางความมืดมิดของสลัม เขามองออกไปรอบๆ มองทะลุเปลือกนอกที่เน่าเฟะ เห็นเส้นสายธารสีทองอร่ามที่ไหลเวียนอยู่ใต้เท้าของพวกเขาราวกับเส้นเืใหญ่ของโลก
คนโง่เขลามองเห็นแต่ขยะ แต่ราชันย์เซียนมองเห็นทองคำ
เขากางแขนออกกว้าง ราวกับจะโอบกอดความเสื่อมโทรมเบื้องหน้าไว้ด้วยความรักใคร่
"คนพวกนั้นเรียกที่นี่ว่านรก แต่สำหรับพวกเรา"
กวินทร์สูดหายใจลึกอีกครั้ง เพื่อซึมซับพลังงานอันมหาศาลที่กำลังรอการปลดปล่อย
"ที่นี่แหละ ์บนดิน"