บทที่ 23 ไม่คิดว่านายจะเป็คนมีเหตุผล
เข้าเรียน?
ชาติก่อนก็เรียนมาจนเกินพอแล้ว
ฉันทะลุมาอีกห้าร้อยปีข้างหน้า เพื่อมาเรียนอีกอย่างนั้นหรือ?
ฉันมาเพื่อเป็จอมยุทธ์ต่างหาก
หลี่เซี่ยวเฟยตอบ "ขอปฏิเสธ"
ทันทีที่พูดจบ เขาก็รู้สึกว่าบริเวณแผลที่ไหล่ขวามีอาการบวมและชาขึ้นมาอย่างรุนแรง
เมื่อก้มลงดู
กลับเห็นว่าบริเวณที่ถูกลูกดอกยิงเข้ามานั้นกลายเป็สีม่วงคล้ำ เืที่ไหลออกมาก็เหมือนหนอง
เฉินเฝ่ยทำเหมือนเพิ่งสังเกตเห็นและร้องอุทานออกมา "หือ? ดูเหมือนว่าพิษที่ส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้เนื้อตาย เข้าสู่กระแสเืนายแล้ว"
หลี่เซี่ยวเฟยตกตะลึง พึมพำว่า "พิษ?"
"หนึ่งในพิษลับเฉพาะของตระกูลเยี่ย สัตว์ร้ายดวงดาวหนักสิบตันจากดวงดาวก็ยังไม่รอด ใช้พลังดวงดาวกำจัดออกก็ยาก… นายแย่แล้ว"
เฉินเฝ่ยแสดงสีหน้าดูโอเวอร์ไปมาก
หลี่เซี่ยวเฟยเหลือบมอง ตาลุงนี่… แต่ก็ยอมถามไปตามน้ำ "จริงเหรอ? ถ้าอย่างนั้นผมจะต้องทำยังไงถึงจะถอนพิษได้ล่ะ?"
เฉินเฝ่ยตอบ "ต้องใช้น้ำยาเถ้าศิลาที่มีความบริสุทธิ์ 95% ล้าง จากนั้นก็ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงอย่างฉันถ่ายพลังดวงดาวชำระล้างาแ ทำแบบนี้วนไปเป็เวลาหนึ่งเดือนก็จะหายเอง"
หลี่เซี่ยวเฟยคิดในใจ
เขารู้จักน้ำยาเถ้าศิลา
ราคามันสูงไม่แพ้ยาพลังดวงดาวเลย
แถมยังเป็ยาเชิงกลยุทธ์ที่จำกัดการซื้ออีกด้วย จึงหาซื้อยากมาก
เขาไม่เชื่อ จึงลอบโคจรพลังดวงดาวเงียบ ๆ เพื่อชำระล้างแผลที่ไหล่ขวา
วินาทีถัดมา เขาก็รู้สึกได้ว่าอาการชา บวม ลดลงเล็กน้อย
"เอาอย่างนี้ละกัน น้องสิบแปด ขอแค่นายเข้าร่วมทีมต่อสู้ของโรงเรียนมัธยมปลายหงฉี ฉันจะจัดการเื่การรักษาและถอนพิษให้ คิดว่าไง?"
เฉินเฝ่ยกะพริบตาปริบ ๆ พูดด้วยน้ำเสียงโอ้อวด
หลี่เซี่ยวเฟยรู้สึกดอกเบญจมาศเย็นวาบ
ไอ้เกย์นี่… มันกระตือรือร้นเกินไปแล้ว
มันคงไม่ได้หลงใหลในความงามของฉัน จนอยากจะหลอกล่อให้ฉันเข้าไปในโรงเรียน แล้วค่อย ๆ ตะล่อมฉันใช่ไหม?
"ขอปฏิเสธ"
เขาปฏิเสธอีกครั้ง
เฉินเฝ่ยไม่อาจเข้าใจได้ว่า ทำไมหลี่เซี่ยวเฟยถึงได้ต่อต้านการเรียนขนาดนี้
เขาได้แต่พูดโน้มน้าวอย่างอดทน "น้องสิบแปด ตอนนี้อย่าดื้อเลย ชีวิตสำคัญกว่า... อ๊ะ"
จู่ ๆ ก็เบิกตากลมโตด้วยความประหลาดใจ
เพราะเขาเห็นหนองสีดำดั่งน้ำหมึกไหลออกจากาแที่ไหล่ขวาของหลี่เซี่ยวเฟยไม่หยุด
สีของาแเปลี่ยนเป็สีแดงระเรื่อ
เป็ไปได้อย่างไร?
