หลังจากอาบน้ำเสร็จเหมยฮวาพบว่ามีเสื้อผ้าชุดใหม่วางอยู่ข้างอ่างน้ำ จึงสวมแทนชุดเก่าที่ใส่มาหลายวัน แล้วเดินออกมาจากม่านผ้าไหม
เสี้ยวอู่ิถึงกับตลึงลาน
ชุดที่นางใส่เป็เสื้อแขนยาวสีฟ้าปนเทา ปักลวดลายดอกไม้บริเวณหน้าอกและชายเสื้อ กระโปรงสีชมพูอ่อน ระบายลูกไม้สีขาวนวล รองเท้าปักลวดลายรับกับเสื้อ เป็ชุดที่สตรีนอกวังมิมีโอกาสได้สวมใส่
ชุดงดงามเท่าใด คนงดงามยิ่งกว่า
เหมยฮวามองคนทึ่มที่ยืนจังงังอยู่เบื้องหน้า
“ท่านไปขโมยชุดของนางกำนัลคนใดมา”
เสี้ยวอู้ิแอบคิดในใจ นางช่างรอบรู้นัก
“ผู้น้องอาศัยเส้นสายของท่านกงกงเบิกชุดมาหลายชุด อ้างว่าจะนำมาเป็ตัวอย่างในการตัดเย็บ คาดว่ามิเกิดปัญหาใด”
เหมยฮวาต้องมองมันใหม่
ที่นางถามไถ่ เพราะหากมันไปขโมยชุดของผู้อื่น เมื่อเ้าของรู้ว่าชุดหายไป อาจโวยวายขึ้นมาจนทำให้มีผู้สงสัยและเสาะหามาได้ แต่หากมันจัดการด้วยวิธีแยบยล ก็น่าจะไม่มีปัญหาใด
เสี้ยวอู่ิสะบัดพัดดับเทียนลง ห้องอยู่ในความมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์เลือนรางลอดหน้าต่างเข้ามา
มันขยับไปใกล้ๆ นาง แอบสูดดมกลิ่นกายหอมกรุ่นที่ไอน้ำร้อนขับออกมาจากร่างงาม
“ผู้น้องมิได้ตำหนิ แต่พี่สาวอาบน้ำนานไปเล็กน้อย ใกล้เวลาเปลี่ยนเวรยาม เราต้องรีบกลับห้องหอ มิใช่ กลับหอห้องแล้ว”
แม้อยู่ในความมืดมันยังรู้สึกได้ถึงวงค้อน
ขากลับเสี้ยวอู่ิพาเหมยฮวาลัดเลาะไปคนละเส้นทางกับขามา เพื่อหลบเลี่ยงเวรยามที่เริ่มคึกคักขึ้น ทั้งสองเคลื่อนที่ลัดเลาะมาจนใกล้ถึงที่ทำงานของเว่ยกงกง
ฉับพลันเสี้ยวอู่ิก็หยุดฝีเท้าลง
มันแม้เคลื่อนที่ไม่เร็ว แต่ก็ไม่ช้า ชาวยุทธทั่วไปขณะที่ใช้วิชาตัวเบาออก ยากที่จะหยุดลงได้ทันที แต่มันกลับสามารถหยุดอยู่กับที่จนคล้ายลอยตัวอยู่กลางอากาศ
เหมยฮวามิสามารถทำได้
นางพยายามรั้งท่าร่างไว้ แต่แรงเฉื่อยยังผลักนางต่อไปจนชนกับแผ่นหลังของบุรษหนุ่มด้านหน้า
แต่มันกลับไม่เซไปแม้สักน้อย
ความรู้สึกของนางคล้ายกับชนใส่ภูผาหินขนาดใหญ่
ก่อนที่จะทันได้เอ่ยปากด่าทอ เสี้ยวอู้ิจี้พัดออกไปในอากาศว่างเปล่าเบื้องหน้า
ลูกธนูสีดำดอกหนึ่งพุ่งเฉี่ยวปลายพัดแล้วผ่านข้างแก้มนางไปเพียงเล็กน้อย
เป็ธนูที่นางมองไม่เห็นจนกระทั่งพุ่งผ่านนางไป
“ไกว่เช่อเฉียว” นางอุทาน
เสี้ยวอู่ิจับมือนางดึงร่างเข้าไปอยู่เื้ัมัน ก่อนถ่วงตัวลงสู่พื้นอย่างรวดเร็ว
มันทุ่มเทสมาธิและประสาทััทั้งหมดออกทันที
เงียบ
ไม่มีแม้แต่เสียงลม
“ท่านรีบผ่านทางเดินเข้าไปในห้องก่อน ข้าฯจะตามไป”
