เปลวเพลิงที่ระเบิดและลุกโชนขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ชาวเมืองกลอเซนด้านกำแพงทิศตะวันตก ต่างแตกตื่นหนีตายกันจ้าละหวั่น ลูกหลงจากพลังทำลายล้างของอสูรเพลิง ทำให้กำแพงเมืองที่จุดนั้นพังเป็นรูโบ๋ สมาชิกสภาแห่งกลอเซนทุกคนถูกเรียกรวมพลด่วน โดยผู้ที่สั่งการครั้งนี้คือ มาคัส ซึ่งตัวเขาดเป็นหัวหน้าภาคีอัศวินและยังเป็นผู้นำสภา ตอนนี้ตัวเขาเข้าร่วมการประชุมที่เมืองหลวง พร้อมกับเจ้าเมืองกลอเซนและดูเอล หัวหน้าภาคีเวทย์แห่งกลอเซน นี่เป็นเหตุการณ์ใหญ่ในรอบหลายสิบปีของเมืองเลยก็ว่าได้ นั่นเพราะมีสมาชิกสภา ซึ่งเป็นถึงขุนนางชั้นผู้ใหญ่ถูกสั่งการ การรวมพลในครั้งนี้อำนาจสั่งการจะอยู่ที่เคเซอร์ แต่ตอนนี้เขาอยู่ในสนามรบ แม้จะไร้ผู้ที่มีอำนาจสั่งการโดยตรง แต่ทุกคนก็เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่รู้จัก คุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว พวกเขารู้ถึงสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างดี จะมีหรือไม่มีผู้สั่งการก็ไม่ต่างกันนัก
“ท่านเรมอสไม่อยู่รึ?”
สมาชิกผู้หนึ่งกวาดตามองดูก็รู้ได้ทันทีว่าขาดใครบ้าง หัวหน้าทั้งสองไม่อยู่ อีกสี่คนอยู่ในสนามรบ อีกคนบาดเจ็บปางตายกำลังรักษาตัว และอีกคนเวลาแบบนี้ไม่รู้หายตัวไปไหน ตอนนี้สมาชิกสภาที่ยืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้มีทั้งสิ้นสิบสองคน ซึ่งทุกคนล้วนแต่มีระดับพลังไม่ต่ำกว่าคลาส 7 ขั้นสูงทั้งสิ้น
“เมื่อวานข้ายังเห็นที่ห้องทำงานของเขาอยู่เลย จะรอรึเปล่า?”
“ไม่ต้อง! แค่นี้ก็เหลือเฟือแล้ว พวกเราไปที่นั่นกันเลย”
“ตกลง”
ทุกคนพยักหน้าพร้อมกัน จากนั้นก็เร่งพลังและพุ่งทะยานตรงไปที่สมรภูมิอย่างพร้อมเพรียง ที่ต้องแห่กันไปหมดทุกคนก็เพราะ พวกเขากังวลเรื่องความแข็งแกร่งของศัตรูอยู่ก่อนแล้ว ผู้ที่สามารถทำให้เดลตันอยู่ในสภาพคนพิการได้ ตอนแรกก็วางใจที่เคเซอร์นำทีมออกไปจัดการด้วยตนเอง แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ทุ่มกำลังไปถึงขนาดนั้นพวกมันยังสังหารคูบริกเพิ่มอีกคนได้ กลุ่มกบฏเหล่านี้ไม่ใช่แค่ชาวบ้านหลายๆ คนรวมตัวกัน เช่นที่คาดไว้แต่แรกเสียแล้ว พวกมันเป็นภัยต่อเมืองอย่างแท้จริง ภัยร้ายแรงขั้นสูงสุด!
“จะหนีไปไหน!”
“ตายยยยยย!!!”
“กรี๊ดดดดด!!!”
“ฮ่าๆ ๆ ๆ”
“อ้ากกกกกก!!!”
“อย่าทำอะไรข้าเลย!”