เฉินเฝ่ยเข้ามาใกล้ด้วยความไม่เชื่อสายตา "นายมียาแก้พิษเหรอ?"
"ไม่มี"
หลี่เซี่ยวเฟยถอยหลังโดยอัตโนมัติ
หน้ารังเกียจ.jpg
เขาไม่มียาแก้พิษ
แต่ที่เห็นได้ชัดก็คือยาพิษที่ว่านี้ สามารถกำจัดด้วยพลังดวงดาวได้จริง
เท่านี้ก็ไม่มีอะไรต้องเป็กังวล
แววตาของเฉินเฝ่ยเป็ประกายยิ่งขึ้น ทั้งตื่นเต้นและกระตือรือร้นอย่างมาก
"ร่างกายนายต้านพิษได้เหรอ?"
"ว้าว หายากมาก ๆ อัจฉริยะทางด้านการต่อสู้แบบนาย มาอยู่ในสลัมแบบนี้เสียของจริง ๆ"
"นายไม่อยากแสดงพร์ของตัวเอง แล้วกลายเป็ผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงเหรอ"
"มาเข้าโรงเรียนของเราเถอะ"
"ฉันรับรองได้เลยว่า ภายในปีเดียว นายจะได้เข้าทีมของโรงเรียนแน่นอน"
"คิดดูสิ ความรุ่งโรจน์อันยิ่งใหญ่ที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันประจำเมือง ต่อไปอาจจะได้เป็ตัวแทนของฐาน หรือแม้แต่เข้าสู่ทีมชาติ กลายเป็เทพาผู้เจิดจรัส!"
เขาชักชวนอย่างจริงจัง
จู่ ๆ ก็มีเสียงเครื่องยนต์ดังมาจากไกล ๆ
รถสปอร์ตลอยฟ้าสีเงินสามคันแล่นมาอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มหลายคนะโลงมาจากรถ
คนนำหน้ามีรูปร่างสูงใหญ่ ผมสีทอง ใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาสอดส่ายไปทั่ว เมื่อเห็นศพเต็มพื้นก็เกิดอาการหดหู่ใจ
ในที่สุด สายตาของเขามาหยุดอยู่ที่จงหลิง
"รุ่นน้องจง"
เขาพูดด้วยความห่วงใย "เธอไม่เป็ไรใช่ไหม ฉันเพิ่งได้รับข้อความจากเธอ เลยรีบมาให้เร็วที่สุด"
"พี่โจว พี่มาแล้ว"
แววตาของจงหลิงเปล่งประกายราวกับได้พบผู้ช่วยชีวิต แล้วรีบวิ่งเข้าไปหา
"น้องจงโดนใครทำร้ายมาหรือเปล่า?"
"ที่นี่สกปรกมากเลย เป็ที่อยู่คนได้ยังไง?"
"บ้านน้องจงอยู่ที่นี่เหรอเนี่ย"
"เหม็นจัง รีบออกไปจากที่นี่กันเถอะ"
"พี่จง ใครหาเื่พี่ พูดมาเลย เราจะได้ช่วย"
กลุ่มคนหนุ่มสาวเหล่านี้ต่างเป็เพื่อนร่วมชั้นของจงหลิง พวกเขาพูดจาจอแจกันอย่างไม่หยุดปาก
จงหลิงพอได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยเหล่านี้ ความเคร่งเครียดที่ตรึงหัวใจเธอก็คลี่คลายลงในที่สุด
"ขอบคุณทุกคนมาก ฉันไม่เป็ไรแล้ว"
เธอเล่าเื่ราวที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ทุกคนฟัง
แล้วก็ชี้ไปยังหลี่เซี่ยวเฟยที่อยู่ข้าง ๆ แล้วก็หันไปพูดอะไรบางอย่างกับหนุ่มผมทองที่ดูจะเป็ผู้นำ
หนุ่มผมทองเดินเข้ามา พินิจสำรวจหลี่เซี่ยวเฟยจากบนลงล่างสักพักแล้วก็พูดออกมาอย่างสุภาพว่า "สวัสดีครับ ผมชื่อโจวอี้โหยว เป็รุ่นพี่ของจงหลิง ขอบคุณที่คุณช่วยเหลือจงหลิงเมื่อกี้ครับ"
หลี่เซี่ยวเฟยขมวดคิ้วเล็กน้อย
คุณมีสิทธิ์อะไรมาขอบคุณฉัน
แต่พอคิดได้ว่าคนตรงหน้าเป็เพื่อนของจงหลิง เขาก็เลยพยักหน้าแทนคำตอบ ไว้หน้าสักหน่อยก็ไม่เสียหาย
"ครับ เหนื่อยหน่อยนะครับ"
โจวอี้โหยวพูดต่อ "สำหรับเื่หลังจากนี้ ไม่ต้องรบกวนคุณแล้วครับ พวกเราจะพาน้องจงกลับโรงเรียนเอง"
หลี่เซี่ยวเฟยขมวดคิ้วอีกครั้ง
เขาหันไปมองจงหลิงแล้วถามว่า "จะกลับโรงเรียนเลยเหรอ?"
