เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงกะทันหันของเย่อวิ๋นผู้เข้าชมการประลองต่างร้องอุทานขึ้น
เย่หลิงเทียนแผ่จิตสังหารอันเย็นเฉียบออกมาเขาลุกขึ้นกำลังจะพุ่งตรงไปยังสนามประลอง
แต่ทันทีที่เขาเริ่มเคลื่อนไหวก็ถูกร่างสามร่างมาขวางหน้าเอาไว้
คนที่มาขวางคือผู้าุโใหญ่ ผู้าุโสี่และจ้าวหย่งเซิงพวกเขายิ้มแล้วถามว่า"พี่เย่ท่านจะทำอะไร"
เมื่อพบว่าคนทั้งสามที่หยุดเขาเป็ผู้ใดแววตาของเย่หลิงเทียนก็เริ่มเย็นเยียบลงเรื่อยๆ “พวกเ้าวางแผนทั้งหมดนี้ใช่หรือไม่ข้าไม่เคยคิดเลยว่าพวกเ้าจะคบคิดกับคนภายนอกมาทำร้ายคนในตระกูลตนเองพวกเ้าไม่รู้สึกหวาดกลัวกฎของตระกูลบ้างหรือไร”
“ท่านผู้นำนี่เป็เื่จริงจังเราเชิญแขกผู้มีเกียรติมาเป็สักขีพยานผลที่ออกมาจะพิสูจน์ว่าการตัดสินใจของเรานั้นถูกต้องท่านต่างหากที่กำลังจะฝ่าฝืนกฎ” ผู้าุโใหญ่กล่าวอย่างใจเย็น
“สารเลวเ้าให้เย่อวิ๋นกินโอสถะเิพลังปราณจนพลังต่อสู้ของเขาเพิ่มขึ้นหลายเท่าพวกเ้ากำลังฝ่าฝืนกฎตระกูล” เย่หลิงเทียนยกมือชี้หน้าผู้าุโใหญ่แล้วต่อว่า
“ท่านผู้นำ คนเราจะกินอะไรก็ได้ตามปรารถนาแต่อย่าได้กล่าวเหลวไหล ดวงตาข้างไหนของท่านเห็นว่าเรามอบโอสถะเิพลังปราณให้เย่อวิ๋น”ผู้าุโใหญ่ดูไม่กังวลแม้แต่น้อย
"ดี! ดีมาก! ดูเหมือนพวกเ้าจะวางแผนกันมานานแล้วอยากจะเห็นนักว่าวันนี้ใครจะหยุดข้าได้" เย่หลิงเทียนเป็ห่วงว่าบุตรชายจะได้รับาเ็ด้วยความกังวลนี้เขาจึงชกหมัดไปข้างหน้า
จ้าวหย่งเซิงยกมือขึ้นสกัดกั้นหมัดของเย่หลิงเทียนจนเกิดเสียงดัง“ตึง!” แล้วกล่าวยิ้มๆ ว่า "เดิมทีข้าตามหลังเ้าอยู่หนึ่งก้าว แต่วันนี้พวกเราทั้งสามผสานกำลังต่อสู้อยากรู้นักว่าเ้าจะไปช่วยลูกชายได้อย่างไร เ้าจะได้เห็นลูกชายตายกับตา ฮ่าๆๆคงจะเศร้าน่าดู”
รอยยิ้มผสมกับรอยแผลเป็บนใบหน้าของจ้าวหย่งเซิงทำให้เขาดูดุร้ายยิ่งขึ้นผู้าุโใหญ่กับผู้าุโสี่ยืนประกบอยู่ด้านข้างจ้าวหย่งเซิงเผชิญหน้ากับเย่หลิงเทียน ด้านหลังพวกเขายังมีผู้พิทักษ์ตระกูลเย่หลายสิบคนรวมถึงผู้าุโอีกหลายคน
ภาพการเผชิญหน้าระหว่างผู้าุโใหญ่กับผู้นำตระกูลเย่หลิงเทียนทำให้เหล่าลูกหลานตระกูลพากันสับสน ไม่เข้าใจว่าเกิดอันใดขึ้น
“ผู้าุโใหญ่ ผู้าุโสี่ พวกเ้าคิดจะทำอะไรกันแน่”ผู้าุโสามที่นั่งเงียบๆ ถามขึ้น “เ้าคิดจะยืมมือคนนอกสังหารเ้าตระกูลน้อยนี่ถือเป็อาชญากรรมร้ายแรงของตระกูล พวกเ้าควรไตร่ตรองให้รอบคอบ"
