“นี่คือบัตรของนาย”
เสียงเ็าของเขาดังขึ้น ไม่มีความรู้สึกใด ๆ ปะปนอยู่ในถ้อยคำ
ฉันมองไปรอบ ๆ — กำแพงสูงเย็นะเื เสียงฝีเท้าก้องกังวาน และสายตาจับจ้องทุกฝีก้าว ไม่มีความอบอุ่น ไม่มีความหวัง มีเพียงความรู้สึกเหมือนถูกขัง ถูกบีบบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่เข้าใจ
“แล้วทำไมฉันต้องมาที่นี่... ทำไมต้องเป็ฉัน?”
ฉันคิดพลางจับบัตรในมือแน่น กับคำตอบไม่มีใครให้ได้
ฉันถูกดึงออกจากชีวิตเก่าแบบไม่มีทางเลือก
ผ่ามือข้างหนึ่งแปะไปกับหน้ากากพร้อมกับถอนหายใจ
ไม่เคยคิดว่าชีวิตธรรมดาของคนธรรมดา จะเปลี่ยนแปลงได้มากมายภายในวันเดียว
∞
เช้าวันหนึ่ง ณ เมืองอันห่างไกล วันนี้ก็เป็วันธรรมดาของคนทั่วไป ที่ออกไปทำงานหาเงินเลี้ยงชีพ
ฉันก็เช่นเดียวกัน
แต่เมื่อลุกขึ้นเดินตามถนนสายหลักที่ผ่านประจำ กลับรู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่คุ้นเคยอยู่ไม่ไกลนัก
ในซอกลึกของตรอกแห่งหนึ่ง มีบางสิ่งชักชวนให้ฉันเข้าไปใกล้
ฉันเดินตามซอกทางมืดมิด เข้าสู่เส้นทางที่ไม่รู้จัก
จนเกือบสุดปลายทาง รองเท้าของฉันกระแทกเข้ากับสิ่งของ — กล่องไม้เก่าที่วางอยู่ริมทาง ้ามีฝาปิดหยาบ ๆ เหมือนถูกทิ้งไว้โดยไม่มีใครสนใจ
ฉันโน้มตัวลงหยิบขึ้นมาดูอย่างระมัดระวัง
เมื่อเปิดฝาออก ภายในกล่องนั้นมีลูกแก้วใสสีฟ้าหม่นวางอยู่เพียงลูกเดียว
มันเรืองแสงบางเบาในความมืด แต่สิ่งแปลกประหลาดคือ... ลูกแก้วนั้นไม่มีเงาสะท้อนเลยสักนิด
ฉันวางมือแตะมันอย่างเลื่อนลอย รู้สึกถึงความเย็นวาบซึมผ่านปลายนิ้ว แล้วจู่ ๆ โลกรอบตัวก็เงียบสงัด ราวกับเวลาหยุดเดิน
เสียงรอบข้างค่อย ๆ จางหาย เหลือเพียงเสียงเต้นหัวใจในอกที่ดังก้องกังวาน
พื้นที่รอบ ๆ เริ่มมืดสนิท มีเพียงลูกแก้วที่ส่องสว่าง
สายตาของฉันถูกมัน่ชิงไปอย่างไม่อาจขัดขืน
“พาฉันออกไปจากที่นี่”
คำสั่งดังก้องในหัว ลูกแก้วสีฟ้าส่งเสียงเรียกร้อง
“ถอยออกมาจากตรงนั้น”
เสียงของคนผู้หนึ่งเรียกจากด้านหลังและดึงสติฉันกลับคืนมา
หญิงสาวสวมชุดสีน้ำเงินและหมวกปีกกว้างใบใหญ่ยืนอยู่ที่เื้ั
“วางลูกแก้วไว้ แล้วถอยออกมา ได้ยินฉันไหม”
ฉันหันกลับไปมอง ขณะที่ยังถือครองลูกแก้วไว้ในมือ แต่สุดท้ายขากลับไม่ฟังคำสั่ง และเริ่มวิ่งหนีจากเธอคนนั้นให้ไกลที่สุดเท่าที่ทำได้
นั่นเป็สิ่งเดียวที่ฉันเข้าใจในตอนนั้น
ไม่มีเหตุผลอื่น มีเพียงการมุ่งไปข้างหน้า สู่ถนนสายหลัก
“หยุดนะ!”
เสียงที่ไล่ตามมาจากด้านหลังไม่ลดละ ทันใดนั้น ขาของฉันถูกน้ำแข็งเย็นจับติดพื้น ไม่อาจวิ่งต่อไปได้
ผู้คนรอบข้างหันมามองด้วยความสงสัย บ้างหยุดเดินเพื่อดูสถานการณ์
หญิงสาวตรงหน้าก้าวเข้ามาใกล้พร้อมสายลมอันหนาวเหน็บ
เรือนผมสีน้ำเงินเข้มถูกปกคลุมด้วยเกล็ดหิมะสีขาว
ลมหายใจพวยพุ่งเป็ไอสีขาวทุกครั้งที่เธอหายใจ
“จับได้แล้ว มือวางะเิ”
“มือวางะเิ? อะไรนะ ฉันงั้นเหรอ?” ฉันรู้สึกสับสน
ลูกแก้วสีฟ้าในมือส่งปฏิกิริยาอีกครั้ง ประกายไฟสีดำทมิฬลุกโชติ่จากด้านใน
อย่าบอกนะว่า… สิ่งนี้กำลังจะทำงาน แล้วใครเป็คนทำกันล่ะ?
