
บันทึกรัก บันทึกลับ
เื่ที่ 5 หนุ่มบ้านนา
ตอนที่ 1.นอนเฝ้าควาย
ย้อนไปกว่าครึ่งศตวรรษ ณจังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือ ในตอนนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ถนนหนทางก็ลำบากไม่ได้เป็คอนกรีตลาดยางเช่นตอนนี้การเดินทางแค่ข้ามตำบลต้องใช้เวลาเป็วันเพราะต้องเดินเท้าหากบ้านไหนมีฐานะหน่อยก็จะใช้ควายเทียมเกวียนร่นเวลามาหน่อย แต่ก็ยังใช้เวลาค่อนข้างมากอยู่เช่นเคยสัตว์สองเขาจึงนับเป็สมบัติอันล้ำค่าของเ้าของบางครอบครัวขายข้าวเปลือกได้ไม่กี่สิบกี่ร้อยก็ตัดใจลงทุนซื้อควายมาเลี้ยงเพื่อแบ่งเบาภาระ ทั้งการไถนาขนของหนักและเดินทางไปโน่นมานี่
ในชนบทที่ห่างไกลเช่นตอนนั้นหากไม่ใช่แหล่งชุมชนที่มีบ้านเรือนปลูกอยู่พอให้เห็นหลังคาล่ะก็รอบๆอาณาบริเวณก็เป็ป่าเขา ลำนำแมกไม้ครึ้มหนาชวนให้วังเวงแม้ยามกลางวันคนยามนั้นจึงต้องรีบตื่นเช้ามาใช้ชีวิตและปิดบ้านกันแต่หัวค่ำส่งผลให้มีลูกหัวปีท้ายปีแทบทุกหลังคาเรือน ่กลางคืนมืดมิดไร้สรรพเสียงจึงมีโจรออกมาปล้นหรือลักทรัพย์ชาวบ้านชุกชุมโดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงที่เป็ดุจทองคำเช่น ฝูงควาย จนเดือดร้อนไปหมดบ้านไหนมีหลายตัวก็ยังพอทำใจ แต่ถ้าบ้านไหนมีแค่ตัวเดียวแล้วโดนโจรลักไปก็เหมือนสิ้นเนื้อประดาตัวเลยก็ว่าได้
เหตุการณ์ลักขโมยมีข่าวลือเล่าอ้างกันมาเป็ทอดๆดังคำว่าปากคนยาวกว่าปากกา มีการแต่งเติมเสริมต่อไปมากมาย บ้างก็ว่าเป็โจรป่ามากันเป็ร้อย บ้างก็ว่าเป็คนมีของ ใช้คุณไสย์นำร่องหรือไม่ก็ใช่ผีสางชาวบ้านตาดำๆที่ไร้การศึกษาก็พากันตื่นกลัวกันยกใหญ่ จะเอาควายเข้าไปนอนในเรือนก็ใช่ทีเพราะตัวมันทั้งใหญ่และหนักบ้านไม้เก่าโทรมมีหวังพังลงมาเป็แน่หากเอาขึ้นไปไว้บนนั้นหลังจากได้ยินข่าวลือและเกิดเื่กับหมู่บ้านข้างเคียงผู้ใหญ่บ้านจึงนัดประชุมเพื่อหาข้อสรุปว่าจะเอาควายของบ้านแต่ละคนมาไว้รวมกันและจัดเวรยามเฝ้าชาวบ้านก็พากันเบาใจนอนหลับเต็มอิ่ม
“แม่งทำไมคืนนี้จะต้องเป็กูกับมึงด้วยวะ” นายมี ชาวนาหนุ่มวัย 20 ที่เพิ่งอกหักมาหมาดๆเพราะสาวคนรักที่ตามเขียนจดหมายไปหาดันไปแต่งงานกับนายมา คู่อริที่ไม่กินเส้นกันมาั้แ่เด็ก
“มึงไม่อยากมาก็กลับไปสิวะ”นายมา เ้าบ่าวที่เพิ่งเข้าหอไปเมื่อเดือนที่แล้วส่งเสียงท้าทายสองคนที่ไม่ถูกกันต้องมานอนเฝ้าควายในคืนนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะน้องชายของตนท้องเสียป่านนี้ก็คงได้นอนกกเมียรักใต้ผ้าห่มอุ่นๆแล้ว