เสียงร้องระงมของชาวบ้าน ปะปนกับเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งของคนกลุ่มหนึ่ง พวกมันไล่สังหารชาวบ้านที่กำลังหนีตายอย่างโหดเหี้ยม กระทั่งเด็ก ผู้หญิง หรือคนแก่ก็ไม่มีการละเว้น ร่างของชาวบ้านมากมายนอนเกลื่อนพื้นดินที่นองไปด้วยเลือด เหล่านักล่าที่เข้ามาขัดขวางก็ไม่ใช่คู่มือของพวกมันเลยแม้แต่น้อย และผู้ที่เข้ามาขวางทางพวกมัน เกือบทั้งหมดล้วนแต่ต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่
อั๊ก!
จู่ๆ หนึ่งในกลุ่มผู้ที่ไล่สังหารชาวบ้านก็ล้มลงอย่างผิดปกติ เพื่อนที่อยู่ไม่ไกลนักเห็นพอดีจึงตรงเข้ามาดู ทันทีที่มาเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับพรรคพวกเขานี้ถึงกับผงะ ที่หน้าอกของเพื่อนเขาทะลุเป็นรูขนาดใหญ่ จนสามารถเอากำปั้นยัดเข้าไปได้สบาย มีพวกมันซุ่มโจมตีอยู่? แต่ใครกันล่ะที่เป็นคนทำ? ใครกันที่สามารถสังหารนักรบคลาส 6 ได้ด้วยการโจมตีเพียงแค่ครั้งเดียว และยังทำให้ตายได้ในทันที โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันซ่อนตัวอยู่ที่ไหน
เฟี๊ยว!
ลำแสงเส้นหนึ่งพุ่งมารวดเร็วมาก รู้ตัวอีกทีมันก็ผ่านร่างของเขาไปแล้ว ชายคนดังกล่าวล้มลงสิ้นใจใกล้ๆ กับเพื่อนของเขา ที่หน้าอกปรากฏรูขนาดใหญ่เหมือนกับชายคนแรกไม่ผิดเพี้ยน รูที่เกิดขึ้นตรงกับตำแหน่งของหัวใจพอดี และแสงนั้นได้ทำลายหัวใจทั้งดวงจนไม่เหลือซาก พวกที่เหลืออีกสามคนเห็นดังนั้นก็ตกใจเป็นอย่างมาก หนึ่งในสามคนที่เหลือถึงกับวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต
เฟี๊ยว!
พริบตานั้นเอง ลำแสงสีขาวก็พุ่งมา และสอยชายอีกคนให้ลงไปกองได้อย่างง่ายดาย ทุกคนที่ถูกลำแสงนี้ปลิดชีพล้วนแต่สิ้นใจทันที ไม่มีโอกาสได้ดิ้นหรือกระทั่งส่งเสียงออกมาด้วยซ้ำ
“เจ้าเป็นใคร? โผล่หัวออกมาสิวะ!”
ชายที่ดูจะเป็นหัวหน้ากลุ่มตะโกนออกมาอย่างเกรี้ยวกราด แม้จะแสดงท่าทีแบบนั้น แต่ภายในเขากลับรู้สึกกลัวจับใจ นั่นเพราะตัวเขาเองก็ไม่ใช่ว่าจะแข็งแกร่งกว่าคนอื่นๆ มากนัก คนอื่นถูกสังหารได้อย่างง่ายดายไร้การตอบโต้ใดๆ ตัวเขาเองก็อาจจะมีสภาพไม่ต่างกัน
“ใจเย็นๆ”
เขาพึมพำบอกกับตัวเองอย่างแผ่วเบา ในมือกุมหอกแน่น การที่จะสามารถโจมตีได้รุนแรงขนาดนั้น ตัวผู้ที่ทำมันจะต้องซุ่มอยู่แถวนี้แน่ อีกอย่าง เจ้านี่มันต้องเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญการลอบสังหารเป็นอย่างมาก
เฟี๊ยว!