จงหลิงเงยหน้าขึ้น "พี่เซี่ยวเฟย ขอบคุณนะคะที่เมื่อกี้ช่วยฉันอย่างกล้าหาญ ฉันรู้ว่าพี่เซี่ยวเฟยหวังดีกับฉัน รู้ว่าพี่ชอบฉัน แต่ยังไงก็ตาม..."
พูดมาถึงตรงนี้ เด็กสาวก้มหน้าเล็กน้อยด้วยความรู้สึกผิด
แล้วก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับหลี่เซี่ยวเฟยแล้วพูดอย่างจริงจัง "พวกเราสองคนต่างกันเกินไป มันเป็ไปไม่ได้หรอกค่ะ หวังว่าพี่จะลืมฉันได้เร็ว ๆ นะคะ"
หลี่เซี่ยวเฟยได้ฟังแล้วรู้สึกอึ้งไปชั่วขณะ
มั่นใจเกินไปรึเปล่า?
ที่เขาลังเลเพราะไม่แน่ใจว่าโรงเรียนจะสามารถปกป้องจงหลิงได้ไหมต่างหาก
เขาสัญญากับอาจารย์ว่าจะต้องปกป้องเธออย่างถึงที่สุด
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันไปมองเฉินเฝ่ยคนที่ั์ตาเหมือนแมวด้วยสายตา้าคำตอบ
"เธอเป็นักเรียนจากสถาบันฉีเซินในเครือตระกูลฉี นับเป็โรงเรียนมัธยมชั้นนำในเขตปกครองพิเศษ ตระกูลเยี่ยไม่กล้าทำอะไรง่าย ๆ กับนักเรียนสถาบันฉีเซินหรอก ยิ่งได้ผู้อำนวยการค้ำประกันอย่างนี้ ยิ่งปลอดภัย"
เฉินเฝ่ยฉลาดมาก รีบตอบกลับมาทันที
หลี่เซี่ยวเฟยก็เลยตัดสินใจได้
เขาหันไปมองจงหลิง "เธอรู้เบอร์ฉันอยู่แล้ว ถ้ามีอะไรก็รีบโทรมาได้ตลอดนะ"
นักเรียนคนอื่น ๆ ที่มองหลี่เซี่ยวเฟยเต็มไปด้วยความดูถูกและเยาะเย้ย
กบจะกินเนื้อหงส์
คนชั้นต่ำจากสลัม กล้าที่จะหมายปองดอกฟ้าในโรงเรียนมัธยมชนชั้นสูงอย่างนั้นเหรอ?
"พวกเราจะปกป้องรุ่นน้องจงอย่างดี นายไม่ต้องกังวล"
โจวอี้โหยวพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "และต่อจากนี้ไป ฉันขอร้องให้นายเข้าใจสถานะของตัวเอง พยายามอย่าติดต่อกับรุ่นน้องจงเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็ด้วย"
หลี่เซี่ยวเฟยครุ่นคิดครู่หนึ่ง "ได้"
ถ้าไม่มีเื่อะไรเกิดขึ้น เขาก็ี้เีจะยุ่งเกี่ยวกับจงหลิงเช่นกัน
โจวอี้โหยวพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "ฉันไม่คิดว่านายจะเข้าใจอะไรง่ายขนาดนี้"
เมื่อหยุดคิดชั่วขณะ หนุ่มหล่อจากสถาบันฉีเซินก็พูดยิ้ม ๆ "เนื่องจากนายเชื่อฟังดีมาก ดังนั้นฉันจะแนะนำเส้นทางที่ดีให้แก่นาย หนึ่งวันเป็อันธพาล ชั่วชีวิตก็เป็อันธพาล ต่อให้นายล้างตัวเองจนสะอาดก็ไม่อาจเปลี่ยนความจริงได้ ทางที่ดีแต่งงานกับผู้หญิงสักคนในสลัม แล้วใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์ตลอดชีวิต นั่นเป็ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับนาย"
หลี่เซี่ยวเฟยี้เีจะคุยเื่ไร้สาระกับคนประเภทนี้ จึงตอบรับส่ง ๆ "ได้"
โจวอี้โหยวพอใจกับคำตอบนี้มาก
นักเรียนสถาบันฉีเซินขึ้นรถ
รถสปอร์ตพุ่งออกไป
หลี่เซี่ยวเฟยถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เื่ของจงหลิงจบลงเพียงเท่านี้
ตอนนี้เขาก็ว่างแล้ว จะได้ทำอย่างอื่นต่อเสียที
เช่น...