“เลิกพล่ามถึงกฎตระกูลเสียที ขอแค่เย่หยางตายในวันนี้พวกเราทุกคนจะถอนตัวออกจากตระกูลเย่ นับจากนี้พวกเราจะเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไปผู้ใดอยากอยู่ในสถานที่น่าสังเวชเยี่ยงนี้กัน” ผู้าุโสี่กล่าวอย่างเหยียดหยาม
พอเย่หลิงเทียนได้ยินคำพูดดังกล่าวเขาก็หัวเราะขึ้นว่า "ดี!ข้าเองก็อยากจะเห็นว่าวันนี้เ้าจะสมปรารถนาหรือไม่"
จากนั้นเขาก็หันมามองทุกคนในตระกูลเย่ "ทุกคนในตระกูลจงฟังคำสั่งผู้าุโใหญ่กับผู้าุโสี่คิดก่อฏล้มล้างตระกูล ผู้ใดขัดขืนสังหารมันให้สิ้นผู้ใดก็ตามที่สมคบคิด พวกมันทุกคนจะต้องถูกปะาในฐานะคนทรยศ”
สิ้นเสียง เขาก็เอื้อมมือไปคว้าดาบยาวฟันไปที่จ้าวหย่งเซิงดาบที่ถูกดึงออกจากฝักบังเกิดแสงสีเหลืองห่อหุ้มอยู่บนใบดาบจนบรรยากาศโดยรอบเหมือนจะถูกฉีกกระชากออก
เมื่อจ้าวหย่งเซิงเห็นคู่แค้นคู่อาฆาตเริ่มลงมือโจมตีสุดกำลังเขาก็ไม่กล้าประมาท ผนึกกำลังร่วมมือกับสองผู้าุโต่อสู้แบบสามรุมหนึ่ง
พวกเขาทั้งสามเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์ยุทธ์มีเส้นลมปราณกว้างใหญ่ ชั่วขณะนั้นปราณแท้ก็แผ่ขยายออกไปไกลนับสิบจ้างจนไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้ระยะ
ผู้าุโสามกับผู้าุโสี่เผชิญหน้ากันผู้าุโคนอื่นๆ กำลังเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ของตนเองในวันนี้ผู้าุโหลายคนถูกส่งออกไปทำภารกิจภายนอกทำให้สมาชิกส่วนใหญ่ในตระกูลล้วนสืบเชื้อสายจากผู้าุโใหญ่ทั้งสิ้นสถานการณ์ในตอนนี้จึงไม่สู้ดีสักเท่าใด
ลูกหลานตระกูลเย่ตกอยู่ในสภาวะสับสน เมื่อเห็นการต่อสู้แบ่งก๊กแบ่งเหล่าพวกเขาก็ไม่ต่างจากแมลงวันไร้หัวไม่รู้ทิศทางว่าควรทำเช่นไรปกติพวกเขาไม่มีโอกาสได้เห็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ต่อสู้กันอย่างสุดกำลังต่างตื่นตกตระหนกกับพลังมหาศาลที่เล็ดลอดออกมาจนพากันหน้าซีดตัวสั่น
เย่อวิ๋นที่กลืนกินโอสถะเิพลังปราณอยู่บนสนามประลองเมื่อเห็นเหตุการณ์วุ่นวายเบื้องล่างก็หันกลับมาบอกกับเย่หยางว่า "ข้ากล่าวถูกต้องใช่ไหมเล่าวันนี้เ้าจะต้องตาย แม้แต่บิดาเ้าก็ไม่อาจยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ"