ลำแสงพุ่งมาเร็วมาก แต่เพราะมันตรงมาข้างหน้าพอดี จึงสามารถมองเห็นได้ก่อนจะถึงตัว และในตอนนั้นเอง หอกที่กุมแน่นในท่าเตรียมอยู่ก่อนแล้ว ก็ถูกซัดออกจากมือสุดแรง
“ทำลายมันซะ : คมเขี้ยวอสรพิษดำ!”
หอกถูกซัดตรงไปทางลำแสงที่พุ่งตรงเข้ามา ออร่าที่หุ้มอยู่เปลี่ยนรูปร่างของมัน ให้กลายเป็นงูตัวสีดำที่กำลังอ้าปากและพุ่งเข้าไปฉกเหยื่อ นี่คือทักษะท่าไม้ตายของเขา ทักษะที่มีจุดเด่นเรื่องพลังทำลายล้าง ทันทีที่ทั้งสองสิ่งเข้าปะทะกัน ลำแสงสีขาวกลับพุ่งฉีกกระชากงูดำตั้งแต่หัวจรดหาง จนมันผ่าครึ่งเป็นสองท่อนในชั่วพริบตา ซ้ำลำแสงยังพุ่งทะลุหน้าอกของชายผู้นี้อย่างแม่นยำ โดยที่ความรุนแรงไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย
“หนีไปได้หนึ่ง น่าเสียดาย”
เฟรย่าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เธอบินขึ้นสูงเพื่อสำรวจเหตุการณ์ภายนอกข่ายมายาที่ไอริสสร้างขึ้น ที่ทำเช่นนั้นเพราะ ในตอนนี้เป็นเวลาที่น่าจะมีชาวบ้านบางส่วนเดินทางมาถึงที่นี่แล้ว แต่รอจนถึงตอนนี้กลับยังไม่มีใครมาถึงกันเลย เมื่ออยู่บนท้องฟ้าก็ทำให้เห็นเหตุการณ์ได้รอบด้าน ทั้งการระเบิดที่เกิดขึ้นหลายจุด และความรุนแรงจากการต่อสู้ในสมรภูมิต่างๆ หนึ่งในนั้น เธอเห็นกลุ่มชายห้าคนกำลังจะทำการสังหารหมู่ เฟรย่าไม่เคยพบการชาวบ้านคนใดมาก่อน เธอจึงไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้เท่าไหร่นัก แต่ที่แน่ๆ เจ้าพวกที่ฆ่าชาวบ้านอยู่จะต้องเป็นศัตรูแน่นอน ลำแสงที่พุ่งไปปลิดชีพคนเหล่านั้น คือลูกธนูของเธอเอง แม้คนเหล่านั้นอยู่ห่างออกไปประมาณสามกิโลเมตร ระยะทางก็ไม่ทำให้ความแม่นยำตกไปแม้แต่น้อย แน่นอนว่าหากเป็นเวลากลางวัน รัศมีการยิงย่อมต้องไกลยิ่งกว่าในตอนนี้
เฟี้ยว! เฟี้ยว! เฟี้ยว! เฟี้ยว!
