หลายวันให้หลัง ในยามค่ำคืน
หลิ่วเทียนฉียืนรออยู่ในป่าขนาดเล็กนอกวิทยาลัยยุทธ์ เห็นต่งเฟิงมาตามนัดจึงยกมุมปากขึ้น
“ต่งเฟิง เป็นอย่างไรบ้าง? สองเดือนมานี้ เจ้าคุ้นชินที่วิทยาลัยโอสถหรือยัง?”
“ฮะๆ ค่อนข้างดีเชียวล่ะ ข้าไปถึงที่นั่น หากไม่วุ่นกับการหลอมโอสถ ก็ต้องวุ่นกับการผูกมิตรศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลาย เกือบลืมเจ้ากับเฉียวรุ่ยไปแล้ว!” พูดถึงตรงนี้ ต่งเฟิงอายอยู่เล็กน้อย หากหลิ่วเทียนฉีไม่นัดพบเขา เขาคงลืมพี่น้องร่วมทุกข์ร่วมยากสองคนนี้ไปเสียแล้ว
“ข้าน่ะ ไม่ถือสาสักนิดหรอก!” หลิ่วเทียนฉีมองอีกฝ่ายก่อนกลอกตามองบน
“ฮะๆ เป็นพี่น้องกันมิใช่หรือ ไม่เช่นนั้นเอาอย่างนี้ดีไหม พรุ่งนี้ข้าเลี้ยงเจ้ากับเฉียวรุ่ย พวกเราสามพี่น้องไปโรงอาหารกินของอร่อยกันสักมื้อเป็นอย่างไรเล่า?” ต่งเฟิงหัวเราะร่าพลางมองหน้าอีกฝ่าย เตรียมชดใช้ความผิด
“เรื่องอาหารคงไม่ต้อง ข้ามีเรื่องอื่นอยากให้เจ้าช่วยมากกว่า!”
“ไม่มีปัญหา มีเรื่องใดเจ้าพูดมาเถอะ พวกเราเป็นพี่น้องคนสนิท ร่วมทุกข์ยากมาด้วยกันเชียวนะ?” ต่งเฟิงตบหน้าอก รับประกันคำพูดของตน
“ศิษย์น้องหลิ่ว เจ้ามาหาพวกเราหรือ!” เวลาต่อมา เมิ่งเฟยกับจงหลิงเดินเข้ามาพร้อมกัน
“ศิษย์พี่เมิ่ง ศิษย์พี่จง ต้องให้พวกท่านมาดึกเช่นนี้ ขออภัยด้วยขอรับ!”
“สวัสดีศิษย์พี่ทั้งสอง!” ต่งเฟิงเห็นศิษย์พี่ของวิทยาลัยหลอมอุปกรณ์กับวิทยาลัยค่ายกลก็รีบเอ่ยทักทาย
“สหายของเจ้างั้นหรือ?” เมิ่งเฟยมองประเมินต่งเฟิงจากบนจรดล่างรอบหนึ่ง ค่อยเหลือบมองหลิ่วเทียนฉี
“ขอรับ คนผู้นี้คือสหายของข้า นามว่าต่งเฟิง เป็นนักหลอมโอสถขั้นสอง อยู่ที่วิทยาลัยโอสถขอรับ” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้า แนะนำคนที่อยู่ข้างกาย
“อ้อ!” เมิ่งเฟยกับจงหลิงพยักหน้ารับ ทักทายอีกฝ่าย
“ฮะๆๆ ศิษย์พี่เมิ่งแห่งวิทยาลัยหลอมอุปกรณ์กับศิษย์พี่จงแห่งวิทยาลัยค่ายกล ทั้งสองท่านล้วนเป็นคนใหญ่คนโตของวิทยาลัยเซิ่งตู น้องเล็กได้ยินจนชินหูมานานเชียวขอรับ!” ต่งเฟิงพูดพลางก้มต่ำ คำนับทีหนึ่ง
“ฮ่าๆๆ ศิษย์น้องต่ง เกรงใจกันเกินไปแล้ว!”
“ใช่แล้ว ศิษย์น้องต่ง ชมกันเกินไปนะ!”