เนื่องจากลานหมู่บ้านนั้นไม่มีที่กว้างพอสำหรับควายหลายสิบตัวเช่นนี้คนหนุ่มเลยช่วยกันล้อมคอกตอกไม้กั้นพื้นที่ท้ายหมู่บ้านที่ต้องข้ามแม่น้ำเส้นหลักที่ดินแปลงใหญ่ทำเลเหมือนจะดี เพราะด้านหลังเป็เขาคนปกติคงไม่เดินอ้อมเขามาเพื่อลักควายและเดินกลับทางเดิมเป็แน่
“มึงพูดเองนะกูไปแน่” นายมีทำท่าจะลุก แต่เสียงหมาหอนทำให้นายมาคู่อริรีบพุ่งมาจับแขนไว้แน่น
“ย่ะ อย่าสิวะกูพูดเล่น” แม้ในใจจะบอกว่าพูดจริง แต่ความกลัวมันมีมากกว่า ถึงแม้คอกควายจะโล่งแต่ใช่ว่าถนนหนทางจะเป็เช่นนั้นต้นไม้ใหญ่แผ่ใบครึ้มปกปิดจนความสว่างของตะเกียงของบ้านเรือนไม่อาจทะลุส่องถึงเสียงสัตว์น้อยใหญ่ร้องระงมชวนหลอนไม่น้อย ในหน้าหนาวยามนี้ยิ่งชวนให้ขนลุกน้ำค้างและหมอกปกคลุมเหมือนม่านที่เอาไว้บดบังสรรพสิ่ง นกกานกแสกนกฮูกและอีกสารพัดที่จะนึกออกก็บินว่อนไปมาแถมส่งเสียงชวนหลอกหลอนยิ่งเสียงหมาหอนมาผสานอีก ต่อให้เป็คนจิตแข็งแค่ไหนก็ไม่รอด
“นึกว่าจะแน่”นายมานั่งลงบนเก้าอี้เตี้ยที่ทำจากไม้ที่คนเหนือเรียกติดปากว่าก้อมเอาไว้นั่งทำงานหรือไม่ก็ผิงไฟเช่นคืนนี้ฟืนไม้ขนาดใหญ่กว่าขาคนติดไฟไล่ความหนาวไปได้บ้าง ปกติแล้วจะต้องมีคนมาเปลี่ยนเวรแต่คืนนี้สองหนุ่มจะต้องยิงยาว เพราะมีคนป่วยไข้หลายคนเพราะโดนไอหนาวหรือไม่ก็โดนยุงกัดบ้างก็บอกว่าเป็ไข้ป่าในยุคสมัยที่สาธารณสุขยังเข้าไม่ถึงเช่นนี้กว่าจะหายก็ใช้เวลากันหลายวัน
สองหนุ่มนั่งผิงไฟมองหน้ากันไปมาคนละฝั่งเหมือนหมาสองตัวที่แยกเขี้ยวใส่กันแต่ก็ไม่มีใครกล้าเริ่มกัดใครก่อนความเงียบ มืดและวังเวงเช่นนี้ควรรักษาคู่หูไว้มากกว่าจะออกแรงชกต่อยกันมันไม่ใช่แค่ความวิเวกของความเป็บ้านนอกเท่านั้นที่ทำให้กลัว ที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือถัดไปอีกไม่ถึงสามร้อยเมตร ทางด้านทิศตะวันตกเป็ป่าช้าของหมู่บ้านที่เพ่งไปก็เห็นแต่ความมืดแค่นี้จินตนาการก็ทำงานอย่างแข็งขันแล้วสองหนุ่มจึงต้องรักษาระยะห่างไว้ไม่ให้ต้องอยู่คนเดียวในค่ำคืนนี้
ด้วยความที่ดึกและน้ำค้างตกเป็หยดจนหัวเปียกสองหนุ่มจึงตัดสินใจเดินไปนอนในกระท่อมเล็กๆที่ปลูกไว้ตรงทางเข้าไร่ฝูงควายเงียบสงบน่าจะหลับไหลเบียดเสียดกันแล้วกองไฟในคอกมีกลุ่มควันพวยพุ่งเพราะไม่มีใครขยับฟืนให้เข้าหาประกายไฟอีกมีแค่กองไฟที่อยู่ใกล้กับกระท่อมเท่านั้นที่ยังปะทุ
แสก แสกแสก....