ลูกธนูของเฟรย่าพุ่งลงไปสังหารกูลสี่ตัวที่ลุกล้ำเข้ามาในข่ายมายา ไอริสกำลังใช้สมาธิอย่างสูงเพื่อคงข่ายมายานี้เอาไว้ นั่นจึงทำให้เธออยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถป้องกันตัวได้ เฟรย่าจึงต้องคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง แต่ถึงอย่างไรเสีย ตอนนี้ชาวบ้านที่เหลือก็ปลอดภัยแล้ว นั่นเพราะตอนนี้ทุกคนอยู่ในระยะยิงของเฟรย่า ถ้ามีศัตรูหน้าไหนจู่โจมเข้ามาอีก คนพวกนั้นจะต้องมีจุดจบเหมือนสี่คนที่นอนอยู่ตรงนั้นแน่นอน
เพลิงที่ค่อยๆ อ่อนกำลังลงทำให้สมรภูมิแห่งความร้อนสงบ หลังจากการเกิดใหม่ คูบริกรีบปรับพลังของตนให้เสถียร สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่คือความสามารถประจำตระกูล เป็นทักษะเฉพาะของผู้ที่มีสายเลือดแห่งเทพวิหคเพลิง เมื่อก้าวข้ามขีดจำกัดขึ้นมาได้ คนผู้นั้นจะสามารถใช้เปลวเพลิงของตน เพื่อสร้างวิญญาณอีกดวงขึ้นมาได้ ซึ่งทักษะนี้ถูกเรียกว่า ‘วิญญาณอมตะวิหคเพลิง’ วิญญาณดวงนี้จะทำหน้าที่เสมือนชีวิตที่สอง นอกจากคนผู้นั้นจะหมดอายุขัย ไม่ว่าจะตายแบบใดก็สามารถคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งได้ และยังคงทำแบบนั้นได้อีกเรื่อยๆ ตราบใดที่สามารถสร้างวิญญาณอมตะวิหคเพลิง ขึ้นมาทดแทนของเดิมได้ ครั้งแรกเมื่อข้ามขีดจำกัดมา คนผู้นั้นจะได้ชีวิตที่สองนี้ทันที แต่หลังจากที่ใช้มันไปแล้ว การสะสมพลังเพื่อสร้างวิญญาณอมตะวิหคเพลิงขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ ถึงจะมีพลังระดับเดียวกับคูบริก แต่การจะสร้างมันขึ้นมาใหม่ก็ต้องใช้เวลาถึงครึ่งปีเป็นอย่างต่ำ
“เพราะมันคนเดียว!”
คูบริกเอ่ยขึ้นพลางมองต่ำไปที่กองเศษเถ้าถ่าน เขารู้สึกได้ถึงความอัปยศที่เกาะกุมภายในใจ แม้จะมีความสามารถแห่งการเกิดใหม่ แต่การรวบรวมพลังเพื่อสร้างมันขึ้นมาใหม่ใช้เวลายาวนาน นั่นหมายถึงความก้าวหน้าในการฝึกของเขา จะต้องหยุดชะงักลงอย่างช่วยไม่ได้ และที่สำคัญ นี่เป็นการตายครั้งแรกในชีวิตของคูบริก แต่ผู้ที่สามารถสังหารเขาลงได้กลับเป็นเด็กเมื่อวานซืน คนอายุรุ่นลูกที่เขาแทบจะไม่อยากชายตามองมันด้วยซ้ำ ความอัปยศนี้แทบทำให้เขากระอักเลือดออกมา แน่นอนว่าการตายของเขาในครั้งนี้ ทุกคนในสภาย่อมรับรู้ไปด้วย แต่คงไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะคืนชีพขึ้นมาได้ใหม่แน่ เพราะนี่คือความลับของตระกูลฟูลตัน มีเพียงคนในตระกูลเท่านั้นที่รู้
วิ้ววววววววว
เสียงลมพัดผ่านอย่างแผ่วเบา ทั่วทั้งบริเวณเกิดแรงกดดันจนทำให้รู้สึกอึดอัดอย่างน่าประหลาด คูบริกที่กำลังปรับพลังอยู่ มองไปยังกองเถ้าถ่านเหมือนมีลางสังหรณ์บางอย่าง มีบางสิ่งที่ผิดปกติกำลังเกิดขึ้น เงาประหลาดจากไหนไม่รู้ ก่อตัวอยู่รอบๆ กองเถ้าถ่านนั้น คูบริกมองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นสิ่งใดที่จะทำให้เกิดเงาได้ นั่นเพราะจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้ พื้นที่ทั่วทั้งแถบถูกเพลิงเผาจนราบ ตอนนี้มันกลายเป็นแค่พื้นที่โล่งเตียน เงาปริศนานั้นเริ่มปรากฏและเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ดมันเคลื่อนที่ได้เองดั่งมีชีวิต ไม่นานนักเงาเหล่านั้นก็เคลื่อนที่ไปที่จุดๆ เดียวพร้อมกับหมุนรวมกัน แรงกดดันแผ่ออกมาและสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว คูบริกเบิกตากว้างอย่างตื่นตะลึง แรงกดดันนั้นสามารถข่มขวัญเขาได้อย่างหมดจด ตัวเขาเองไม่สามารถต่อต้านแรงกดดันนั้นได้เลยแม้แต่น้อย แรงกดดันที่เกิดขึ้นตอนนี้ พอๆ กับที่แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากอดีตผู้นำค่ายเจ็ดดาวเลย ไม่สิ มันอาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ!