“ศิษย์น้องหลิ่ว วันนี้เจ้าไม่พาศิษย์น้องเฉียวมาด้วยหรือ ถึงกับนัดพวกเรายอดหญิงงามมาพบตามลำพังเช่นนี้ ไม่กลัวศิษย์น้องเฉียวหึงหรือไง?” เมิ่งเฟยเห็นเฉียวรุ่ยไม่ได้อยู่ข้างกายหลิ่วเทียนฉีก็ยิ้มเย้า
“ใช่แล้วเทียนฉี แล้วเฉียวรุ่ยเล่า? ทำไมเขาไม่มาด้วยล่ะ?” ได้ยินเมิ่งเฟยว่าเช่นนี้ ต่งเฟิงอึ้งไปนิดหน่อย
ก่อนหน้านี้ พวกเขาสามคนอยู่ที่เขาเทียนมู่ด้วยกันตลอดสามเดือน ต่งเฟิงจึงรู้ชัดว่าทั้งสองคนมีความสัมพันธ์กันดีนักล่ะ? ตัวติดกันเป็นตังเมเช่นนั้น ครั้งนี้กลับมีเพียงเทียนฉี รู้สึกแปลกๆ อย่างไรไม่รู้?
“อ้อ เสี่ยวรุ่ยกำลังทำสมาธิอยู่ ข้าไม่ได้พาเขามาหรอก!” หลิ่วเทียนฉียิ้มน้อยๆ ก่อนอธิบาย
“อ้อ! ที่แท้เจ้าอาศัยตอนศิษย์น้องเฉียวฝึกฝน แล้วแอบออกมาพบหน้าพวกเราหรือ?” เมิ่งเฟยจ้องหลิ่วเทียนฉี ทำหน้าเหมือนเข้าใจขึ้นมา
“พอแล้วน่าเฟยเฟย เจ้านี่ล่ะก็ อย่าแกล้งศิษย์น้องหลิ่วนักสิ!” จงหลิงมองเมิ่งเฟยหยอกล้อหลิ่วเทียนฉีอยู่ตลอดก็ส่ายศีรษะอย่างจนปัญญา
“ข้ามีเรื่องอยากรบกวนทั้งสามคนให้ช่วยเหลือสักหน่อย ไม่อยากให้เสี่ยวรุ่ยรู้ถึงได้ออกมาน่ะ!” หลิ่วเทียนฉีไม่ปฏิเสธ เพราะที่เขาแอบหนีออกมาเป็นความจริง
“โอ๊ะ? ถ้าอย่างนั้น ที่เจ้าแอบหนีออกมาครั้งนี้ หากศิษย์น้องเฉียวรู้เข้า ไม่กลัวตอนกลางคืนโดนสั่งให้ไปนอนในลานหรือ?” เมิ่งเฟยจ้องหลิ่วเทียนฉีด้วยใบหน้ายิ้มแย้มก่อนพูดขึ้นอีก
“ใช่แล้ว เฉียวรุ่ยดุนักมิใช่หรือ เจ้าไม่กลัวถูกอัดหรือไงเล่า?” ต่งเฟิงพยักหน้า หยอกล้อตามด้วย
“พอแล้ว พวกเจ้าสองคน ศิษย์น้องหลิ่วมาพบพวกเราตอนดึกเช่นนี้ต้องมีธุระแน่ รีบให้ศิษย์น้องหลิ่วบอกธุระแล้วปล่อยกลับไปเถอะ! อย่าให้ศิษย์น้องเฉียวต้องกังวลใจนัก!” จงหลิงบอกอย่างมีเหตุผล
“ฮ่าๆๆ ศิษย์พี่จงช่างเข้าอกเข้าใจผู้คนดีนัก วันนี้ข้าเชิญทั้งสามคนมาเพราะมีเรื่องหนึ่งอยากขอให้พวกท่านช่วยเหลือ วันที่สิบห้าเดือนนี้เป็นวันเกิดอายุครบยี่สิบปีของเสี่ยวรุ่ย ข้าจึงอยากรบกวนทั้งสามคนให้ช่วยหาคนจากวิทยาลัยค่ายกล วิทยาลัยหลอมอุปกรณ์และวิทยาลัยโอสถ ที่ละยี่สิบห้าคนมาช่วยข้ามอบดอกไม้ให้เสี่ยวรุ่ยสักหน่อย!”