นกแสกส่งเสียงร้องจนสองหนุ่มผวาแทบะโกอดกันรอมร่อยังดีที่ฉุกคิดได้ว่าไม่ถูกกันอยู่ ด้วยความที่อายุเท่ากัน เห็นกันมาั้แ่เด็กแทนที่จะชอบพอเป็เพื่อน แต่กลับมาแข่งขันกันจนกลายมาเป็ไม่ถูกกันเช่นวันนี้
“มึงจะขยับมาเบียดกูทำไมนักหนาวะ”นายมีบ่นเสียงดังจนควายในคอกส่งเสียงเหมือนใ
“ก็กูหนาว”นายมานอนตัวงอ เสื้อผ้าที่ใส่นอนที่บ้านช่างไม่เหมาะกับที่นี่กระท่อมน้อยที่ผนังทั้งสี่ทำมาจากต้นไผ่ตัดเป็เส้นแล้วเอามาสานทำให้มีรอยโหว่ให้ลมหนาวพัดกรูเข้ามาไม่ขาดสายจึงไม่แปลกที่หลายต่อหลายคนที่มานอนเฝ้าควายจะล้มป่วยตามๆกัน
“หนาวก็ห่มผ้าสิวะจะมาเบียดกูทำไม”
“ผ้าห่มก็บางแค่นี้มันจะช่วยอะไรกูได้วะ” สองหนุ่มถกเถียงกันไม่ลดละแต่สุดท้ายก็ยอมให้เอาผ้าห่มทั้งสองผืนมาซ้อนกันโดยมีร่างหนาๆของทั้งคู่สอดอยู่ข้างใน
“ตัวมึงแม่งโคตรเย็น”
“เชื่อรึยังล่ะว่ากูหนาวจริงๆ”นายมาขยับไปมาเพื่อหาไออุ่น จนลืมตัวไปว่าไม่ถูกกับคนที่นอนหันหลังให้อยู่
“อย่าดิ้นสิวะ”นายมียังไม่หยุดโวยวาย
“มึงอย่าใจแคบสิวะกูหนาว”
“มึงหนาวแล้วทำไมไม่เอาเสื้อกันหนาวหนาๆมาผ้าห่มที่เอามาก็บางยังกะผ้าแพร”
“ก็กูไม่รู้ว่ามันจะหนาวขนาดนี้นี่หว่าปกติกูนอนกับเมียไม่ต้อง...”นายมาเงียบเมื่อนึกขึ้นได้ว่านายมีก็เป็คนหนึ่งที่อกหักจากเมียคนสวยของเขา
“ทำไมคนแบบมึงถึงโชคดีนักวะ”
“คนแบบกูนี่แบบไหนวะ”นายมาถามเหมือนโกรธ
“ก็ไอ้คนไม่เอาไหนการงานก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง ดีที่ว่ามีเงินมีที่นามีควายเยอะ” นายมีตอบแต่เหมือนจะบ่นเื่วาสนาของตนมากกว่าฐานะของครอบครัวนายมาสามารถจ้างคนมานอนเฝ้าแทนก็ได้แต่ก็อย่างที่รู้กันว่าตอนนี้คนป่วยไข้กันเยอะ เลยอับจนหนทางเลี่ยงไม่ได้ครั้นจะให้พ่อมาก็ใช่ที แก่จนผมขาวไปทั้งหัวแล้ว จะให้วิ่งไล่ตามโจรก็คงไม่ทัน
“กูต้องตอบว่าไงวะเนี่ย”
“ช่างเหอะ”นายมีขดตัว ถึงแม้เสื้อผ้าจะหนากว่าแต่ก็ไม่ได้คลายหนาวมากนักหน้าหนาวของภาคเหนือมันกรีดลึกถึงขั้วหัวใจแต่แผ่นหลังอุ่นๆของผู้ชายอีกคนมันก็พอจะช่วยให้อบอุ่นมาได้บ้าง
ท่าทางผู้ชายวัยหนุ่มๆของหมู่บ้านจะพร้อมใจกันป่วยหลังจากผลัดเวรในคืนก่อน สองหนุ่มมีกับมาก็โคจรมาเจอกันอีกครั้งแต่คราวนี้ดูเหมือนดีกรีความไม่ถูกชะตากันจะลดลงเล็กน้อยเพราะไม่มีการพูดจากกระแทกแดกดันกันแล้วมีแค่ความมึนตึงใส่กันนิดๆตามประสาคนมีทิฐิ ทั้งคู่ทะเลาะกันมายาวนานจนไม่รู้แล้วว่าพวกเขาโกรธกันเื่อะไร
“กูว่าเื่ที่มึงแย่งหนังยางกู”นายมาเป็คนตั้งข้อสังเกตสมัยก่อนการเล่นยิงหนังยางเป็กิจกรรมยอดนิยมสำหรับกลุ่มเด็กๆมันเป็หนังยางที่เอาไว้รัดของ หรือถุงใส่ของต่างๆ แต่เด็กๆก็จะเก็บเงินไปซื้อมีขายเป็พวงประมาณ 50 เส้นราคาก็ไม่เกิน 25 สตางค์ใครมีเงินมากหน่อยก็จะซื้อได้เยอะ แล้วก็เอามาแข่งกันแล้วแต่ว่าจะมากหรือน้อย