เย่หยางเมินเฉยต่อคำกล่าวของเย่อวิ๋นหน้านิ่วคิ้วขมวดขณะมองฝ่ายตรงข้าม ถ้าว่ากันตามเหตุผล บุคคลลึกลับน่าจะปรากฏตัวได้แล้วเหตุใดยามนี้ยังไม่ยอมเคลื่อนไหวใดๆ อีก
เมื่อเห็นว่าเย่หยางหน้านิ่วคิ้วขมวดแต่ไม่กล่าวอันใดเย่อวิ๋นก็ยิ้มอย่างเย่อหยิ่งพลางกล่าว "ความเย่อหยิ่งของเ้าหายไปไหนหมดเล่า ในที่สุดเ้าก็เปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงออกมาเ้ามันเป็พวกขี้ขลาดขยะไร้ประโยชน์มาั้แ่วัยเยาว์"
เขามองเย่อวิ๋นด้วยสายตาเ็าจากนั้นก็หันกลับมาะโใส่ผู้าุโที่อยู่ด้านหลัง "ผู้าุโคุมกฎศิษย์ผู้นี้ฝ่าฝืนกฎตระกูลนำโอสถต้องห้ามมากินบนสนามประลอง นับเป็ความผิดมหันต์"
“ใช่! เย่อวิ๋นฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ใช้โอสถะเิพลังปราณเพิ่มพูนพลัง ผู้ชนะในวันนี้คือเย่หยางผู้ชนะสามารถกำหนดผู้แพ้ว่าจะอยู่หรือตายได้” เสียงเ็าดังออกมาจากปากผู้าุโคุมกฎที่อยู่บนสนามประลอง
เมื่อได้ยินเช่นนั้นบรรดาสมาชิกในตระกูลต่างพากันตะลึงพรึงเพริดขนาดสถานการณ์ปัจจุบันเขายังสามารถปฏิบัติตามกฎได้อยู่อีกหรือ ในใจก็แอบสงสัยว่าผู้คุมกฎโง่เขลาเกินไปหรือเปล่า
“ท่านผู้คุมกฎ…สถานการณ์ยังไม่ชัดเจนอีกหรือตระกูลเย่จบสิ้นแล้ว ท่านควรสนใจเื่ของตัวเองจะดีกว่าการมีชีวิตที่มั่นคงย่อมดีกว่าสิ่งอื่นใด” เย่อวิ๋นเอ่ยปากเตือนผู้าุโคุมกฎเนื่องจากยามนี้สถานการณ์ของเขาดูเหนือกว่าจึงไม่หวาดกลัวสิ่งใด
“เ้าเด็กโง่เขลา ยามนี้เ้ากลายเป็ฏฝ่าฝืนกฎยังไม่รู้จักกลับตัวกลับใจอีก” ขณะพูดเขาก็เดินไปหาเย่อวิ๋นทีละก้าว
ภายใต้เหตุการณ์พลิกผันล่อแหลมเช่นนี้ไม่คาดคิดว่าผู้คุมกฎยังกล้าตัดสินอย่างยุติธรรมอยู่อีก
ทุกคนเห็นว่ายามนี้อำนาจของตระกูลเย่ตกอยู่ในมือของผู้าุโใหญ่สถานการณ์ในวันนี้ไม่เอื้ออำนวยต่อเย่หลิงเทียนกับเย่หยางเป็อย่างมากการที่ผู้าุโคุมกฎก้าวออกมาด้านหน้าจึงอยู่เหนือความคาดหมายของทุกคน
“บัดซบ! เย่ลั่งอวิ๋น เ้าเสียสติไปแล้วหรือไร รีบสังหารเย่หยางให้ตายๆไปเดี๋ยวนี้ อย่ามัวชักช้าเสียเวลา ถ้านานเกินไปสถานการณ์อาจจะพลิกผันได้” ผู้าุโใหญ่ที่กำลังต่อสู้อยู่ท่ามกลางสมรภูมิร้องะโเสียงดังอย่างเดือดดาลขนาดเขาร่วมมือกับจ้าวหย่งเซิงยังไม่อาจรับมือเย่หลิงเทียนได้ คนทั้งสองจึงพยายามสนับสนุนกันอย่างสุดความสามารถ
