ในโถงใหญ่ตระกูลมู่ ผู้เยาว์ทั้งห้ายืนอยู่ต่อหน้าคนทั้งตระกูล วันนี้ตระกูลมู่ของพวกเขารู้สึกมีหน้ามีตาอย่างยิ่ง หาได้ยากที่บุตรหลานทั้งหมดจะได้รับการยอมรับจากสำนักศึกษาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแคว้นเช่นนี้ น่าเสียดายที่ยามนี้บรรยากาศจืดเจื่อนกลับครอบคลุมไปทั่วห้องโถงใหญ่อย่างน่าประหลาด
มู่เยว่นั้นแม้จะได้รับคัดเลือกเข้าตำหนักอัคคีสมดังใจ แต่กลับไม่อาจยินดีได้เต็มที่ ด้วยพี่สาวที่ตนนึกดูแคลนมาตลอด กลับมีพลังฝึกตนและพร์เหนือกว่านางมาก
เป็เช่นนี้ ตระกูลซ่างกวนจะว่าอย่างไร การหมั้นของนางและซ่างกวนถงจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่ หากถูกถอนหมั้นจะน่าอายเพียงใด เด็กสาวได้แต่คิดทบทวนอย่างกระวนกระวายใจอยู่เงียบๆ
ฝ่ายมู่ฉือและมู่เสียงลูกพี่ลูกน้องชายที่เคยเอ่ยดูถูกนาง ยามนี้สีหน้าพวกเขามีสีแดงอมม่วง ดูขัดเขินยิ่งนัก พวกเขาทั้งอยากหลบหน้าไป แต่อีกใจก็ยังอยากพูดคุยสนิทสนมกับนางเช่นกัน
ผู้ฝึกปราณโอสถมีอิทธิพลเพียงใด แม้แต่องค์ชายใหญ่ที่มีเพียงปราณแสง สามารถเยียวยารักษาได้เพียงแผลภายนอกและโรคทั่วไป ก็ยังได้รับความสำคัญจากราชวงศ์และประชาชนเหนือกว่าผู้ใด ขุนนางคหบดีน้อยใหญ่ทั่วทั้งเมืองต่างให้ความเคารพยกย่อง อิทธิพลของ ‘หนานจื่อชิ่ง’ นั้นไม่ด้อยกว่าองค์ชายรองผู้เป็รัชทายาทเลย
วันนี้น้องสาวของเขาเป็ถึงผู้ฝึกปราณโอสถ ที่อนาคตแม้แต่องค์าายังต้องให้เกียรติ !! เขากลับไม่อาจแสดงความปลาบปลื้มยินดีได้ เพราะไม่เคยพูดจากับนางดีๆสักครั้ง สองพี่น้องได้แต่หวังให้มู่เชียนไม่ใช่คนเ้าคิดเ้าแค้นจนเกินไปนัก
แท้จริงนอกจากมู่จง มู่เฉิงหลิน และมู่เฟยเซียนแล้ว ญาติทั้งหมดทั้งสายหลักสายรองที่เคยดูถูกและสมเพชมู่เชียนเอาไว้ต่างก็มีสีหน้าฝาดเฝื่อนดูประหลาด มีเพียงมู่เหวินหลิง และมู่เหวินจงอาทั้งสองของนางเท่านั้น ที่นอกจากความละอายใจเล็กน้อยแล้วก็มีความยินดีแฝงอยู่ในสีหน้าด้วยเช่นกัน
หลานสาวของพวกเขา ช่างเป็ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น หากพี่ใหญ่และพี่สะใภ้บน์ได้รับรู้คงยินดีอย่างมาก ..