ว่าแล้วมันก็หันหลังไปหาก่อนจะจับตัวนางหันหน้าไปยังทางเดิน ทาบฝ่ามือกับหลังของนาง ผลักส่งร่างให้ลอยไปตรงโถงซึ่งเชื่อมต่อกับห้องทำงานของเว่ยกงกง
นางหันไปมองเสี้ยวอู่ิที่ยืนอยู่
“รีบไป” มันสำทับ
นางลังเลเล็กน้อยก่อนพุ่งตัวผ่านทางเดินไป
ภายในห้องใต้หลังคามืดสนิท นางมิกล้าจุดโคม พยายามเงี่ยหูฟังเสียงที่เกิดขึ้นด้านนอก
แต่มิได้ยินสิ่งใด
ผ่านไปสักพัก เสียงกุกกักเบา ๆ ดังขึ้น
นางเกร็งลมปราณ
ประตูห้องลับถูกเปิดออกช้า ๆ
ใบหน้าทึ่ม ๆ กลม ๆ โผล่มาจากเงามืดพริบตาเดียวมันก็ใช้วิชาจิ้งจกเลื้อยเข้ามาในห้อง
“มันไปแล้ว”
นางถอนหายใจอย่างโล่งอก ไกว่เช่อเฉียวเป็คู่มือที่ยากจะต่อสู้จากระยะไกล โดยเฉพาะเมื่อไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ใด
เสี้ยวอู่ิถือลูกธนูมาด้วยดอกหนึ่ง
เป็ธนูที่มันไม่เคยพบเห็นมาก่อน
ก้านธนูสีดำเล็กพอกับก้านธูป ยาวเพียงครึ่งหนึ่งของลูกธนูทั่วไป หัวธนูเล็กเรียวตอนปลายมีขนาดเล็กกว่าปลายเข็ม
ธนูดอกนี้ยามยิงออกไปแทบไม่สามารถมองเห็นได้ และแทบไม่มีเสียงแม้เพียงน้อย
เหมยฮวาแม้รู้ว่าไกวเช่อเฉียวเป็จ้าวแห่งธนู แต่ไม่คิดว่าวิชาธนูของมันจะลึกล้ำพิสดารถึงขนาดนี้
ที่สำคัญคือเหตุใดมันสามารถเข้ามาถึงในวังหลวงได้
“ดูท่าเราต้องไปจากที่นี่” นางรำพึงออกมา
เสี้ยวอู่ิใช้ความคิดอย่างหนัก การพานางออกจากวังมิใช่เื่ยาก ไกว่เช่อเฉียวอาจมีเป้าหมายหลักที่พระจักรพรรดินี แต่หากมันแยกจากเหมยฮวาเมื่อใด ไกว่เช่อเฉียวก็อาจลงมือกับนาง
“ข้าฯดูแลตัวเองได้”
เสี้ยวอู่ิมองใบหน้างามละมุน
“เื่นี้ต้องค่อย ๆ คิดอ่าน เบื้องต้นท่านบอกข้าฯก่อนว่ามันมีจุดอ่อนที่ใด”
เหมยฮวาลังเล นางแม้แยกตนจากพรรค เพียงเพราะมิอาจยอมรับพฤติกรรมเลวร้าย แต่ไม่เคยคิดตั้งตัวเป็ศัตรูกับพรรคโดยตรง
ทั้งที่ความจริงพรรคกำหนดโทษตายให้กับนาง
“ข้าฯ มิค่อยเห็นมันลงมือเท่าใด แต่คาดว่าหากเข้าใกล้มันได้อาจพอมีทาง”
“มันไม่เปิดโอกาสให้เข้าใกล้เลย”
วิธีการต่อสู้ของไกว่เช่อเฉียวน่ากลัวตรงที่มันไม่เคยยอมสู้ในรูปแบบที่ตนเสียเปรียบแม้แต่น้อย หากมันยิงธนูสังหารไม่สำเร็จ มันก็จะหลบหนีทันที
“่นี้ท่านซ่อนตัวอยู่ในห้องก่อน อย่าออกไปโดยไม่จำเป็ เื่ข้าวปลาอาหารข้าฯ จะนำมาครั้งละมาก ๆ แต่คงต้องเป็อาหารแห้งที่เก็บได้นาน”
“ท่านระวังตัวด้วย”
เสี้ยวอู่ิแย้มยิ้ม
“พี่สาวมิต้องเป็ห่วง ด้านวิชาหลบหนี เป็ปมเด่นของผู้น้องอย่างยิ่ง”
ว่าแล้วมันก็เลื้อยจากไป
ยามเช้า