หลังจากผู้าุโคุมกฎเย่ลั่งอวิ๋นประกาศการทำผิดกฎเกณฑ์การประลองเขายังคงเพิกเฉยต่อคำพูดาุโใหญ่อย่างสิ้นเชิงพร้อมเดินเข้าไปหาเย่อวิ๋นแล้วซัดฝ่ามือเข้าใส่ทันที
แม้เย่อวิ๋นจะกลืนกินโอสถะเิพลังปราณเข้าไปทว่าปราณแท้จริงของเขาก็อยู่แค่ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นเก้านภาเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้ฝึกยุทธ์ระดับจอมยุทธ์ ความแข็งแกร่งของเขาก็ยังไม่มากพอเมื่อเย่อวิ๋นเห็นว่าเขาไม่อาจหลบซ่อนตัวไปไหนได้จึงกระทำได้เพียงกัดฟันต่อสู้สุดชีวิต
ขณะที่เย่อวิ๋นพยายามฝืนความเ็ปเตรียมรับการโจมตีจากผู้าุโคุมกฎเสียงหนึ่งก็ดังสนั่นกึกก้องไปทั่วสนามประลองตระกูลเย่
“ผู้าุโใหญ่ เ้ามันไร้น้ำยายามนี้สถานการณ์ยุ่งเหยิงไปหมดแล้ว คนที่ควรเป็มิตรดันหันมาเป็ศัตรูหากไม่ใช่ภารกิจสำคัญข้าจะไม่มีวันร่วมมือกับคนงี่เง่าเยี่ยงเ้าเด็ดขาด” อยู่ๆ ชายสวมชุดสีเทาก็ปรากฏขึ้นบนสนามประลองสกัดกั้นผู้าุโคุมกฎที่กำลังซัดฝ่ามือเข้าใส่เย่อวิ๋น
“ไสหัวไป! เป็แค่มดปลวกริอาจมากวัดแกว่งกรงเล็บ”ชายชราในชุดเทาว่ากล่าวผู้าุโคุมกฎอย่างเหยียดหยาม
แต่สิ่งที่ชายชราผู้นี้ไม่รู้ก็คือฝ่ามือกรงเล็บที่ดูแสนธรรมดานั้นกลับหนักแน่นเด็ดขาดราวภูผาทั้งสองคนแลกฝ่ามือกัน ทันใดนั้นร่างของชายชราชุดเทาก็กลิ้งกระเด็นไปไกลลำคอของเขาััได้ถึงกลิ่นคาว พริบตาต่อมาโลหิตก็พุ่งกระฉูดออกจากปาก
“บัดซบ! ฝีมือของเ้าไม่ได้อยู่ในระดับจอมยุทธ์แต่อยู่ระดับยอดยุทธ์” ชายชราชุดเทาเช็ดโลหิตออกจากมุมปากสบถขึ้นด้วยความประหลาดใจ
คำกล่าวของชายชราชุดเทาทำให้ทั่วทั้งสนามตกอยู่ในความเงียบงันแม้แต่คนที่กำลังต่อสู้ก็ชะลอความเร็วในการโจมตี สายตาเหล่มองไปยังสนามประลอง
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับยอดยุทธ์เหนือกว่าระดับปรมาจารย์ยุทธ์หนึ่งขั้นในอาณาจักรเทียนอู่ระดับยอดยุทธ์ถือเป็ยอดฝีมือในหมู่ยอดฝีมือไม่คาดคิดว่าหนึ่งในนั้นจะเป็คนของตระกูลเย่
“ผู้าุโใหญ่ ข้า้าคำอธิบาย” ชายชราชุดเทากล่าวน้ำเสียงจริงจัง
“อย่าเพิ่งมีโทสะ โปรดฟังคำอธิบายของข้าก่อนทุกคนในตระกูลรู้ดีว่าเย่ลั่งอวิ๋นเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับจอมยุทธ์ขั้นเจ็ดนภา”ผู้าุโกล่าวด้วยความรู้สึกผิดจนอยากจะร่ำไห้เขาอุตส่าห์วางแผนไว้อย่างดี แต่ไม่เคยคิดว่าเื่พลิกผันมากมายเช่นนี้จะเกิดขึ้น