“มอบดอกไม้?” ได้ฟังคำอธิบายจนจบ ทั้งสามคนกะพริบตาปริบๆ
“ถูกต้อง มอบดอกไม้ ขอแค่มอบดอกไม้หนึ่งดอกให้เสี่ยวรุ่ยพลางเอ่ยถ้อยคำมงคลอวยพรประโยคหนึ่ง ข้าจะให้พวกเขาคนละห้าก้อนศิลาทิพย์” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้า บอกอย่างจริงจัง
“แค่มอบดอกไม้ พูดหนึ่งประโยคก็ให้ห้าก้อนศิลาทิพย์เลยหรือ? ได้เงินง่ายเกินไปกระมัง!” ต่งเฟิงกะพริบตาถี่ๆ คิดว่าการให้ศิลาทิพย์เช่นนี้ช่างง่ายดายนัก
“จะมอบดอกไม้แบบไหนเล่า?” จงหลิงมองหลิ่วเทียนฉี ถามอย่างใส่ใจ
“ถ้าดอกไม้ ข้าเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วล่ะ!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางเอาดอกคีรีแดงที่ตนซื้อไว้ออกมา แบ่งให้ทั้งสามคน คนละยี่สิบห้าดอก
“ความต้องการของศิษย์น้องหลิ่ว คือหนึ่งคนมอบดอกไม้หนึ่งดอกพร้อมกล่าวอวยพรประโยคหนึ่งกับศิษย์น้องเฉียว เจ้าจะจ่ายห้าก้อนศิลาทิพย์ให้ อย่างนั้นสินะ?” เมิ่งเฟยรับดอกไม้มาก่อนถามอีกรอบอย่างไม่แน่ใจนัก
“ถูกต้องขอรับ ส่วนนี่เป็นศิลาทิพย์ ข้าเตรียมไว้เรียบร้อย หลังเสร็จเรื่อง ศิษย์พี่ทั้งสองกับต่งเฟิงก็แจกจ่ายให้คนที่มอบดอกไม้ได้เลย!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางยื่นศิลาทิพย์สามถุงที่จัดเตรียมไว้ให้
“ได้ เรื่องนี้ข้าจัดการเอง ไม่มีปัญหา!” ต่งเฟิงรับศิลาทิพย์ไปก่อนตอบกลับ
“ต่งเฟิง วิทยาลัยโอสถของเจ้าอยู่ค่อนข้างใกล้วิทยาลัยยุทธ์ เช่นนั้นเจ้าไปมอบดอกไม้ให้เสี่ยวรุ่ยหลังเลิกชั้นเรียนช่วงกลางวันได้เลย จำไว้ วันที่สิบห้าเดือนนี้” หลิ่วเทียนฉีมองต่งเฟิงผู้เลินเล่อ กำชับอย่างจริงจัง
“ได้ ข้าจำไว้แล้ว เจ้าวางใจเถอะ!” ต่งเฟิงพยักหน้าตอบรับ
“ศิษย์พี่ทั้งสอง หลังเสี่ยวรุ่ยเลิกชั้นเรียน ข้าจะพาเขาไปโรงอาหาร พวกท่านค่อยพาทุกคนไปโรงอาหารเตรียมมอบดอกไม้ก็แล้วกัน”
“อืม เข้าใจแล้ว!” จงหลิงกับเมิ่งเฟยพยักหน้ารับ
“ดี เช่นนั้นต้องรบกวนพวกท่านทั้งสามแล้ว ข้าขอตัวกลับก่อน กลัวเสี่ยวรุ่ยจะเป็นห่วงข้าน่ะ!” หลิ่วเทียนฉีก้มหัวบอกลาทั้งสามคน หมุนตัวจากไป
เมิ่งเฟยมองแผ่นหลังของหลิ่วเทียนฉี อดเบ้ปากไม่ได้ “เคยเห็นคนกลัวภรรยาอยู่หรอก แต่ไม่เคยเห็นใครกลัวภรรยาปานนี้เลยนะ เจ้าหมอนี่มันกลัวเอาเรื่องเสียจริง!”