กติกาของการยิงหนังยางคือจะหาไม้เล็กๆขนาดไม่เกินนิ้วก้อยปักที่พื้นดินเอาหนังยางวางไว้เหมือนให้เหมือนแขวนกับตะปูห้อยตัวลงมาผู้เล่นจะเลือกลงกันว่ากี่เส้นต่อรอบแล้วจะมีหนังยางอันโปรดที่เอาไว้ใช้ยิงนั่นแหละเอามาโยนให้ออกห่างจากจุดยิงใครไกลกว่าได้ยิงก่อน บางวงก็ไม่ได้กำหนดเขตขั้นต่ำว่าจะต้องโยนไปไกลแค่ไหนแต่บางวงก็กำหนดเพื่อไม่ให้คนอื่นโยนใกล้เกินไป เพราะถ้าคนโยนไกลยิงพลาดคนอยู่ใกล้ย่อมมีสิทธิ์มากกว่า
“มึงขี้โกงนี่หว่าขว้างไปแค่ก้าวนึง แถมตอนกูจะยิงมึงก็ทำกูเสียสมาธิ”นายมีเหมือนจะนึกออกถึงเื่ที่ผิดใจกัน แค่หนังยางไม่กี่เส้นก็ตีกันแทบตายแถมยังมีทิฐิลูกผู้ชายไม่มีที่จะยอมเอ่ยขอโทษก่อน
“เื่ขี้ปะติ๋วโคตรๆ”พวกเขาพากันหัวเราะ เหมือนกันว่าเสียดายเวลาเขม่นกันมาตั้งเกือบ 10 ปี
มอออออออออออออ
“เห้ย อะไรวะ”สองหนุ่มผุดออกจากที่นอนเมื่อฝูงควายพากันส่งเสียงดังลั่นความมืดมิดทำให้มองไม่เห็นเท่าไรนัก แม้แสงจากตะเกียงก็ไม่ช่วยให้มองภาพได้ชัดทั้งคู่เลยพากันเดินไปอย่างรีบร้อน ฟางแห้งส่งเสียงกรอบแกรบตามจังหวะถูกย่ำ
“เสียงมาจากไหนวะ”แม้จะมืดมิด แต่ก็ไม่มีคนหรือสัตว์อื่นๆมากร้ำกรายในคอก
“มึงๆ ทางนี้”นายมาเป็คนลากแขนคู่หูไปทางต้นเสียง
“แม่งเอ๊ยจะตกลูกอะไรตอนนี้วะ” น้ำคร่ำของแม่ควายแตกท้องกลมโตใกล้คลอดมาหลายวันก็ไม่ยอมออกลูก ดันมาร้องครวญครางคืนนี้
“ควายใครวะเนี่ย”นายมาส่องไฟดูชื่อเ้าของที่ใช้สีเขียนไว้
“ของลุงกูนี่หว่า”
“ของลุงมึงมึงก็ดูแลไปนะไอ้มา”
“เชี่ยมึงก็ช่วยกูด้วยสิวะ” เมื่อเห็นท่าเหมือนจะโดนทิ้ง นายมาต้องรีบส่งเสียงขอร้องถึงแม้จะรู้ว่านายมีจะเข้าไปที่กระท่อมไม่ไกลมากนักแต่การถูกปล่อยให้อยู่คนเดียวกลางคืนมืดๆวังเวงและใกล้ป่าช้าเช่นนี้คงไม่เป็เื่น่ายินดี
“ทำไมกูต้องช่วยด้วยวะ”
“เออน่ามึงกูขอร้อง มึงอยากได้อะไรเดี๋ยวกูให้” นายมารีบตัดบทสองหนุ่มเลยต้องมาเฝ้าแม่ลูกอ่อนจนมันตกลูกสำเร็จ
“เสื้อผ้าแม่งเปียกไปหมดละ”ยังดีที่พวกเขาถอดเสื้อกันหนาวออก แต่คราบเืน้ำคร่ำก็ติดตามตัวจนเปียกอยู่ดี
“เออเดี๋ยวกูซักให้” นายมาเสนอ “แถมเอารกให้มึงด้วย”
“จริงดิ”รกวัวรกควาย เป็อาหารชั้นยอดของคนเหนือเลยก็ว่าได้ ยิ่งได้สดๆแบบนี้ยิ่งดีใจใหญ่
“เออถอดเสื้อมา” นายมีถอดเสื้อด้วยสภาพหนาวสั่นปล่อยให้เพื่อนคู่อริจ้วงเท้าไปที่แม่น้ำในยามค่ำมืดอย่างไม่ทัดทานถึงแม้จะอยู่ในวัยหนุ่มแน่นแต่อากาศที่หนาวะเืเช่นนี้ก็คงไม่อยากจะทนอยู่เฉยได้