“บ้าน่า! ยังทำงานอยู่อีกเหรอ?”
หญิงสาวตกตะลึง รีบวาดเวทมนตร์บนพื้น
ไม่มีทางทันหรอก จะใช้เวทมนตร์ป้องกันะเิก็ช้าไปแล้ว
ฉันมองลูกแก้วในมือ ไฟทมิฬลุกโชนจนแทบทะลักออกมา
ในอีกไม่นาน หากนี่คือะเิจริง ๆ ฉันคงเป็คนแรกที่จบชีวิตอย่างแน่นอน
“บ้าชะมัด วันนี้มันวันอะไรกันเนี่ย”
เสียงก่นด่าดังออกมาจากภายใต้หน้ากาก ฉันชูลูกแก้วขึ้น้า อย่างน้อยถ้ามันจะะเิ ขอให้ตายช้าลงสักวินาทีเดียวก็ยังดี
เมื่อชูสิ่งนั้นขึ้นเหนือหัว แสงแดดยามเช้าที่สาดส่องกลับทำให้เพลิงสีดำด้านในสงบลงอย่างไม่น่าเชื่อ ราวกับถูกหักล้างด้วยแสงแห่งความบริสุทธิ์
หลังลูกแก้วหยุดทำงาน เพียงชั่วพริบตา มันก็ลอยขึ้นไป้า ก่อนที่กล่องสี่เหลี่ยมปริศนาจะพุ่งเข้ามาเก็บมันไว้ทันที นั่นไม่ใช่เจตจำนงของฉัน แต่เป็ของแม่มดตรงหน้า เธอผนึกลูกแก้วไว้ก่อนที่ฉันจะถูกจับกุม
มือถูกมัดด้วยโซ่ที่น้ำหนักเบาแต่แข็งแรง สายตาถูกบดบังด้วยผ้าสีดำสนิท (ถึงแม้เดิมทีฉันจะสวมหน้ากากอยู่แล้วก็ตาม)
“ขอทำการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย”
∞
ลืมตาตื่นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องแปลกตา มือยังถูกล็อกไว้อย่างแ่า
“นี่เหรอ เ้าหน้าที่เรทีเซีย มือวางะเิที่ว่า”
เมื่อเงยหน้าขึ้น ฉันเห็นโต๊ะตัวใหญ่ตั้งอยู่ตรงหน้า และเ้าหน้าที่สาวผมสีขาวสวมแว่นตานั่งประสานมืออยู่ฝั่งตรงข้าม
ใกล้ ๆ ฉัน มีแร่ควอตซ์สีขาวฝังอยู่บนโต๊ะ ราวกับเป็ป้ายชื่อประจำตำแหน่งของเธอ
“ยินดีต้อนรับ คุณอาชญากร ฉัน ควอตซ์ รับหน้าที่สอบสวนคุณในวันนี้ หากคิดจะโกหก ก็เตรียมใจไว้ให้ดี”
ตอนนั้นในห้องมีเพียงแค่ฉันกับเธอ รอยยิ้มบนใบหน้าของหญิงสาวเต็มไปด้วยอันตราย ไม่รู้ด้วยวิธีใด รู้สึกได้ว่าเธอจะต้องได้ในสิ่งที่เธอ้าอย่างแน่นอน
“ถ้างั้นก็ คำถามแรก — เธอเป็คนวางลูกแก้วนั้นใช่ไหม?”
“ไม่ใช่”
ฉันตอบเสียงหนักแน่น
เธอพยักหน้ารับ ก่อนถามต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ถ้าไม่ใช่ แล้วทำไมถึงเข้าไปในตรอกมืด ๆ ที่ไม่มีใครกล้าเข้า?”
ตัวฉันเองยังไม่แน่ใจ และไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
“ฉันไม่รู้”
แร่ควอตซ์สีขาวแปรเปลี่ยนเป็สีดำ
เ้าหน้าที่ตรงหน้าขมวดคิ้วเข้าหากัน
“คุณปิดบังอะไรอยู่?”