ทั้งคู่หายไปนานเพียงนี้ คนตระกูลมู่ย่อมไม่มีใครคิดว่าบิดามารดาของนางจะยังมีชีวิตอยู่ เห็นหลานสาวสร้างผลงานยิ่งใหญ่ เป็หน้าเป็ตาแทนพี่ชายที่จากไป ผู้เป็อาทั้งสองก็อดรู้สึกภาคภูมิใจแทนไม่ได้
“วันนี้พวกเ้าทั้งห้า ล้วนนำความภาคภูมิใจมาสู่ตระกูลมู่ของเรา หากแต่เพียงว่า… หลังจากเข้าสู่สำนักศึกษา ชีวิตพวกเ้ายังต้องพบกับความทุกข์ยากอื่นๆอีก… ที่แห่งนั้น ไม่มีคุณชายมู่ คุณหนูมู่ มีเพียงการแข่งขัน เพื่อความสำเร็จ อนาคตของตระกูลมู่ล้วนอยู่ในมือพวกเ้าแล้ว…….จงจำไว้”
“เ้าค่ะ/ขอรับ ท่านปู่”
มู่เชียนก้มศีรษะรับโอวาท เมื่อเงยหน้าขึ้นก็สบตาเข้ากับมู่จง เด็กสาวส่งยิ้มให้อย่างสุภาพ
มู่จงรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของหลานสาว ในดวงตาสีน้ำตาลฉายให้เห็นถึงความมั่นใจ อีกทั้งคล้ายแฝงคำสัญญาบางประการ ไม่ว่าจะหมายความว่าอย่างไร แต่มู่จงก็รู้สึกว่าหลานสาวผู้นี้จะไม่ทำให้ตนผิดหวัง นางได้หลอมรวมเอาความห้าวหาญของบิดาและความอ่อนโยนของมารดาไว้ในร่างได้อย่างลงตัว
พี่น้องฝาแฝดทั้งคู่เดินออกมาจากโถงไปตามทางเดินกลับเรือนของมู่เชียน ขณะที่มู่เฉิงหลินกำลังจะซักไซ้ถามก็พบว่า มู่เยว่ได้เดินตามหลังทั้งคู่มาอย่างเงียบๆ
มู่เชียนหันกลับไปมอง เห็นสายตาขัดเขินระคนร้อนใจของมู่เยว่ จึงหันมาเอ่ยกับมู่เฉิงหลิน “เ้าเดินไปรอข้าที่เรือนก่อน ไว้ข้าจะตามไป ”
มู่เฉิงหลินมองพี่สาวและน้องสาวของตนอย่างไม่วางใจนัก แต่เมื่อคิดได้ว่ามู่เชียนมีฝีมือเหนือกว่ามู่เยว่ ชายหนุ่มก็พยักหน้ารับ แล้วออกเดินล่วงหน้าไป
“น้องห้า มีอะไรอยากพูดกับข้าหรือ ?” มู่เชียนสบตาน้องสาวแล้วเอ่ยด้วยท่าทางสบายๆ
การกระทำของมู่เยว่ที่มีต่อสตรีตระกูลซ่างกวนในวันนี้สบใจนางไม่น้อย นางจึงยังนับเด็กสาวผู้นี้เป็คนในครอบครัว ทว่าผู้อ่อนวัยกว่ากลับไม่เข้าใจ ทั้งยังเห็นรอยยิ้มบางๆนั้นเป็เพียงรอยยิ้มเย้ยหยันไปเสีย
“มู่เชียน ท่านปกปิดพลังยุทธ์ ตั้งใจกลั่นแกล้งข้าหรือ ท่านหวังว่าเมื่อเปิดเผยความสามารถแล้วก็จะ่ชิงสายตาตกตะลึงจากทุกคนในตระกูลซ่างกวนและทำให้ซ่างกวนถงเสียดายจนกระทั่งถอนหมั้นกับข้าใช่หรือไม่?! ทำเช่นนี้เพราะคิดอยากแก้แค้น อยากให้ข้าถูกถอนหมั้น ให้ข้าขายหน้าเช่นเดียวกันใช่หรือไม่ ....?!”
มู่เยว่กล่าวถ้อยคำต่อว่ารัวเร็วทั้งยังขยี้เท้ากับพื้นด้วยความหงุดหงิดใจ น้ำตาใสๆคลอคลองอยู่ในเบ้าตา สีหน้าแดงก่ำคล้ายกลั้นความเสียใจอย่างสุดความสามารถ ขณะที่มู่เชียนได้แต่อ้าปากค้าง พยายามเรียบเรียงถ้อยคำต่อว่าอันคาดไม่ถึงและยาวเหยียดนี้อยู่พักใหญ่
“ข้าน่ะหรือ... ตั้งใจแกล้งเ้า ?”
“นอกจากท่านจะมีใคร ?! หนึ่งเดือนมานี้ที่ท่านจงใจปกปิดพลังไว้ ก็เพราะหวังให้ทุกคนดูถูกข้าและท่านแม่ว่ามองคนต่ำประเมินท่านผิดไปมิใช่หรือ ?” เด็กสาวตวาดลั่น
มู่เชียนนึกประหลาดใจกับสิ่งที่เด็กสาวนางนี้คิดยิ่งนัก จริงอยู่ที่นางตั้งใจปิดบังพลัง แต่ก็เพียงเพราะไม่ชอบเป็จุดสนใจ ส่วนเื่ที่นางจงใจทดสอบพลังออกมาให้เหนือกว่าผู้อื่น ก็เพราะ้าสร้างความภาคภูมิใจให้ท่านอาหญิงและคนที่รักนางบ้างเท่านั้น เื่ความรู้สึกของมู่เยว่สองแม่ลูก พวกนางจะอับอายหรือไม่ ซ่างกวนถงจะคิดเช่นไร นางกลับมิได้คำนึงถึง
“เ้าอายุเพียงสิบสาม เหตุใดสมองจึงบรรจุความคิดมากมายนัก ?”