ความผิดพลาดประการแรกคือเขาเพิ่งมารู้ว่าเย่หยางมีฝีมืออยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นหกนภาทั้งยังสามารถต่อสู้ได้อย่างสูสีกับเย่อวิ๋นซึ่งอยู่ในขั้นเก้านภา
ปัจจุบันเย่อวิ๋นได้กลืนกินโอสถะเิพลังไปแล้วขณะกำลังสังหารเย่หยาง ยอดยุทธ์ผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวออกมาขัดขวาง
ผู้าุโคุมกฎผู้นี้มีนามว่าเย่ลั่งอวิ๋นทั้งยังเป็ทายาทสายตรงของเขา แต่อยู่ๆ เขาก็กลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับยอดยุทธ์เื่นี้ทำให้ผู้าุโใหญ่แทบคลั่ง
ผู้าุโคุมกฎกล่าวเย้ยหยันว่า "อย่าพูดจาให้มากความนี่ไม่ใช่ใบหน้าที่แท้จริงของข้า" สิ้นเสียงเขาก็ยื่นมือออกไปดึงบางอย่างบนใบหน้าออกเปลี่ยนเป็ชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบ
“ปลอมตัว! บัดซบ! แล้วเย่ลั่งอวิ๋นไปไหน เ้าเป็ใคร”ผู้าุโใหญ่แผดเสียงคำราม
“คงไม่จำเป็ต้องบอกว่าข้าเป็ใครเ้าควรห่วงตัวเองมากกว่า” ชายวัยกลางคนตอบอย่างสงบสุขุม
ชายชราชุดเทาหรี่ตามองไปยังชายวัยกลางคนแล้วกล่าว "ข้าไม่สนใจว่าเ้าเป็ใครแต่เ้าควรออกไปจากศึกครั้งนี้ ไม่ควรแกว่งเท้าหาเสี้ยนโดยใช่เหตุ”
“หยุดพูดเื่เหลวไหลเสียทีในเมื่อตอนนี้ข้าอยู่ที่นี่แล้ว ย่อมไม่ใช่พวกโลเลเปลี่ยนใจตามคำโน้มน้าวของเ้าเอาล่ะ…ข้าขอดูฝีมือของเ้าหน่อยว่าเก่งกาจเพียงใด” ชายวัยกลางคนยิ้มเยาะ
“เช่นนั้นก็ได้!ในเมื่อเ้าไม่รู้ว่าตัวเองควรอยู่หรือตายก็อย่ากล่าวโทษข้า เมื่อสักครู่ข้าแค่ตกหลุมพรางเ้าคิดว่าข้าจะหวาดกลัวเ้าจริงๆ งั้นหรือ ” สีหน้าของชายชุดเทาเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นมือไม้สั่น ปราณแท้ก่อตัวกลายเป็เกราะห่อหุ้มร่างกายเขา
“ปราณแท้แปลงเป็เกราะ” ผู้เฝ้าดูเหตุการณ์สูดลมหายใจยาวเหยียดเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนี่คือเคล็ดวิชาที่ต้องฝึกฝนถึงระดับปรมาจารย์ยุทธ์ก่อนเท่านั้นจึงจะใช้งานได้ เปลี่ยนปราณแท้แปรเป็เกราะห่อหุ้มร่างกายป้องกันสรรพศาสตราวุธ ยากต่อการถูกทำลาย
แต่เกราะปราณแท้ของระดับยอดยุทธ์แข็งแกร่งกว่าเกราะของปรมาจารย์ยุทธ์มากซึ่งแค่เกราะปราณแท้ของปรมาจารย์ยุทธ์ก็แข็งแกร่งกว่าชุดเกราะทั่วไปแล้ว