หวงซิ่นเดินชมตลาดตะวันออกของฉางอาน
ความจริงมันไม่นิยมเดินตลาดเท่าใด
ั้แ่จำความได้ มันก็ฝึกวิชาและช่วยงานประมุขหวงมาตลอด
ภาพการมุ่งมั่นทำงานหนักของท่านประมุขฝังอยู่ในความทรงจำของมัน จนมองเห็นเป็ภาพของตนเองต้องทำงานให้ได้เช่นนั้นจึงนับว่าเป็การดำรงชีวิตที่คุ้มค่า
ในศิษย์าุโทั้งสี่ มีแต่มันที่ไม่มีบุตรภริยา
ทั้งนี้มิใช้ตระกูลหวงมีข้อห้าม หากจะลาจากสำนักไปสร้างครอบครัวก็สามารถทำได้ หรือจะตบแต่งภริยามีบุตรโดยที่ยังฝึกอยู่ก็มิมีใด เพียงแต่เป็การยากที่จะทำทั้งสองสิ่งไปพร้อมกัน
สำหรับศิษย์าุโนั้น โดยปกติมิต้องฝึกพื้นฐานแล้ว แต่มีหน้าที่ต้องช่วยงานสำคัญของสำนัก จึงย่อมพอมีเวลาสร้างครอบครัวเช่นคนทั่วไป สำหรับ เสวียจง เยวี่ยจง และหวงหลง ล้วนแต่ซื้อบ้านและที่ดินใกล้สำนัก ตบแต่งภริยามีบุตร หาก่ใดพอมีเวลาก็จะกลับไปนอนค้างที่บ้าน
ความเมตตาชุบเลี้ยงของท่านประมุขเหมือนบิดาของพวกมันทั้งหมด
ทั้งชีวิตของหวงซิ่นตั้งใจฝากไว้กับการงานของตระกูลหวง ยามเงียบเหงาก็มีสุราเป็เพื่อนบ้าง
เื่ความรักมิเคยอยู่ในความคิดจริงจัง
แต่ภาพสตรีในชุดแดงวันก่อนไม่อาจลบออกไปได้โดยง่าย
มันแอบมาเดินเตร่ในตลาดของฉางอานมาหลายวันแล้ว แต่ไม่พบนางอีก
หรือนางเป็คนต่างถิ่นที่เดินทางกลับบ้านเกิดแดนไกลไปแล้ว
มันได้แต่ยิ้มเศร้า ๆ
แล้วหันหลังกลับตั้งใจจะไปชวนเสี้ยวอู่ิร่ำสุราแต่หัววัน
หน้าอกสามศอกผึ่งผายของมันก็ชนเข้ากับหน้าอกอวบแน่นของสตรี
สตรีที่สวมชุดแดงรัดตึง มีผ้าบาง ๆ ปิดใบหน้าครึ่งล่าง เปิดเผยดวงตาคมกริบราวมีดโกน
หวงซิ่นยืนนิ่งเหมือนถูกสกัดจุดใบ้และประสาทความเคลื่อนไหวไปพร้อมกัน
หากไป๋เซ่อเชินบังเอิญผ่านมาคงต้องรีบปฏิเสธว่ามิใช่ฝีมือของนาง
“เ้าจะไม่ขอโทษหรือ” เสียงแหบของนางดังขึ้น
หวงซิ่นแตกตื่นพยายามอ้าปาก แต่ถูกนางใช้มือผลักดันจนเซออกไปด้านข้าง ก่อนที่จะเดินบิดสะโพกจากไป
ทิ้งให้ศิษย์าุโสี่ของตระกูลหวงยืนเป็ตอไม้อยู่ในตลาดของฉางอาน
หลังจากถูกจู่โจม เหมยฮวายิ่งพยายามสังเกตสิ่งผิดปกติรอบกาย
หากไกว่เช่อเฉียวรู้ว่านางอยู่ที่ห้องใต้หลังคานี่ มันจะทำเช่นไร
มือธนูอย่างมันจะยอมละทิ้งปมเด่นบุกเข้ามาหานางหรือ
หรือมันจะใช้ธนูเพลิงเผาตึกนี้ก่อน
ธนูของมันร้ายกาจกว่าที่รู้มานัก
นางมองไม่เห็นธนูเมื่อคืนก่อนแม้สักน้อย หากเสี้ยวอู่ิไม่ใช้พัดสกัดไว้ ธนูดอกนั้นก็คงทะลุศีรษะนางไปแล้ว
เหตุใดเสี้ยวอู่ิถึงมองเห็น
มันคงไม่สามารถใช้จมูกดมกลิ่นลูกธนูที่อยู่ ๆ ก็พุ่งมาโดยไร้สุ้มเสียงได้กระมัง