“ท่านกล่าววาจาไร้สาระอันใดกัน !!”
มู่เชียนเห็นน้องสาวน้ำตาคลอ ใบหน้าเล็กสะสวยแดงก่ำอัดอั้นไปด้วยอารมณ์โมโหก็อดสงสารไม่ได้ เื่ที่ทำให้มู่เยว่คิดมากอย่างไรก็นับเป็ความรับผิดชอบของนางกึ่งหนึ่ง
‘ช่างเถิด... นางอายุยังน้อย แม้ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ต่ำไปหน่อย แต่ก็ตรงไปตรงมาดี’ มู่เชียนไม่ชอบสตรีเสแสร้ง ให้รับมือกับความโกรธเกรี้ยวที่จริงใจเช่นนี้ยังง่ายกว่ามาก
“นับแต่พรุ่งนี้เราต่างคนต่างมีเส้นทางของตนเอง ข้า... แน่นอนว่ามีพร์ด้านปรุงยา หากเข้าสำนักได้กราบท่านม่อจื้อเป็อาจารย์ ท่านมียามากมายที่สามารถเพิ่มพูนความสามารถในการฝึกปราณยุทธ์แก่ข้า ภายหน้าพบกันย่อมไม่กลัวด้อยกว่าท่านแล้ว” มู่เยว่ยังคงพูดพร่ำระบายอารมณ์ออกมาอย่างไม่รู้จะทำเช่นไรได้ เสียงของนางเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจ
มู่เชียนสูดลมหายใจลึกเพื่อรวบรวมสติ ก่อนจะก้มหน้านิ่งไม่พูดจา พยายามเบี่ยงเบนความสนใจของตนออกไปจากเด็กสาวเ้าอารมณ์ตรงหน้า ‘บุตรคิดไม่ดีเป็ความผิดของมารดา นางแค่ถูกสั่งสอนมา เดี๋ยวโตแล้วก็คงดีขึ้นเอง’
“ยามนี้แม้ท่านจะมีพร์ด้านฝึกยุทธ์มากกว่า น่าเสียดาย...ซ่างกวนถงผู้นั้นหลงใหลข้ามาก เขาเคยกล่าวกับข้าว่า รูปลักษณ์ของท่านและข้าเปรียบดังหิ่งห้อยและแสงจันทร์ ต้นหญ้ากับเมฆสูง…. ยามที่มาอ้อนวอนขอหมั้นหมายกับข้า ยังถึงกับเอ่ยกับท่านปู่ว่าขอตายหากไม่อาจเปลี่ยนตัวคู่หมั้นได้ ท่านฟังเถิดเขาดูแคลนท่านเพียงนี้”
มู่เชียนซ่อนรอยยิ้มระอา... วาจาขอความรักอันใดกัน หวานเลี่ยนไร้แก่นสาร ทั้งน่าอายและน่าขันยิ่ง หลุดพ้นจากนักแสดงชายผู้นั้นมาได้นางนึกดีใจจนเผลอเอ่ยขอบคุณมู่เยว่ออกมาด้วยซ้ำ ไม่คิดว่าเด็กสาวที่กำลังขาดสติกลับยอมรับไว้อย่างยินดี
“ท่านควรขอบคุณข้าจริงๆ หากแต่งกับท่านไม่นานเขาคงอายุสั้น ท่านเองก็ต้องเป็หม้าย ถูกส่งกลับตระกูลเดิมอย่างน่าอาย …. ต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตเลี้ยงดูบุตรของผู้อื่น ตกต่ำเช่นเหมือนท่านอาหญิงนั่นแหละ !!”
เดิมทีมู่เชียนยังรับฟังอย่างใจเย็นคิดจะปล่อยเด็กสาวนางนี้ระบายอารมณ์ต่อไปอีกสักพัก ทว่าเมื่ออีกฝ่ายแตะต้องเข้ากับจุดเปราะบางของนาง สายตาเรียบเรื่อยคู่นั้นพลันเปลี่ยนเป็เ็าแข็งกร้าว...ราวคนละคน !
‘ปัง !!’ พลังปราณของนักยุทธ์ห้าดาวพวยพุ่งออกมาใส่มู่เยว่อย่างไม่อาจระงับทำให้ร่างของผู้อ่อนวัยกว่าถูกผลักถอยออกไปเกือบ 2 จั้ง มู่เยว่ถูกโจมตีอย่างกะทันหันจึงหงายหลังล้มลงไปกับพื้น
โลหิตรสหวานปะแล่มอึกหนึ่งเอ่อขึ้นมาที่ลำคอ นางมองที่พี่สาวที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าอย่างตกตะลึง
‘ปราณของนาง เหตุใดคล้ายจะร้ายกาจกว่าพี่ใหญ่ที่บรรลุขั้นสามเช่นกัน ?!’