ค้นศพ
เขาเก็บ ‘กระบี่เขี้ยวั’ ของอู่พั่วเทียนก่อน
จากนั้นก็ค้นศพของพ่อลูกตระกูลตู๋กู
แล้วก็ค้นศพอื่นต่อ
สิ่งที่ทำให้หลี่เซี่ยวเฟยตื่นเต้นคือ เขาพบขวดยาพลังดวงดาวสี่ขวด
นับว่าได้ยาพลังดวงดาวคืนแล้ว
นอกจากนี้ ในศพของตู๋กูเชวีย เขายังพบกระดูกที่เป็ประกายสี่ชิ้น ซึ่งมีขนาดเท่าเล็บมือ
เป็กระดูกสลักอักขระวิเศษทั้งสี่ของ ‘ตั๊กแตนตำข้าวสายฟ้า’
สิ่งนี้มีค่ามากกว่ายาพลังดวงดาวอีก
นอกจากนี้ เขายังได้กริชเขี้ยวั และคัมภีร์ลับหลายเล่มที่เก็บรักษาไว้อย่างดีจากอู่พั่วเทียน
รวมถึงเทคนิคการเคลื่อนย้ายอย่าง ‘ย่างก้าววายุ’ และวิชาโบราณที่ใช้ะเิความเร็วขั้นสูงสุดใน่เวลาสุดท้ายอย่าง ‘สามก้าวไล่จักจั่น’
นอกจากนี้ ยังมีทรัพย์สินอื่น ๆ มูลค่าไม่น้อย
รวยแล้ว
หลี่เซี่ยวเฟยยิ้มกว้าง
เ้าเด็กคนนี้…
เฉินเฝ่ยมองดูฉากนั้น เปลือกตากระตุกยิก
“ต่อไปนายจะทำอะไร?”
เขาเข้าไปถามใกล้ ๆ
หลี่เซี่ยวเฟยเหลือบมองลุงตาดอกท้อ แล้วพูดด้วยสีหน้ารังเกียจ “ลุง ลุงจะมาตามตื๊อผมทำไม”
“ก็เพราะฉันสนใจนายไง”
เฉินเฝ่ยเลียริมฝีปาก ฉีกยิ้มกว้าง “เล่ามาสิ น้องสิบแปด ต่อจากนี้นายจะทำอะไร?”
หลี่เซี่ยวเฟยมองหน้าเฉินเฝ่ย
เด็กหนุ่มลังเลอยู่นาน เขารู้สึกว่าตนสู้ลุงตาดอกท้อคนนี้ไม่ได้ จึงพยายามเหยียบความคิดที่จะต่อยอีกฝ่ายลงไปให้ลึกที่สุด
“ผม้ารวมสลัมให้เป็หนึ่ง”
เขาเช็ดคราบเืที่มือ ลุกขึ้นยืนอย่างมุ่งมั่น “เพื่อไม่ให้สถานที่ไร้กฎหมายแห่งนี้มีกลุ่มคนคอยดูดเืชาวบ้านอีกต่อไป”
นี่ก็เป็ความปรารถนาสูงสุดของอาจารย์จงหยวนซานก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต
“แล้วไงต่อ”
เฉินเฝ่ยถาม
หลี่เซี่ยวเฟยตอบ “แข็งแกร่งขึ้น”
เฉินเฝ่ยถามอีก “แล้วจะแข็งแกร่งขึ้นยังไง?”
“ด้วยการฝึกฝน”
หลี่เซี่ยวเฟยตอบ
เฉินเฝ่ยหัวเราะ “ฝึกแบบกบในกะลามันจะแข็งแกร่งขึ้นได้ยังไง?”