ไม่กี่ครั้งในรอบปีที่เจ้านายจะอารมณ์เสียแบบหมีกินผึ้งเข้าบริษัท อีกทั้งมาถึงออฟฟิศเลทไปตั้ง 2 ชั่วโมงเต็ม
คนในออฟฟิศกระซิบกระซาบ เดากันต่างๆ นานา ว่าคงไม่พันปัญหาของผัวเมีย
คนจากภายนอกเปิดประตูเข้ามาแขนมีเนื้อมีหนังยกขึ้นกอดอกขณะปรายตามองลูกชายสลับกับนาฬิการาคาแพงตรงข้อมือ
“สวัสดีครับแม่” ชายหนุ่มไม่คาดคิดว่ามารดาจะแวะเข้ามาหา มันเหมาะเจาะตรงกับวันที่เขาอารมณ์ไม่ดี แถมเข้าออฟฟิศสายผิดปกติ
“แผลงฤทธิ์หรือมัวแต่กกกันถึงมาสายโด่งขนาดนี้” นางเอ่ยพลางหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้
ชายหนุ่มไม่อยากเล่าปัญหาระหว่างตัวเองกับลูกสะใภ้ที่แม่ไม่ปลื้มให้ฟังจึงถามที่การตอบ “แม่แวะมาทำอะไรแต่เช้าเหรอครับ”
“แวะมาดูว่าแกยังอยู่ดี กี่เดือนแล้วล่ะที่ไม่กลับไปนอนบ้านนอนช่อง คลุกอยู่แต่กับแม่นั่น”
“เธอชื่อบัวครับแม่” ชายหนุ่มเหนื่อยใจ เวลาผ่านไปตั้งนานแม่ของเขายังไม่มีท่าทีว่าจะยอมรับกณิกนันท์ในฐานะสะใภ้สักทีเพียงแค่ไม่ตามจิกกัดเธอมากเท่าช่วงแรกเท่านั้น
“หน้านิ่วคิ้วขมวดมาเชียว โดนฟาดงวดฟาดงามาล่ะสิ”
เขาเดาเลยว่าหากเมื่อใดที่เซ็นใบหย่ากับกณิกนันท์แม่คงนิมนต์พระมาสวดทำบุญให้ออฟฟิศ เผลอๆ อาจแจกอั่งเปาพนักงานเป็นของขวัญกรณีพิเศษเนื่องในโอกาสปัดสะใภ้ไม่ปรารถนาพ้นตระกูล
ภัทรกรปฏิเสธไม่ได้ว่าเขามีปัญหากับภรรยาจริงอย่างที่แม่พูดจึงเลือกไม่ตอบคำถาม
“ถ้ามีปัญหามากก็เลิกกันไปซะ ถ้าไม่กลับไปคืนดีกับหนูมุกแม่ก็มีลูกสาวของเพื่อนของคู่ค้า โปรไฟล์ดีๆ แนะนำให้แกอีกหลายคน”
เขาจะยังไม่บอกว่าคุณนายศิรินาถกำลังจะได้เป็นคุณย่า นั่นเป็นอีกเหตุที่เขาหย่ากับกณิกนันท์ไม่ได้ จะต้องคงการแต่งงานนี้ไว้เพื่อลูก รอให้เขาตกลงกับหญิงสาวลงตัวแล้วค่อยประกาศข่าวดีให้แม่ทราบ แน่นอนว่าท่านต้องตกใจปนโมโหจนเบิกตาโตแทบไล่เขาออกไปให้พ้นหน้าในเสี้ยวนาทีนั้น แต่ชายหนุ่มก็เชื่ออีกเช่นกันว่าหลังจากเห็นหน้าหลานนางก็แทบจะวางเงินทองข้าวของใส่พานรับขวัญกลับลำอยากรับไปเลี้ยงเองไม่ทันเลยทีเดียว
วันนี้กณิกนันท์ไม่มีเรียนเขาทั้งห่วงทั้งกลัวใจเกรงว่าหญิงสาวจะตัดสินใจไปทำเรื่องบ้าๆ ที่คลินิกจากแหล่งข้อมูลที่ค้นไว้บนแล็ปท็อป
“เป็นอะไรของแกดูกระวนกระวายใจ” มารดาเอ่ยถามอย่างจับสังเกต
“ผมขอตัวเดี๋ยวนะครับ”
เขาอดไม่ได้ที่จะโทรหาหญิงสาว เป็นห่วงทั้งเธอเป็นห่วงทั้งลูก ยังโกรธอยู่ก็จริงแต่ความเป็นห่วงมีมากกว่า
ภัทรกรรอสายอย่างร้อนรนใจ พฤติกรรมของเขาอยู่ในสายตาของมารดาตลอดเวลาระหว่างรอสาย
[ค่ะคุณภรีม]
นานทีเดียวกว่าจะรับ เสียงยังเครือเล็กน้อยด้วย
“คุณอยู่ที่ไหน” เขาห้ามตัวเองไม่ให้ทำเสียงดุดันเกินเหตุแต่ก็ควบคุมยากเพราะยังโมโหคนปลายสายอยู่ หากไม่ติดว่าตอนบ่ายเขามีพิชชิ่งงานสำคัญเขาจะอยู่เคลียร์จัดการปัญหากับเธอให้รู้ดำรู้ดีกันไปข้าง
ตอนบ่ายจะมีสมาธิฟังพรีเซนต์งานหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่น้อยเขายังมีมือขวาที่ไว้ใจได้ให้ช่วยทำแทนไปก่อนระหว่างตัวเองกำลังขบคิดว่าจะโน้มน้าวภรรยาอย่างไรดีให้เธอเก็บลูกของเขาไว้
[บัวกำลังออกไปบ้านใบตองค่ะ]
กำลังจะไปหาน้องสาวแต่เธอพูดจริงหรือโกหกเขาชักไม่แน่ใจ ตอนเชื่อก็เชื่ออย่างสนิทใจแต่เมื่อความรู้สึกนั้นถูกทำลายก็ยากจะฟื้นคืนได้เหมือนกัน
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ จะไปที่ไหนต่อ”
[ไม่ไปค่ะจะอยู่กับใบตองกับหลานจนบ่ายแล้วค่อยกลับบ้าน]
ชายหนุ่มโล่งใจขึ้นอีกนิดแต่ไม่ไว้ใจเสียทีเดียว “ผมจะแน่ใจได้ยังไงว่าคุณจะไม่ไปที่อื่น”
[คุณคิดว่าบัวจะไปที่ไหนคะ]
เขายืดหลังตรง “คิดว่าคุณจะแวะไปทำแท้ง”
[คุณไม่เชื่อใจบัวขนาดนั้นเลยเหรอ] หญิงสาวตัดพ้อตามสาย
“เคยเชื่อ”