ใบหน้าจืดชืดของหญิงสาวที่มักก้มต่ำยอมให้ผู้อื่นรังแก ยามนี้มองสบตานางนิ่ง ประกายในดวงตาสีน้ำตาลทรงอำนาจจนน่าแปลกใจ
“มู่เยว่.. จงฟังไว้ ข้าบอกกับเ้าครั้งนี้ ครั้งเดียวเท่านั้น !!” มู่เชียนกล่าวเสียงเย็น พลางก้าวเดินเข้าหาร่างที่กองอยู่กับพื้นช้าๆ เงาร่างที่เคลื่อนเข้ามามาบดบังแสงจันทร์บนท้องฟ้า มู่เยว่รู้สึกหวาดกลัวจนหายใจติดขัด
“เ้าว่าข้า… ข้าไม่ถือสา เ้าด่าข้า… ข้ายังมองอย่างเอ็นดูได้… แต่หากเ้าล่วงเกินผู้ที่ข้ารัก… ” ดวงตาเย็นเยียบหรี่ลงเพื่อปิดบังไอสังหารอันรุนแรงด้านในนั้นเอาไว้ “ขาหนึ่งข้างที่ล้ำเส้นมานั้น ข้าจะหักมันทิ้งเสีย ..!!”
รังสีอำมหิตลอยอวลอยู่ทั่วบริเวณ ประกายสังหารในดวงตาแสดงให้มู่เยว่รู้ว่าพี่สาวคนนี้มิได้เพียงเอ่ยขู่นาง มู่เชียนหมายความตามนั้นจริงๆ
“เ้าสามารถทดลองดูได้ ! ”เสียงใสเย็นเยียบเอ่ยทิ้งท้าย ก่อนจะก้าวเดินผ่านร่างมู่เยว่ไป ทิ้งเด็กสาวที่ยังคงนั่งตัวสั่นอยู่กับพื้นไว้เื้ัเพียงลำพัง
มู่เยว่มองมู่เชียนเดินจากไปด้วยความรู้สึกสับสนอย่างมาก พี่สาวคนนี้ทำให้นางทั้งนับถือ เกลียดชังและหวาดกลัวได้ในเวลาเดียวกัน
ฝ่ายมู่เชียน...ระหว่างทางที่เดินถึงเรือนพักนั่นมิใช่ใกล้ ยังไม่ทันถึงครึ่งทาง อารมณ์ก็เย็นลงแล้ว เด็กสาวยกมือขวาขึ้นใช้นิ้วชี้เคาะขมับพลางย้อนคิดไปว่าเมื่อครู่นางทำรุนแรงไปหรือไม่…..
‘ก็แค่เด็กไม่รู้ความชอบเอาชนะเท่านั้น ควรจะสั่งสอนดีๆ และลงมือให้เบากว่านี้..’ ยิ่งคิดมู่เชียนก็ยิ่งรู้สึกผิด จนเริ่มโทษไปถึงัเทพตัวน้อยบนไหล่
“เสี่ยวจิ้ง ปราณธาตุไฟของเ้าส่งผลต่ออารมณ์ของข้าหรือไม่ ที่ข้าะเิพลังใส่มู่เยว่เมื่อครู่ นั่นต้องเป็เพราะธาตุไฟที่เพิ่มเข้ามา ส่งผลให้ข้ากลายเป็คนเืร้อนรุนแรงมากขึ้นแน่ๆ”
“เหอะๆ เ้าทำของเ้าเอง เกี่ยวอันใดกับข้า อีกทั้งเมื่อครู่เ้าว่ารุนแรงแล้วหรือ... ช่างอ่อนหัดยิ่ง !!”
“หากคนที่นางพูดถึงเป็ข้า นางไม่เพียงถูกซัดกระเด็นเท่านั้น ข้ายังจะตัดลิ้นช่างพูดของนางลงมาก่อน ดูว่ามีกี่แฉกกันแน่ จากนั้นก็ชำแหละสมองช่างคิดของนางออกมาดูว่ามีขี้เลื่อยอยู่มากน้อยเพียงไร ค่อยควักหัวใจที่อาฆาตริษยาของนางออกมาดูว่ามีสีแดงหรือสีดำ …. ”เทพอสูรัไฟแลบลิ้นออกมาเลียริมฝีปาก พลางจินตนาการถึงสิ่งที่ตนอยากทำกับอวัยวะเ่าั้
มู่เชียนฟังแล้วก็ลอบพยักหน้า... ดูท่านางยังห่างไกลกับคำว่าปราณไฟเืร้อนรุนแรงอยู่บ้างจริงๆ