“ช่วยไม่ได้นะ เฉียวรุ่ยเป็นผู้ฝึกยุทธ์ เทียนฉีเป็นผู้ใช้ยันต์ หากลงไม้ลงมือขึ้นมา เทียนฉีย่อมสู้เฉียวรุ่ยไม่ได้แน่!” ต่งเฟิงพูดเหมือนเป็นเรื่องถูกต้อง
ได้ยินอย่างนั้น เมิ่งเฟยกับจงหลิงพากันยิ้ม “ใช่แล้ว หากศิษย์น้องเฉียวใช้ความรุนแรงในบ้านขึ้นมา ศิษย์น้องหลิ่วคงได้แต่ถูกอัด”
“พวกเจ้านี่นะ อย่าล้อสองสามีภรรยาเขาสิ ไปช่วยหาคนกันเถอะ! เหลือเวลาอีกแค่สิบห้าวัน!” จงหลิงมองทั้งสองคนพลางเอ่ยอย่างอ่อนใจ
“ใช่ๆๆ กลับไปหาคนกันดีกว่า งานง่ายเช่นนี้ ศิษย์พี่ศิษย์น้องในวิทยาลัยโอสถต้องไม่มีปัญหาแน่! งั้นศิษย์พี่ทั้งสอง ข้าขอตัวก่อน!” ต่งเฟิงพูดจบก็หมุนตัวเดินจากไป
“พวกเราก็ไปกันเถอะ!” จงหลิงกับเมิ่งเฟยเก็บดอกไม้กับศิลาทิพย์เสร็จ ถึงเดินกลับไปเช่นกัน
.........
ในเรือนของหัวหน้าอาจารย์ใหญ่เฟิงกู่ อาจารย์ใหญ่หลายคนต่างมารวมตัวกัน ดื่มชาทิพย์อยู่ในลาน
“ศิษย์พี่อู๋ฉิง ท่านจ้องยันต์ในมือมาทั้งคืนแล้ว นานๆ ที หัวหน้าอาจารย์ใหญ่จะเชิญพวกเรามาดื่มชาสักครั้ง ท่านช่วยถนอมน้ำใจของหัวหน้าอาจารย์ใหญ่บ้างสิ!” ต้วนอิ้งหง อาจารย์ใหญ่หญิงงามแห่งวิทยาลัยโอสถมองอู๋ฉิงที่อยู่ด้านข้างเล็กน้อยก่อนพูดขึ้น
“ใช่แล้วๆ คราวนี้หัวหน้าอาจารย์ใหญ่ถึงกับเอาชาทิพย์ขั้นสามออกมาเชียวนะ ปราณทิพย์ช่างเข้มข้นนัก! ศิษย์น้องอู๋ฉิงไม่ลองดื่มสักคำเล่า?” อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนของวิทยาลัยยุทธ์รีบพูดคล้อยตาม
อู๋ฉิงเงยหน้ามองทั้งสองคน หยิบถ้วยชาบนโต๊ะดื่มอย่างไม่ใส่ใจ
“ยันต์ในมือศิษย์น้องคือยันต์อะไรหรือ? ทำไมถึงทำให้ศิษย์น้องสนใจเช่นนี้เล่า?” บุรุษชุดดำรูปงามชำเลืองมองอู๋ฉิงพลางเอ่ยถาม
บุรุษผู้นี้สวมอาภรณ์สีดำทั้งร่าง ใบหน้างดงามนั่งอยู่ในตำแหน่งเจ้าบ้าน แม้เก็บงำกลิ่นอายในร่างทั้งหมด แต่ก็ยังเผยความทรงอำนาจบางส่วนออกมาอยู่เลือนราง หากไม่ใช่หัวหน้าอาจารย์ใหญ่แล้วจะเป็นใครไปได้อีก? ฉะนั้น หลิ่วเทียนฉีคิดถูก สภาพผู้เฒ่าผอมเป็นลำไม้ไผ่ แผ่กลิ่นอายเซียนต่อหน้าผู้คนของเฟิงกู่นั่นเป็นการแปลงโฉม เวลานี้สิ ถึงจะเป็นใบหน้าที่แท้จริงของหัวหน้าอาจารย์ใหญ่
“ยันต์นี้คือยันต์ดอกไม้ไฟที่หลิ่วเทียนฉีสร้างขึ้น ข้าศึกษามาหลายวัน ก็ยังมองไม่ทะลุนัก!” อู๋ฉิงบอกอย่างฉงน
“สร้าง สร้างเองงั้นหรือ?” ได้ยินคำพูดนี้ อาจารย์ใหญ่เจ็ดคนรวมทั้งเฟิงกู่ที่เป็นเจ้าบ้านพลันตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
“เจ้าหนูนั่นใช้ได้เลยนะ มีความสามารถไม่เบา ถึงกับสร้างยันต์เองได้เชียว!” อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนเอ่ยชม
“ฮ่าๆๆ ข้าบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าเขาเป็นคนมีความสามารถ! น่าเสียดายนักที่เขาไม่เข้าวิทยาลัยค่ายกลของข้า พอไปวิทยาลัยยันต์ ศิษย์น้องอู๋ฉิงก็ไม่ยอมรับเขาเป็นศิษย์อีก!” นึกถึงตรงนี้ อาจารย์ใหญ่ร่างเตี้ยยังหงุดหงิดไม่หาย
การกระทำเช่นนี้ของอู๋ฉิง ถือเป็นการจองห้องน้ำแต่ไม่ถ่ายโดยแท้ เป็นถึงเด็กมีแววกลับต้องถูกรังเกียจเพราะไม่อาจฝึกฝนวิถีไร้ใจได้ หากเจ้าไม่เอาก็ยกเขาให้ข้าสิ? เสียของจริงเชียว!