เมื่อชายวัยกลางคนเห็นอีกฝ่ายแปลงปราณแท้เป็เกราะห่อหุ้มร่างเขาก็ปลดปล่อยปราณแท้ออกมาอย่างไม่ลังเล พลางดึงกระบี่ยาวออกจากเอวไอเย็นเยียบแผ่กระจายออกมาจากกระบี่ ทำให้ทุกผู้คนในสนามประลองรู้สึกหนาวสั่นิักระชับตึงไปตามๆ กัน
“สมบัติวิเศษ ์ มันคือสมบัติวิเศษจริงๆ”
“ข้าเคยได้ยินเื่สมบัติวิเศษแต่ไม่คิดว่าวันนี้จะได้เห็น”
เมื่อเห็นชายวัยกลางคนชักกระบี่ออกมาก็บังเกิดความโกลาหลทั่วทั้งสนามประลองเพราะมีเพียงสมบัติวิเศษเท่านั้นที่แผ่ไอเย็นเช่นนี้ออกมาได้
เมื่อชายชราชุดเทาเห็นชายวัยกลางชักกระบี่ของตนเองออกมาก็ขมวดคิ้วก่อนโบกสะบัดมือ ปรากฏเป็หนามวารีราวแก้วผลึกอันแหลมคมขึ้นสิ่งนี้ก็เป็สมบัติวิเศษเช่นกัน
“สมบัติวิเศษ…เ้าไม่ใช่คนเดียวที่มี ไปลงนรกซะ!”สิ้นเสียงชายชุดเทา หนามวารีก็แยกออกจากมือกลายเป็ลำแสงเย็นเยียบพุ่งตรงเข้าไปยังลำคอของชายวัยกลางคน
ชายวัยกลางคนกวัดแกว่งกระบี่ยาวในมือบุปผากระบี่อัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้น
‘ชิ้ง’ เสียงชัดกระบี่ดังชัดเจน
เขาสกัดกั้นการโจมตีของชายชุดเทาอย่างง่ายดาย แล้วรีบฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายเพลี่ยงพล้ำเหวี่ยงกระบี่เป็แนวทแยงแทงสวนไปที่เอวของชายชราชุดเทาอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นว่าการโจมตีของตนเองถูกสกัดกั้นได้อย่างง่ายดายชายชราชุดเทาถึงกับสะดุ้ง ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อยรีบเหวี่ยงหนามวารีสกัดกั้นกระบี่ทันที
ทั้งสองเหมือนกระต่ายกับเหยี่ยว ว่องไวเฉกเช่นดาวตกสองดวงทำให้แยกแยะเงาร่างของพวกเขาได้ยากยิ่ง
ทันใดนั้นร่างทั้งสองก็ทะยานขึ้นไปบนอากาศ ก่อนวิ่งไปทางูเาด้านหลังหลังจากขึ้นๆ ลงๆ ไม่กี่ครั้งพวกเขาก็ปรากฏตัวอยู่ภายในหุบเขา
ทั้งสองกลัวว่าพลังที่ตนเองปลดปล่อยออกมาจะส่งผลกระทบกับคนของตนเองจึงเลือกสถานที่ต่อสู้ให้อยู่ห่างจากทุกคนเล็กน้อย
เมื่อเห็นทั้งสองจากไปทุกคนก็หันความสนใจมายังสนามประลองอีกครั้ง
เย่อวิ๋นมองเย่หยาง กัดฟันกล่าวว่า "ไอ้สารเลว!เพราะเ้าข้าถึงถูกบังคับให้กินโอสถะเิพลังปราณ คอยดูเถอะ ข้าจะฉีกเ้าเป็ชิ้นๆทำให้เ้าทรมานก่อนตาย ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่อาจระงับความเคียดแค้นชิงชังในใจได้"