ฟู้วววววววววว!!!
จู่ๆ เงาที่หมุนรวมกันก็พุ่งขึ้นฟ้าต่อหน้าคูบริก และพริบตานั้นเอง ท้องฟ้าทั่วทั้งผืนแปรเปลี่ยนเป็นสีดำทมิฬทันที ท้องฟ้าในคืนพระจันทร์เต็มดวงถูกบดบังแสงสิ้น เมฆสีดำแผ่ออกบังแสงจันทร์จนสุดขอบฟ้า ผู้คนที่อยู่ในเขตเมืองกลอเซน ออกมาดูปรากฏการณ์ประหลาดนี้ด้วยความหวาดกลัว พวกเขามองขึ้นไปบนท้องฟ้าโดยมิได้นัดหมาย และวิจารณ์กันไปต่างๆ นาๆ
“โฮกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!!!!”
เมฆสีดำก่อตัวกันเป็นใบหน้าคนผู้หนึ่ง ใบหน้าดังกล่าวนั้นคำรามก้องอย่างน่าสะพรึง การคำรามนั้นเหมือนกับทำให้อากาศรอบๆ ตัวสั่นไหวได้ ผู้คนที่จ้องมองมันถึงกับล้มกลิ้งลง
“อาเพศ! เมืองเราเกิดอาเพศขึ้นแล้ว!”
ชาวเมืองคนหนึ่งจ้องมองขึ้นไปบนท้องฟ้า พร้อมกับตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง ใบหน้าของเขาฉายให้เห็นถึงความสิ้นหวัง ชาวเมืองคนอื่นๆ ก็มีท่าทางที่ไม่ต่างกัน
“จะ..จะ..เจ้านี่มัน!”
คูบริกมองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยความกลัวสุดขีด เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ขาที่ค้ำยันร่างกายเอาไว้กลับแข็งทื่อจนแทบจะขยับไม่ได้ ภายในใจสะท้านอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ความกลัวที่เกิดขึ้นเกินกว่าที่คูบริกจะควบคุมสติไว้ได้แล้ว
ฟู้ว!!!
ปีกเพลิงของคูบริกกางออก และพัดกระพืออย่างแรง เพื่อที่จะพาเขาพุ่งทะยานออกจากที่ตรงนี้ให้เร็วที่สุด
“เร็วเข้า! เร็วอีก! เร็วขึ้นอีก!!!”
คูบริกแหกปากคล้ายคนเสียสติที่กำลังหนีตายอย่างไม่คิดชีวิต ไม่นานนักเมฆสีดำนั้นก็สลายไป เงาที่พุ่งขึ้นฟ้าดิ่งลงมาที่กองเถ้าถ่านอีกครั้ง ร่างของครีทที่แตกกระจัดกระจายอยู่ เริ่มก่อตัวรวมกันอีกครั้ง ในตอนที่ครีทเรียกอสูรเพลิงออกมา การทำลายล้างของมัน ได้ไปปลุกบางสิ่งที่หลับใหลอยู่ใต้พื้นพิภพให้ตื่นขึ้นมา ตัวตนที่มันไม่ควรจะตื่นขึ้นมาบนโลกนี้
“ร่างกักเก็บพลัง นี่สิที่ข้าหามานาน จงยินดีที่ร่างอันต่ำต้อยของเจ้าได้เป็นภาชนะ และส่วนหนึ่งของข้าเถอะ หึหึ”
เงานั้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำอย่างน่ากลัว ในขณะที่ร่างของครีทค่อยๆ ต่อกันจนเสร็จสมบูรณ์ เนื้อหนังและกระดูกที่กลายเป็นเถ้าถ่านกลับคืนมาเหมือนเดิมอีกครั้ง ที่หน้าผากปรากฏสัญลักษณ์บางอย่างดูแปลกตา ร่างของครีทที่ลอยอยู่กลางอากาศ ค่อยๆ ร่อนลงมาเหยียบพื้นดินช้าๆ และลืมตาขึ้น
“ข้าคืนชีพแล้ว!!! ฮ่าๆ ๆ ๆ ๆ”
เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นมาจ้องมองอย่างพอใจ จากนั้นจึงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง แรงกดดันของเขาที่เพิ่มสูง จนแทบจะสามารถกดแผ่นดินให้ทรุดลงได้ก่อนหน้านี้หายไปแล้ว
“ท่านคูบริก! ช่วยพวกเราด้วย! พวกมันมี..”