ฉันกลืนน้ำลายดังอึก ใบหน้าที่ถูกปิดบังด้วยหน้ากากของฉันคงบิวเบี้ยวอยู่เป็แน่
“ฉัน... แค่รู้สึกว่าต้องเข้าไป”
ควอตซ์ที่ตั้งอยู่กลับมาเป็สีขาวอีกครั้ง นี่คงเป็สิ่งที่คล้ายกับเครื่องจับเท็จสินะ
“แล้วทำแบบไหนกันถึงหยุดะเิได้” ควอตซ์ถามเสียงเย็น เธอยังคงจับจ้องมาที่ฉันอย่างไม่ลดละ
ฉันกลืนน้ำลาย ฝืนสะบัดความสับสนในใจ ก่อนจะตอบเสียงแ่ ๆ
“...ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน มัน...หยุดเอง”
ควอตซ์ขมวดคิ้วลึกขึ้น แร่ควอตซ์ที่ฝังไว้บนโต๊ะกลับเปลี่ยนเป็สีเทาขุ่น ราวกับสะท้อนความสงสัยของเธอ
“หยุดเอง? ไม่มีใครเคยเห็นวัตถุต้องสาปชิ้นไหนทำแบบนั้นได้” เธอกล่าวเสียงเข้ม
“คุณแน่ใจหรือว่าไม่ได้ทำอะไรผิดปกติ?”
ฉันพยักหน้า
แร่ควอตซ์ตรงหน้ายังคงเป็สีเทา ไม่ใช่ทั้งดำหรือขาว
เธอขมวดคิ้วมากกว่าเดิม
“ถ้างั้น คำถามสุดท้าย คุณชื่ออะไร”
“มุเก็น”
“ไม่ใช่ชื่อที่เป็เหมือนโค้ดเนมแบบนั้นสิ ชื่อจริง”
“ฉันไม่รู้”
เธอเหลือบมองไปยังควอตซ์ของเธอ มันเป็สีขาว
เ้าหน้าที่หญิงขยับแว่นเล็กน้อยและยื่นมือมาดึงหวังจะดึงหน้ากากของฉัน “หมายความว่ายังไง ‘ฉันไม่รู้’ ” แต่ก่อนที่มือเธอจะแตะหน้ากากของฉันประตูก็ได้เปิดออกดัง ปัง
“สอบสวนเสร็จรึยัง ควอตซ์”
“อเมทิสต์ มีอะไรถึงเข้ามาโดยไม่ขออนุญาตฉัน”
“เ้าหน้าที่ระดับเก้าอย่างฉัน ต้องขออนุญาตระดับสิบอย่างเธอด้วยเหรอ”
เ้าหน้าที่สอบสวนทำสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย และเอามือกลับไปประสานดังเดิม
“แล้วมีอะไร”
“ผลวิเคราะห์วัตถุต้องสาปออกมาแล้ว คำสาปด้านในถูกทำลายจนหมด ตอนนี้มันเป็แค่ลูกแก้วธรรมดา”
ควอตซ์เงียบไปชั่วขณะ ใบหน้าที่เคยแน่นิ่งมีรอยร้าวบางเบาในแววตา
“...คำสาป ‘หายไป’ งั้นเหรอ?”
อเมทิสต์พยักหน้า ก่อนโยนเอกสารบางอย่างลงบนโต๊ะ เสียงกระดาษกระทบกับไม้สะท้อนก้องในห้องเงียบ
“ไม่มีใครทำได้แบบนั้น ยกเว้นพวก ‘Null’ ”
“อย่าพูดคำนั้นในห้องสอบสวน”
“เธอคิดจะซ่อนความจริงต่อไปอีกนานแค่ไหนกัน?”
ฉันเงียบงัน ไม่เข้าใจเลยว่า ‘Null’ คืออะไร แต่รู้สึกได้ว่าคำนี้... มีความหมายบางอย่าง
“เขาััลูกแก้วที่ยังทำงานอยู่ แต่ไม่ตาย ไม่บ้า ไม่ถูกควบคุม แถมคำสาปยังถูกลบหายไปโดยไม่ทิ้งร่องรอย”
อเมทิสต์พูดพลางเดินวนรอบเก้าอี้ที่ฉันนั่งอยู่
“พวกเรารู้แค่นี้ — ใครที่ััวัตถุต้องสาประดับนั้นได้แล้วไม่ตาย คือของหายาก”
เขาหยุดเท้าลงข้างหลังฉันพอดี
“และสิ่งหายากในโลกที่มีเวทมนตร์... ไม่ควรปล่อยให้เดินไปมาอยู่ข้างนอก”
ควอตซ์ถอนหายใจเบา ๆ แล้วลุกขึ้นยืน
“เราจะยังไม่สรุปว่าเขาเป็ ‘Null’ จนกว่าจะมีหลักฐานมากกว่านี้”
“แต่ในระหว่างนี้—” อเมทิสต์พูดต่อก่อนจะยิ้มเล็กน้อย “เราสามารถทดสอบเขาในสนามจริงได้ใช่ไหมล่ะ?”
ฉันเงยหน้าขึ้นทันที
“หมายความว่าไง?”
ประตูปิดลงเบา ๆ หลังจากที่กระดาษแผ่นหนึ่งถูกแปะบนหน้ากากของฉัน
“สมาพันธ์เวทมนตร์ขอต้อนรับท่านเข้าสู่สถานะสมาชิกชั่วคราว”
ลงชื่อ
ประธานสมาพันธ์เวทมนตร์ ออบซิเดียน