หากมันมองเห็นแม้แต่ธนูเข็มในความมืด แล้วม่านผ้าไหมบาง ๆ จะปิดบังมันได้สักเท่าใด
เ้าผู้นี้รู้จักเอาเปรียบยิ่งนัก
เสียงผู้คนกลุ่มหนึ่งจอแจมาทางที่ทำการของเว่ยกงกง
นางแนบสายตากับรอยต่อของไม้ มองเห็นขุนนางห้าหกคนเดินมาตามทาง
นางจำผู้ที่อยู่ข้างหน้าสุดได้ เพราะมันมาหาเว่ยกงกงบ่อยครั้ง
“เ้ากรมสิงปู้ (กรมตุลาการ) หรือเสนาบดีกรมยุติธรรม”
มันเป็เสนาบดีขั้นสอง นับว่ามีอำนาจมากยิ่ง ด้วยการปกครองของประเทศภายใต้อำนาจของสมเด็จพระจักพรรดินีสามารถแบ่งออกเป็สามฝ่าย หกกรม
สามฝ่ายคือ ราชเลขา ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตรวจสอบ
หกกรมคือ กรมมหาดไทย กรมคลัง กรมพิธีการ กรมกลาโหม กรมโยธา
และกรมตุลาการนี้เองที่มีบทบาทสำคัญในการกำจัดผู้ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับพระจักพรรดินี
ถ้าจำไม่ผิดเสี้ยวอู่ิเคยบอกว่ามันชื่อ “เป่าไฉ” (แปลว่าปกป้องเงินทอง)
เ้ากรมตุลาการผู้นี้ค่อนข้างท้วม เตี้ยกว่านางเล็กน้อย ใบหน้ากลม ตาเรียว จมูกเล็ก หูกาง ยามเดินเหินมิเกรงใจผู้ใด ยกเว้นแต่ตอนเข้าพบเว่ยกงกงที่มันพยายามจะนอบน้อมถ่อมตน
วันนี้มันมาด้วยเหตุใด
จากห้องใต้หลังคามิสามารถเห็นหรือได้ยินสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องทำงานของเว่ยกงกงได้
“เรียนท่านกงกง กรมสิงปู้ได้ข่าวทางลับว่ามีคนร้ายหลบซ่อนตัวอยู่ในวัง มีความจำเป็ต้องระดมกำลังค้นหา”
เว่ยกงกงพยายามอ่านความคิดของบุรุษอ้วนกลมเบื้องหน้า มันแม้ดูคล้ายเป็ข้าราชการโบราณที่ “โง่เขลา” มุ่งแสวงหาตำแหน่งและลาภยศเงินทอง แต่คนโง่คนใดที่จะได้เป็ถึงเ้ากรมตุลาการ
จากผลงานที่ผ่านมา มันมิได้ทึ่มทึบดังที่แสดงออกแม้แต่น้อย
คนผู้นี้เฉลียวฉลาดมากระแวงเกินไปเสียด้วยซ้ำ
“จะเริ่มจากที่ใด”
“น่าจะต้องเป็บริเวณรอบนอกก่อน หากจำเป็ต้องเข้าไปในเขตพระราชฐาน ข้าพเ้าจะยื่นเื่ผ่านทางกงกง”
“ดำเนินการตามที่เห็นสมควร เราต้องตามจับคนร้ายที่พยายามลอบสังหารพระจักพรรดินีมาให้ได้”
เป่าไฉคำนับแล้วล่าถอยออกไป
เว่ยกงกงมองตามหลังค่อม ที่เปลี่ยนเป็เหยียดตรงเมื่อพ้นประตูห้อง
คนผู้นี้ต้องระวัง
เจียเจียตื่นนอนขึ้นมาในยามเหม่า (ประมาณหกโมงเช้า)
หลังการตายของศิษย์ยี่สิบคน นางก็เปลี่ยนแปลงไป
เมื่อก่อนแม้นางห่วงใยคนในสำนัก แต่ก็เป็ไปในรูปแบบที่ผิวเผิน
ที่ผูกพันแท้จริงมีแต่คนในครอบครัวเท่านั้น
บัดนี้ นางทราบแล้วว่า การเป็บุตรีของประมุขพรรค มิใช่จะมีแต่อภิสิทธิ์