ชายที่หนีออกมาจากรัศมีของเฟรย่าได้ วิ่งตรงมายังสมรภูมิแห่งนี้อย่างตื่นตระหนก เขาต้องกลับมารายงานผู้เป็นนาย ว่ามียอดฝีมืออยู่ในกลุ่มของพวกมัน ซึ่งพรรคพวกที่เหลือของเขาถูกจัดการหมดแล้ว และเขาอยากให้คูบริกไปจัดการกับมัน แต่พอมาถึง ผู้ที่ยืนอยู่ท่ามกลางสมรภูมิกลับไม่ใช่คูบริก แต่เป็นชายหนุ่มที่ผู้เป็นนายของเขาบอกจะเล่นสนุกกับมัน ทำไมมันยังไม่ตาย?
หมับ!
ยังไม่ทันที่ชายผู้นี้จะได้เอ่ยคำใดออกมา ตัวเขาก็ถูกแรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทานได้ดึงให้พุ่งเข้ามาหา พริบตาเดียวลำคอของเขาก็ถูกชายหนุ่มผู้นี้ กุมไว้แน่นจนหายใจไม่ออก เรี่ยวแรงที่มีหมดหายไปทันทีที่ถูกมือนั้นสัมผัส แม้จะดิ้นก็ไม่อาจทำได้
ฟืดดดดดดดด
ครีทอ้าปากออก ชายที่อยู่ในกำมือของเขาก็อ้าปากตามอย่างไม่อาจควบคุมตนเองได้ ทันทีที่ปากของทั้งสองเปิดออก พลังชีวิตของชายผู้นี้ก็ถูกสูบไปอย่างรวดเร็ว
ตุ๊บ!
ครีทเหวี่ยงร่างที่เขาเพิ่งจะสูบพลังชีวิตทิ้งอย่างไม่ไยดี สภาพของร่างชายคนนั้นซีดเซียวมาก นักรบคลาส 6 ถูกสังหารด้วยการสูบพลังชีวิตในเวลาเพียงแค่ชั่วพริบตา
“หึ! รสชาติไม่เลว”
ครีทเลียริมฝีปากตนอย่างพึงพอใจ สายตาของเขาจ้องมองไปที่สมรภูมิอีกแห่งอย่างสนใจ
“กลิ่นอายพลังเทพ? ผู้สืบทอดเจ้าจิ้งเหลนฟ้าแลบหรอกเรอะ ไม่นึกว่าพอคืนชีพขึ้นมาแล้วจะเจอทันทีแบบนี้ หึหึ”
พูดจบสัญลักษณ์ที่หน้าผากเขาก็เปล่งแสงขึ้น ออร่าสีดำแผดพุ่งออกมาคลุมร่างไว้ ดวงตาถูกกลืนจนกลายเป็นสีดำสนิทไปทั้งดวง ร่างค่อยๆ ลอยขึ้นและเหาะพุ่งไปยังทิศที่แกรนด์อยู่ ตอนนี้เขาไม่ใช่ครีทที่ทุกคนเคยรู้จักอีกแล้ว