“พอแล้ว เจ้านี่นะ ชักช้าเสียเหลือเกิน ตอนหลิ่วเทียนฉีเข้าเรียน ทำไมเจ้าไม่ไปวิทยาลัยยันต์เพื่อขอเขาเล่า? ทำไมเพิ่งมาพูดเอาป่านนี้!” อาจารย์ใหญ่หญิงงามถลึงตามองอีกฝ่าย กล่าวขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์
“ก็เรื่องนี้ ศิษย์น้องอู๋ฉิงไม่เคยบอกว่าจะปล่อย ข้า ข้าจะมีหน้าไปขอได้อย่างไรเล่า?”
ในที่นี้ ไม่มีใครไม่รู้ว่าอู๋ฉิงกับเหยาเยี่ยนเป็นศิษย์น้องชายกับศิษย์น้องหญิงแท้ของเฟิงกู่ ทั้งสามคนเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกัน ความสัมพันธ์ดีเป็นอย่างมาก พวกเขาซึ่งเข้าวิทยาลัยมาทีหลังย่อมไม่กล้าล่วงเกินใครเช่นนี้อย่างอู๋ฉิง!
“หลิ่วเทียนฉีเป็นคนมีความสามารถจริงๆ ล่ะนะ!” อาจารย์ใหญ่แห่งวิทยาลัยกระบี่ลูบเคราแพะก่อนพยักหน้าหงึกหงัก
“ชิ ก็แค่ของที่ทำมั่วส่งเดชเท่านั้น” เหยาเยี่ยนเบ้ปาก เอ่ยติเตียน
ไม่มีใครคิดจริงจังกับคำพูดของนาง เหยาเยี่ยนกับอู๋ฉิงไม่ถูกกัน ตลอดมาทุกคนล้วนรู้กระจ่าง
“ในเมื่อศิษย์น้องมองไม่ทะลุ ถ้าอย่างนั้น ลองกระตุ้นพลังของยันต์นี้ดูสักหน่อยไหม มองปราดเดียวก็กระจ่างมิใช่หรือ?” เฟิงกู่มองอู๋ฉิงก่อนเสนอให้อีกฝ่ายกระตุ้นยันต์วิเศษ
“นี่เป็นของที่ข้ายืมมาจากหลิ่วเทียนฉี!” ในเมื่อเป็นของที่ยืมมา ตนย่อมต้องคืน จะใช้ได้อย่างไรเล่า?
“ด้วยระดับอักขระยันต์ของศิษย์น้องอู๋ฉิง จะวาดเลียนแบบยันต์ขั้นสามแผ่นหนึ่ง คงไม่ใช่เรื่องยากกระมัง?” อาจารย์ใหญ่เฮย ผู้มีผิวสีดำดุจหมึกแห่งวิทยาลัยหลอมอุปกรณ์เอ่ย
“หลายวันมานี้ ข้าวาดเลียนแบบมาหลายแผ่น แต่กลับรู้สึกไม่เหมือนกับแผ่นดั้งเดิมเท่าไรนัก!” อู๋ฉิงพูดจบ ก็เอายันต์ที่ตนวาดเลียนแบบออกมากระตุ้นสองแผ่น
ดอกไม้ไฟงดงามดอกแล้วดอกเล่าลอยขึ้นบนฟ้าอย่างเชื่องช้า ส่งเสียงดังแสบแก้วหูพักหนึ่งก็ระเบิดออก กลายเป็นบุปผาหลากสีสัน เหล่าบุปผาล้วนเบ่งบานอยู่บนท้องฟ้า เนิ่นนานถึงค่อยเริ่มจางลง