แต่ย่อมมีภาระที่ต้องแบกรับด้วย
สิบแปดปีที่ผ่านมา แม้นับเป็ชาวยุทธ แต่นางใช้ชีวิตราวคุณหนูลูกคหบดีใหญ่
หน้าที่หลักคือคอยสร้างความสุขให้แก่บิดามารดา
หน้าที่รองคือคอยก่อกวนกลั่นแกล้งบุรุษหนุ่มในลั่วหยาง
หากบิดามารดาดุด่าว่ากล่าว ศิษย์พี่ เสวียจง เยวี่ยจง มักจะออกรับหน้าให้
หากมีคนนอกมาเอาเื่ ศิษย์พี่ หวงหลง หวงซิ่น จะเข้าปะทะ
แม้จะผ่านด่านของศิษย์พี่มาได้ แต่ต่อหน้าคนนอก บิดามักจะเข้าข้างนางเสมอ
จากนั้นมารดาจึงค่อยอบรมสั่งสอนนางแบบลับ ๆ
นี่นับเป็รูปแบบชีวิตที่สมบูรณ์ในสายตาเด็กสาวเช่นนาง
จนกระทั่งได้พบกับเสี้ยวอูิ
ตอนแรกนางตั้งใจจะก่อกวนมัน เพราะมันใช้กำลังภายในดันม้าลากรถของนางจนเซ
แต่เมื่อได้เข้าใกล้มัน นางััได้ว่า บุรุษผู้นี้มิใช้โง่งมทึ่มทึบดังเปลือกนอก
ท่าทางของมันแม้เรื่อยเฉื่อยปล่อยตัว ไม่สนใจผู้ใด แต่นางรู้ว่ามันเป็บุรุษมากน้ำใจที่สุด
เป็ผู้ที่พร้อมเสี่ยงชีวิตช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ โดยมิประสงค์ลาภยศหรือรางวัลใด ๆ ตอบแทน
นี่เป็คนที่น่าสนใจยิ่งในสายตานาง
แต่ตอนนี้นางจะสนใจมันอย่างเดียวไม่ได้
แม้หวงซิ่นจะปลอดภัยแล้ว แต่เพื่อคนที่ตายไป นางต้องทำตนให้มีประโยชน์ต่อสำนัก
หวงฮูหยินเดินเข้ามาในห้องนอนของธิดา
“เหตุใดตื่นเช้านัก ปกติเ้าต้องหลับถึงยามเฉิน (ประมาณแปดโมงเช้า) จึงสดชื่น”
เจียเจียมองใบหน้างดงามของมารดา
“ท่านแม่ ผู้บุตร้าฝึกวิชาฝีมือเพิ่มเติม”
หวงฮูหยินทำหน้าแปลกใจ พลางคิดสงสัยว่าเมื่อคืนมีเทพองค์ใดมาประทับร่างลูกสาวเราหรือไม่
“เื่นี้ต้องไปขอกับท่านประมุขถึงจะถูก”
“บิดาปากบอกว่าจะฝึกให้ทุกวิชา แต่ความจริงมักจะเลือกวิชาที่ไม่หนักเกินไปมาสอนลูก ส่วนพลังฝีมือแบบศิษย์พี่นั่น มิยอมที่จะให้ลูกเรียนรู้เลย”
หวงฮูหยินหัวเราะเบา ๆ นี่ก็ใช่แล้ว เพลงยุทธตระกูลหวงส่วนใหญ่เดินในแนวทางหนักแน่นเข้มแข็ง ประมุขหวงแม้เมตตาต่อเหล่าศิษย์ในสำนัก แต่พอเป็เื่การฝึกปรือ ก็เข้มงวดจริงจัง การฝึกหลายอย่างไม่เหมาะกับสตรี นี่จึงเป็สาเหตุให้ศิษย์ส่วนมากของสำนักเป็บุรุษ
นางยกมือลูบศีรษะเจียเจียด้วยรักถนอม
“หากเ้า้าฝึกมารดาจะสอนวิชาแพทย์ให้”
เจียเจียกอดเอวมารดาไว้
“แล้วด้านวรยุทธเล่า”
หวงฮูหยินหยิกแก้มขาวใสของนางเบาๆ
“เ้าผู้นี้ได้คืบจะเอาศอก แม่จะสอนวิชาดัชนีให้ แต่เ้าต้องรับปากว่าจะไม่บอกผู้ใด”
เจียเจียยิ้มสดใส การได้รับความรักเอ็นดูจากผู้คน นับว่าเป็พร์ของนางโดยแท้